RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 Special 1.2

06 มิ.ย.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

 

ALERT  :  เนื้อหาที่อ้างอิงในตอนนี้มีส่วนมาจากสปอย Attack on Titan ตอนที่ 56 กับ 57  คนที่ยังไม่ได้อ่าน  ให้อ่านสปอยหรือเก็บไว้ก่อนจะดีกว่านะคะ  

—————————————————————————————————-

“ข้าคือพ่อเจ้า” เป็นวลีเด็ดจากเรื่องไซไฟอวกาศเรื่องหนึ่ง

 

ประโยคข้างต้นจริงๆแล้วมันอาจจะเป็นประโยคดาษดื่นที่พบได้ทั่วไปในนิยายแนวกำลังภายในอีกเช่นกัน   ในที่นี้เราไม่ได้จะพูดถึงพ่อลูกที่ได้มาพบกัน  แต่ยกมาให้เห็นว่าในโลกของหนังสือมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ  ในโลกที่กว้างใหญ่กลับกลมเป็นลูกปิงปองให้คนสองคนมาเจอกันได้ง่ายๆ  มันคงจะเป็นพรหมลิขิตแบบหนึ่งได้เหมือนกันสินะ?ในอีกแง่มุมของความรักแบบครอบครัว

 

ทั้งนี้มันก็อาจจะไม่ได้เกิดเพราะความผูกพัน

เพราะนี่เป็นเรื่องของเกลียดอะไรได้อย่างนั้น…..

 

ตอนพิเศษ 1.2 : โลกมันไม่ได้แบน เพราะจริงๆมันกลมมาก

 

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ความลับที่พระเอกของเรื่องปกปิดมานานหลายปีนั้นแตกเพราะบิลค่าน้ำของคอนโดมีเนียมแผ่นหนึ่ง  หากแต่ความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งสองหาได้ร้าวฉานอย่างที่ควรจะเป็นไม่  มันดูราบรื่นเสียจนไม่เหมือนความลับแตกชอบกล…

 

แต่…!!!   เรื่องมันคงไม่จบง่ายๆอย่างนั้น  เมื่อยามนามสกุลที่นายรีวัลย์  ที่ปรึกษาบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านปิดบังมานาน มันไม่ใช่เพียงแค่นามสกุลธรรมดา  ไม่ใช่นามสกุลคุกิมิยะอย่างที่หลายคนเดาเอาไว้(?)  แต่มันคือนามสกุล [เอกมันต์] …… ความเดิมจากตอนที่แล้วจบลงเพียงเท่านี้

 

ฉากแรกของตอนนี้เริ่มต้นขึ้นหน้าบ้านหลังหนึ่งในซอยสถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานควาย  ฉากที่คุ้นเคยเมื่อสมัยที่เด็กชายคนหนึ่งอายุแค่ 15 ปี   ยามนี้เด็กชายคนนั้นในช่วงอายุ 22 ปีกำลังยืนรอใครบางคนตรงหน้าประตู  ทั้งๆที่เป็นบ้านของตัวเองแท้ๆ…..

 

อลิน แย้มเก้อในชุดลำลองเสื้อฮู้ดกางเกงยีนส์  ยามไม่ได้ใส่เครื่องแบบของมหาวิทยาลัยแทบดูไม่ออกว่าเป็นว่าที่แพทย์   ออกจะเหมือนเด็กกะโปโลคนหนึ่ง   ระหว่างที่ยืนรอ  มือที่ไม่เคยปล่อยให้ว่างก็จับโทรศัพท์เล่นเกมไปพลางๆ   เกมวิ่งคุกกี้ที่โด่งดังและรังควานความสงบสุขของบางคน(?)

 

“อลิน….  อลิน…..”  เสียงหนึ่งแว่วมาจากใกล้ๆตัว  แต่เด็กหนุ่มผมน้ำตาลหาได้เงยหน้าขึ้นมามอง   เจ้าตัวก็ยังคงหมกมุ่นกับหน้าจออยู่อย่างนั้น

 

“อลิน…..”   คุกกี้ผู้กล้าหาญกำลังกระโดดข้ามหน้าผาไปด้วยความเร็วหลายกิโลเมตรต่อชั่วโมง(?)  วิ่งเข้าไปเจ้าคุกกี้ วิ่งไปแตะขอบฟ้า!!

 

“อลิน……..”   และแล้วเจ้าคนติดเกมก็ต้องสะดุ้งทำคุกกี้ตกเหวเพราะหญิงสาวผมยาวเดินมาจับไหล่และจ้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบๆ….

 

มะขาม เอกมันต์ อดีตดาวมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบคลี่ยิ้มบางๆให้กับเจ้าน้องชายไม่แท้ที่ได้สติเสียที  แต่อาการแรกที่อีกฝ่ายแสดงออกมาไม่ใช่ยิ้มตอบกลับ  แต่เป็นสีหน้าเคืองใส่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งแสดงลำดับคะแนนในเกม ที่ตอนนี้ลำดับของนักศึกษาแพทย์กำลังแพ้เพื่อนๆอยู่….

 

“นายจะเล่นอีกตาก่อนคุย หรือว่าจะคุยก่อนล่ะ?”  มะขามถามฝ่ายตรงข้าม  สีหน้าของเธอราบเรียบเหมือนจะไร้อารมณ์  แต่มันแฝงความใจดีที่มีต่อน้องชายเอาไว้   ประหนึ่งจะเล่นอีกกี่ตาเธอก็รอได้

 

ได้ยินแบบนั้นอลินก็รีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะลืมธุระของตัวเองไป   “ไปกินข้าวข้างนอกกันเหอะ!  ที่บอกว่าจะมาหาเพราะกะจะชวนไปกินข้าวนี่ล่ะ”

 

คนถูกชวนเลิกคิ้วขึ้น   “ออกไปกินข้าว?”   แล้วดวงตาสีดำเหมือนขนกานั้นก็สอดส่องไปด้านหลังของน้องชายสุดที่รัก

 

“ไม่ต้องมองหาหรอก  พี่รีวัลย์ไม่ได้มาด้วยกัน  ฉันมาคนเดียว”  อลินตอบกลับไป ซึ่งเรียกใบหน้านิ่งแต่มีประกายยินดีของหญิงสาวขึ้นมาได้

 

“ได้  นายอยากกินอะไรฉันก็จะไปด้วย”  มะขามตอบรับคำชวนอย่างง่ายดาย  เห็นแบบนี้แล้วคนมีธุระแอบแฝงรู้สึกอึกอัดใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน…..

 

รู้ๆกันอยู่ว่าแฟนกับพี่สาวถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากสุงสิงกัน

เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เขายังอยู่แค่ม.ต้น….

 

เมื่อตอนที่เป็นเด็กก็มีการแสดงออกแบบหนึ่ง  เมื่อโตขึ้นก็มีการแสดงออกอีกแบบหนึ่ง   ทั้งคู่แลดูเหมือนจะไม่มีความแค้นบาดหมางอะไรกันเหมือนตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ  แต่ถึงอย่างนั้นมะขาม เอกมันต์ก็ไม่ได้ยอมรับแฟนหนุ่มคนเตี้ย(?)อายุเยอะของเขานักหรอก….

 

“งั้นเข้าสยามไปหาอะไรกินกันเหอะ”   อลินหยักยิ้มที่ริมฝีปากแบบฝืนๆ   แล้วนี่หลอกให้ไปเจอกัน  วันนี้จะจบลงแบบคุกกี้ที่วิ่งตกลงไปในเหวรึเปล่านะ….

 

หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวออกเดินจากหน้าบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS เพื่อเข้าไปในเมือง  คนหนึ่งสีหน้านิ่งแต่ในใจนั้นเบิกบาน  ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยความว้าวุ่นเก็บซ่อนไว้ในใจ  ดวงตาสีเขียวเหลือบมองใบหน้าสวยนั้นอยู่หลายๆครั้ง….   หวังว่าวันนี้จะจบลงด้วยดี…..

 

และจบลงอย่างมีความสุขด้วยการเจอหน้ากันของอาหลาน(?)

 

จากสถานีรถไฟฟ้าสะพานควายมาสู่สถานีรถไฟฟ้าสยาม  เดินลงจากสถานีมายังฝั่งสยามสแควร์  เดินจากแถบหลังของดิจิตัลเกตเวย์  มายังล็อกๆหนึ่ง   ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นรสมือแบบเดียวกับคุณแม่ที่บ้านทำ  คำใบ้คือมีชื่อเดียวกับหนึ่งในพระเอกผมสีแดงของการ์ตูนแนวไอดอล 6 คน

 

หญิงสาวผมสีดำยาวนั่งยิ้มจางๆกับเมนูอาหาร  ใครเห็นก็ต้องรู้สึกว่าเธอกำลังมีความสุข  ผิดกับผู้ชายซึ่งนั่งฝั่งตรงข้าม   หนุ่มว่าที่แพทย์ผมสีน้ำตาลเข้มมีท่าทีเลิกลั่กหันซ้ายหันขวาอยู่ตลอดเวลาด้านหลังเมนูที่ยกขึ้นมาปิดหน้า  พนักงานและเพื่อนร่วมร้านที่เห็นต่างจินตนาการกันไปต่างๆนานา…

 

“อลิน  นายดูแปลกๆนะ  นายกลัวเจอใครรึไง?”   มะขามเอ่ยถามขึ้น   พนักงานซึ่งเดินผ่านไปคนหนึ่งก็กำลังคิดแบบนั้น…  สถานการณ์พาแฟนสาวมาแต่ก็กลัวว่าจะเจอกิ๊ก

 

“จะเจอใครกันล่ะ  ไม่มีใครมาหรอก  ร้านนี้ตามห้างก็มี แต่ตรงนี้มันสงบดี”  อลินหัวเราะกลบเกลื่อน  คำพูดแลดูมีพิรุธแปลกๆ

 

ดวงตาสีดำขลับที่แตกต่างจากน้องชายพยายามจ้องตาสีเขียว   แต่ลูกกะตาอีกฝ่ายก็ช่างอยู่ไม่นิ่งเอาเสียเลย   “ไม่ใช่ว่านายหลอกฉันมาเจอนัดจับคู่อะไรแบบนั้นหรอกนะ?”   ประสบการณ์ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว…..

 

เด็กหนุ่มที่เคยจับคู่พี่สาวกับเพื่อนสนิทถึงกับสะดุ้ง  รีบพับเมนูปัดไปปัดมาเพื่อปฏิเสธ   “ฉันไม่ทำแบบนั้นแล้วน่า   ฉันไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ของเธอแล้ว   เพื่อนๆก็มีคู่กันหมดแล้วน่า”    ถ้าจัน สะกิดใจยังโสดอยู่ก็คงไม่แน่…..

 

คำพูดบอกว่าไม่มีอะไร  แต่ดวงตาสีเขียวกลับไม่กล้ามองสบ   ช่างมีอะไรน่าสงสัยเสียจริง   “งั้นเหรอ  งั้นสั่งอะไรกินกันเถอะ  นานๆทีจะได้ออกมากันเองแบบนี้”   น้องชายว่าไงก็ว่างั้น….

 

เห็นหญิงสาวซึ่งมาด้วยกันก้มหน้ามองเมนูและเลิกจับผิดได้  อลินก็โล่งอกขึ้นมาทันที  กระนั้นสายตาก็ยังคอยมองหาใครบางคนอยู่เกือบตลอดเวลา  มองแล้วมองอีกก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนๆนั้น…  คงไม่ใช่หนีไปแล้วหรอกนะ  แต่คนๆนั้นไม่ใช่คนแบบนั้น….

 

ไม่ใช่จัน สะกิดใจซักหน่อยน่ะ!

(ไม่มีตัวโผล่มาในตอนก็ยังอุตส่าห์นึกถึง)

 

อาหารของร้านชื่อเดียวกับไอดอลมาเป็น Set หนึ่งถาด  สลัด เครื่องเคียง ซุปมิโสะ  ข้าวสวย และตัวกับข้าวจานหลัก คือสึคุเนะย่างถ่าน แฮมเบิร์กซอสหัวหอม  ทั้งคู่เลือกข้าวธัญพืชซึ่งดีต่อสุขภาพแทนที่จะะเป็นข้าวสวยญี่ปุ่นแบบธรรมดา  ข้าวสีม่วงแลดูน่ากินไปอีกแบบ

 

มะขามหักตะเกียบและลงมือทานอาหารทันที   แต่ก่อนจะลงมือก็หันไปมองคนตรงหน้าเสียก่อน   “ยังไม่กินเหรออลิน?”

 

“กินสิๆ   แค่กำลังสำรวจ!”   มือรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาหักแยกทันที พร้อมกับคว้าซุปมิโสะร้อนๆขึ้นมาซดแบบไม่กลัวลิ้นจะพอง

 

อาการของน้องชายไม่แท้ที่อยากให้เป็นของแท้(?)ช่างดูมีพิรุธมากจริงๆ   “อยู่ที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้าง  คลุกคีกับคนไข้จริงๆ นายเป็นไง?”    เธอเลือกจะถามถึงความเป็นไปของการเรียนแทนที่จะเป็นเรื่องพฤติกรรมแปลกๆ

 

อลินทำตาโต  “มีอะไรให้ตื่นเต้นทุกวันเลยล่ะ  ไม่เหมือนอยู่ในห้องเรียนเฉยๆ”   มีทั้งเคสด่วน  มีทั้งเรื่องผิดพลาด  มีทั้งเรื่องดีๆ  มีหลายอารมณ์เลยจริงๆ…..

 

หญิงสาวที่เรียนจบก่อนอีกฝ่ายซึ่งต้องใช้เวลาเรียน 6 ปีหยักยิ้ม    ความฝันของเด็กชายอลิน แย้มเก้อจนถึงตอนที่เปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนาย  คือการได้เป็นนายแพทย์เหมือนกับบิดาของตัวเอง  เคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ  แต่เด็กคนนั้นก็ทำได้จริง

 

“ดีแล้วล่ะ  นายฝันเอาไว้แบบนั้นมาตลอด”   เส้นทางที่ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหรผ่านมาได้เรื่อยๆ   อีกไม่กี่ก้าวความฝันของอีกฝ่ายก็จะเป็นจริง

 

“ที่มาได้ขนาดนี้ต้องขอบคุณพี่รีวัลย์ด้วยล่ะนะ”  ได้ยินชื่อของสิ่งอัปมงคล(?)แล้วอาการอยากอาหารลดลงไป 1 จุด  บรรยากาศดีๆกลับเป็นบรรยายกาศจืดชืดทันที….

 

หญิงสาวหยิบแก้วชาเขียวเย็นมาแก้กระหาย  ได้ยินชื่อผู้ชายที่เตี้ยกว่าตัวเองแล้วเหมือนข้าวจะติดคอขึ้นมากะทันหัน    “นั่นสินะ….. ผู้ชายเตี้ย..เอ๊ย… ผู้ชายคนนั้นช่วยติวให้นายเยอะ”   เฉพาะตอนที่เรียนม.ต้นนะ……

 

“ถ้าไม่ได้คบกับพี่รีวัลย์  คงมาไม่ถึงขนาดนี้แหงๆ”   อลิน แย้มเก้อใบหน้าแลดูมีประกายความสุขและปลาบปลื้ม   ช่างดูภูมิใจในตัวแฟนหนุ่มอายุมากกว่าหลายปีคนนั้นเสียจริงๆ….

 

ผู้ชายที่เสียสละเวลาพักผ่อนหลังเลิกงานมานั่งติวหนังสือให้เด็ก   ผู้ชายที่เสียสละแขนมาให้แฟนเอาเข็มจิ้มเพื่อหาเส้นเลือด   ผู้ชายที่ทำงานบ้านทุกอย่างให้กับเด็กหนุ่มที่เรียนหนัก  ช่างเป็นแฟนในอุดมคติของสาวๆหลายคนบนโลกใบนี้  (ที่ไม่ใช่เธอ)  นายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุล…..

 

ได้ยินชื่อแล้วอาหารลดความอร่อย…

แต่ก็หาจุดเสียอะไรไม่ได้เลยนอกจากส่วนสูงกับอายุ…..

 

“แล้ววันนี้ไปไหนซะล่ะ?”   ประเด็นนี้มาจึงได้เอ่ยถามถึงคนที่หายไป   เจอคำถามนี้เข้าไปอลินถึงกับนั่งนิ่ง… ดวงตากำลังกรอกไปมา…..

 

“ขอโทษที่มาช้า  รถติดยาวกว่าจะหลุดแยกมาได้”   คำตอบมาเองแบบถึงที่  พร้อมเสิร์ฟมาถึงโต๊ะประหนึ่งของแถมที่คนบนโต๊ะไม่ได้ต้องการซักเท่าไหร….  รีวัลย์ซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงสเลคสีดำปรากฏตัว…..

 

มะขามเหล่มองด้วยความอึ้ง   ผิดกับอลิน แย้มเก้อที่รีบขยับตัวเพื่อให้แฟนอายุมากกว่านั่งลงบนโซฟาที่นั่งตัวเดียวกัน  มือรีบหยิบเมนูให้กับอีกฝ่ายโดยอัติโนมัติ   ไร้ซึ่งความตกใจแปลกใจที่มาเจอกัน  แสดงออกชัดเจนว่านัดเจอกันอยู่แล้ว…..

 

พี่สาว(ล่ะมั้ง) รู้ในทันทีว่านี่ไม่ใช่การนัดจับคู่กับผู้ชาย  แต่มันเป็นการหลอกมากินข้าวร่วมโต๊ะกับผู้ชายที่ไม่ลงรอยกันเท่าไหรตะหากล่ะ….    “นายน่าจะบอกฉันตรงๆ”    คำถามยิงตรงไปให้น้องชายผู้สร้างเรื่อง

 

“นายทำอะไร?”   ชายซึ่งมีผมและดวงตาสีเดียวกับพี่สาวไม่มีผิดหันมองหน้าแฟนข้างกายแทนแมนู   คนผูกเรื่องรีบหยิบชาเขียวมาดูดเข้าปาก

 

“……….ผมก็แค่ไม่บอกมะขามว่าพี่รีวัลย์จะมา   กลัวว่ามะขามจะไม่อยากมา….”   อลินสารภาพ  เรียกให้มือแกร่งยกขึ้นดีดข้างศีรษะเป็นการทำโทษ

 

“ทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง  เมื่อคืนนายบอกว่าจะชวนให้ออกมากินข้าวด้วยกันดีๆไม่ใชรึไง”  ชายหนุ่มติติงการกระทำที่ไม่จริงใจใส่พี่สาวนั่น

 

อลินก้มหน้าลงหยิบตะเกียบคีบผักดองมาใส่ปากทันที   รีบหนีจากความผิดที่ก่อเอาไว้    บทสนทนาของคู่รักยิ่งปลุกต่อมสงสัยของคนที่เหมือนจะโดนหลอกออกมา  ทำไมต้องออกมากินข้าวด้วยกัน?   ทำไมไม่กินที่บ้านแย้มเก้อ  มันมีเรื่องอะไรที่ผู้ปกครองรู้ไม่ได้หรือยังไง?

 

“นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ?   ทำไมต้องทำตัวลับๆล่อๆ”   อดีตดาวมหาวิทยาลัยมองคนทั้งสองซึ่งไม่ยอมบอกจุดประสงค์ของตัวเอง

 

“ขอฉันสั่งอาหารก่อนก็แล้วกัน”  รีวัลย์เลือกเมนูและบอกกับพนักงาน   นี่นับรวมเป็นการเปลี่ยนเรื่องหรือไม่?…   ถ้าใช่ก็คือเนียนมาก….

 

เมนูที่ผู้ใหญ่สั่งคือข้าวคัตสึด้ง  เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานและไขมัน  พนักงานเดินจากไป  เหลือคนร่วมโต๊ะดั้งเดิมทั้งสาม  ความเงียบก็เข้าปกคลุมในทันที…  ความน่าอึดอัดแผ่ออกมาจากคนสองคนที่นิสัยคล้ายกับอย่างกับแกะ  เด็กหนุ่มนั่งเอาตะเกียบจิ้มข้าว

 

นั่งนิ่งกันต่อไปก็ยิ่งเหมือนเทปที่ตกร่องไม่ไปข้างหน้า….

 

ตัวกลางที่แท้จริงอย่างอลิน แย้มเก้อมองหน้าแฟนอายุมากกว่าของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง   ชายหนุ่มยังคงเงียบไม่เริ่มประเด็นที่คุยกันเอาไว้ในตอนก่อน  ไม่พูดเสียที… ไม่พูด… ไม่ยอมเปิดเรื่อง และตอนนี้ก็ไม่มีใครเริ่มบทสนทนาเลยสักที…

 

“พี่รีวัลย์จะพูดตอนไหนน่ะครับ?”  ในที่สุดอลินก็จุดชนวนให้หุ่นยนต์ที่ปรึกษาบริษัทสำรวจฯได้ทำงาน  นิ่งเป็นหุ่นหมดไฟเชียว….

 

“เอาไว้กินข้าวเสร็จก่อนก็แล้วกัน  จะได้กินลง”   รีวัลย์ตอบกลับมายิ่งสร้างความน่าสงสัย   ทั้งคู่ช่างดูมีลับลมคมในอย่างประหลาด….

 

ทำไมต้องกินข้าวไม่ลง?  แค่เห็นหน้าก็กินข้าวได้น้อยกว่าปกติอยู่แล้ว… นี่คือความในใจของมะขาม เอกมันต์ผู้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังประสบอยู่    น้องชายกับแฟนน้องชายหลอกเธอออกมากินข้าวเพื่ออะไรกันแน่?   เรื่องอะไรที่พูดออกมาไม่ได้?

 

ถ้ามีน้องสาวก็คงสงสัยว่าท้องในวัยเรียน(?)  แต่นี่เป็นน้องชายก็คงไม่มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น  และคิดดูดีๆก็ไม่มีเรื่องอะไรระหว่างสองคนนั้นที่น่าตกใจอีกแล้ว…  มันคงไม่มีอะไรน่าตกใจเท่าผู้ชายอายุ 3X มาขอพ่อแม่เด็กอายุ 15 เพื่อคบกันอย่างเป็นทางการหรอก….  มันเลยจุดๆนั้นไปแล้ว…

 

ย้ายไปอยู่ด้วยกันก็ไม่ปรึกษาก่อน  บอกและเก็บข้าวของไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น   แล้วมันจะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ…   “ที่นายทำแบบนี้คงไม่ใช่แค่ชวนมากินข้าวด้วยกันสินะ  ฉันรู้สึกว่ามันมีอะไร”  ว่ากันว่าประสาทสัมผัสที่ 6 ของหญิงสาวนั้นรุนแรงนัก

 

“อ่า… มันก็มีจริงๆล่ะนะ  แต่ไม่ใช่ฉันที่ต้องพูด…”  อลินยกมือขึ้นมาขยี้ผมด้วยความอึดอัดใจที่คนปากหนักไม่พูดเรื่องที่ควรพูดเสียที

 

เรื่องที่น้องชายพูดออกมาเองไม่ได้?   เรื่องที่แฟนอายุมากกว่าต้องเป็นคนพูด?   ได้แค่คิดแล้วก็สงสัยว่ายังเหลืออะไรที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ทำ….  ตัดเรื่องมีลูกไปได้เลย เพราะนี่มันคือ Boy Love ของแท้ในชีวิตจริง   ในที่สุดวลีหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของหญิงสาว…..

 

มะขามจ้องหน้าคนทั้งคู่    “อย่าบอกนะว่าพวกนายจะแต่งงาน?”   สิ้นประโยคคำถามและสายตาเฉือดเฉือนนั้น  ชายสองคนก็สำลักทันที  ข้อสันนิษฐานที่น่าตกใจ!

 

…..จะบินไปจดทะเบียนกันที่ประเทศไหนกันล่ะ….

 

อลินรีบโบกตะเกียบไปมาเพื่อปฏิเสธความจริงอันนั้น    ชายหนุ่มผมดำข้างๆก็ถอยหายใจออกมา   ยังไม่ทันจะได้อธิบาย  พนักงานในร้านก็เอาอาหารมาเสิร์ฟเสียก่อน   บรรยากาศอันน่าฉงนจึงสะดุดไปไม่กี่วินาที   กระนั้นสายตาของเหยี่ยวสาวก็ยังคมกริบ…

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น  ถ้าเป็นเรื่องนั้นฉันไม่ทำโดยที่อลินยังไม่พร้อม”  ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทางกายและจิตใจ  แต่หมายถึงสถานะทางสังคมตะหาก   เพราะยังเรียนไม่จบ  ยังไม่ประกอบอาชีพ

 

“แล้วมีเรื่องอะไรล่ะคะ?   คุณมีเรื่องอะไรจะพูดกับฉันอีกเหรอ ?”   ช่างเป็นคำพูดราบเรียบซึ่งดูเฉือดเฉือนเสียเหลือเกิน

 

แย่งน้องชายสุดที่รักไปจากอกก็แล้ว  เปลี่ยนน้องชายที่ตั้งใจจะให้เป็นชายหนุ่มที่ดีไปเป็นเกย์ก็แล้ว  เปลี่ยนน้องชายไปเป็นฝ่ายรับ(?)ก็แล้ว…. ยังจะเหลืออะไรที่ผู้ชายเตี้ย 160 เซนติเมตรพรากผู้เยาว์คนนี้ไม่ได้ทำอีก!   มีเรื่องที่ไม่กล้าทำด้วยเหรอ!?

 

ไม่ทันไรมะขามก็เหมือนฉุกคิดอะไรบางอย่างออกมาได้  คำถามต่อมายิ่งลงเหวไปไกล  “หรือว่าจะเลิกกันแล้ว?”  แต่ไม่กล้าบอกพ่อกับแม่สินะ….

 

“ยังไม่ได้เลิก!  ไม่เลิก!”  อลินตอบกลับอย่างไวว่อง   ยิ่งไม่พูดเข้าประเด็น  ความสงสัยของหญิงสาวก็ยิ่งไปไกล  หากทิ้งไว้แบบนี้คงมีหลุดเรื่องติดลบออกมาอีกมาก…

 

ดวงตาสีเขียวเหล่มองใบหน้าคม  จนถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังไม่เริ่มพูด  มือยังคงบรรจงจัดแจงอาหารของตัวเองให้เรียบร้อย  “ถ้าพี่รีวัลย์ไม่พูด  ผมจะพูดเองนะครับ”

 

ได้ยินแบบนั้นมือที่จับฝาของถ้วยซุปมิโสะก็นิ่งไป   นายรีวัลย์ซึ่งได้ทราบนามสกุลกันไปแล้วเมื่อตอนก่อนถอนหายใจเบาๆ   ในที่สุดดวงตาคมสีดำขลับแบบเดียวกับพี่สาว(ล่ะมั้ง)ก็เงยขึ้นมองไปทางหญิงสาวผมยาวแสนสวยซึ่งยังมีสถานะโสด….

 

“ฉันเป็นอาของเธอ   เธอเป็นหลานของฉัน”   บทจะพูดความจริงออกมาก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไร้โทนอย่างสิ้นเชิง….

 

เสียงเพลงประกอบที่เหมาะสมกับตอนนี้

….คงเป็นเพลงของภาพยนต์สยองขวัญ….

 

จบประโยคคำพูดที่ดูเลื่อนลอยคนนั้น มะขาม เอกมันต์ก็นั่งนิ่ง  ฟังแล้วไม่ตลก….   “เล่นมุกอะไรไม่ทราบคะ  ถ้าคุณจะแต่งเข้าบ้านแย้มเก้อ  คุณก็เป็นน้องชายของฉัน”   น้องเขยไงล่ะ…..

 

รีวัลย์ส่ายหน้าเบาๆ   “ฉันชื่อรีวัลย์ เอกมันต์”   วินาทีนั้นเหมือนร้านอาหารโดนฟ้าผ่าใส่ก็มิปาน….  นามสกุลที่เป็นปริศนามาตลอดหลายปีที่เจอหน้ากัน….

 

ความเงียบหนึ่งวินาทีผ่านไป  ความตะลึงหนึ่งวินาทีผ่านไป  ความตลกหนึ่งวินาทีผ่านไป  ความงุนงงหนึ่งวินาทีผ่านไป  และอีกหลายความรู้สึกก็เข้ามารุมเร้าในสมองของหญิงสาวใบหน้านิ่งแสนสวย  มะขาม เอกมันต์  รีวัลย์ เอกมันต์  นามสกุลเหมือนกันเลยเชียว….  แต่จริงๆแล้วสะกดไม่เหมือนกันหรือเปล่า?

 

“วันนี้ไม่ใช่วันที่ 1 เมษาหรอกนะคะ”   เทศกาลเมษาโกหกที่คนไทยเริ่มเล่นตามต่างชาติไปด้วยแล้ว   อากาศมันอาจจะร้อนๆเหมือนหน้าร้อนแต่ก็ไม่ใช่…..

 

แล้วนายรีวัลย์ก็ส่ายหน้าอีกครั้งหนึ่ง   “ฉันไม่ได้โกหก   เธอดูบัตรประชาชนของฉันก็ได้”    ไอเท็มแสดงความจริงถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าสตางค์….

 

บัตรประจำตัวประชาชน  เลขที่  XX-XXX-XXXXX-16-0  นายรีวัลย์ เอกมันต์  เกิดวันที่ 25 ธันวาคม 25XX สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย นับถือศาสนาพุทธ…..ตื้ด….  สัญญาณขาดหายไปจากสมองและสายตาของหญิงสาวตาสีเดียวกัน  นี่มันตลกร้าย…..

 

อลินคล้ายกับมองเห็นควันดำปกคลุมอยู่รอบตัวของคนทั้งคู่  คนกลางแบบนักศึกษาแพทย์รู้สึกกินข้าวไม่ลง   มันดูน่าอึดอัดยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก   แต่ดีกว่าที่คิดไว้ก็ตรงที่เทรนเนอร์สาวไม่จับโต๊ะเหวี่ยงขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง… เธอดูสงบกว่าที่คิด…

 

แต่ใต้ใบหน้าสวยนั่นจะสงบเหมือนภายนอกหรือเปล่าก็ไม่รู้…  เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาบ้างแล้วในยามนี้   “ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะครับ  เดี๋ยวผมกลับมา”  เด็กหนุ่มที่ควรจะอยู่กลับลุกเดินออกไปจากโต๊ะเสียอย่างนั้น….  ปล่อยให้คนสองคนเผชิญหน้ากับความจริงกันเอง….

 

อยู่มาตั้งหลายปี…อยู่ดีๆก็มีญาติโผล่ขึ้นมา……

ใครเป็นคนเขียนบท?

 

โต๊ะอาหารในตอนนี้ช่างนิ่งไม่มีการขยับเคลื่อนไหว  ช่างเหมือนรูปภาพสกุล JPEG  ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ   ชายหนุ่มนิ่งมองหน้าผู้หญิงอายุน้อยกว่า  ส่วนอีกฝ่ายก็จ้องบัตรประชาชนที่ได้มาราวกับคนที่ลืมไปแล้วว่าภาษาไทยมันอ่านว่ายังไง… อ่ะ ลืมภาษาอังกฤษไปด้วย เพราะมันมีชื่อภาษาอังกฤษ…..

 

เมื่อตอนที่แล้วมะขาม เอกมันต์และพ่อแม่บ้านแย้มเก้อเพิ่งจะพูดถึงญาติๆซึ่งไม่เคยเจอ  ผ่านมาแค่ตอนเดียวก็มีญาติโผล่มาจริงๆ?   และยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่เมื่อญาติที่โผล่มาเฉยๆไม่มีที่มาที่ไปคนนั้น….คือ นายรีวัลย์  ผู้ชายเตี้ย 160 เซนติเมตรซึ่งเธอไม่ถูกโรคด้วยคนนั้น…..

 

“บางทีนามสกุลนี้อาจจะโหล  พวกเราคงไม่ได้เป็นญาติกัน”   มะขามตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมาข้อหนึ่ง   เริ่มมาคิดต่างกันเถอะ…

 

แต่….   “ฉันลองสืบมาแล้ว  พ่อของเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน  ลักษณะภายนอกของเธอกับฉันก็ดูคล้ายกัน”   ความจริงอันน่าโหดร้าย….

 

Check!!  ดวงตาสีดำขลับเหมือนขนกาที่เป็นเงา  – เหมือนกันอย่างกับแกะ  เส้นผมซึ่งมีสีเดียวกับดวงตา –  เหมือนลงหมึกดำเจ้าเดียวกันมาเลย   ใบหน้าที่เรียบเฉยเหมือนชาเย็น – เคาะกันมาเลยทีเดียว     มีอย่างเดียวที่ต่างกันคือเพศและส่วนสูง….

 

รวมไปถึงความเก่งกาจในหลายๆเรื่องซึ่งอาจถ่ายทอดกันมาตามสายเลือดเอกมันต์….   หากตอนนี้มีกรรมการตรวจสอบ 10 คน  กว่า 8 คนคงจะยกมือขึ้นมาบอกว่าทั้งคู่เป็นญาติกันอย่างแท้จริงเป็นแน่แท้   ความจริงนี้มันโหดร้ายเกินไป…..

 

มะขามผู้ใช้นามสกุลเอกมันต์เพียงคนเดียวในเรื่องปิ๊งรักระยะสิบเซนมาตลอดนั่งนิ่ง…  ตะเกียบที่วางอยู่ตรงหน้ามันเชิญชวนให้หักเป็นสองท่อน   เธอรีบยื่นบัตรประชาชนคืนให้กับชายที่ไม่ถูกโรคกันในทันที   “ฉันยังไม่เชื่อหรอกค่ะ  จนกว่าจะมีคนมาฟันธง”

 

….ซึ่งคนๆนั้นก็ต้องเป็นพ่อแม่ของเธอเอง…

 

รีวัลย์ถอนหายใจ…    “ฉันรู้ว่ามันยอมรับยาก  เพราะฉันตอนที่รู้ก็ไม่อยากจะยอมรับเหมือนกัน”   ต่างคนต่างก็ไม่อยากคิด…..

 

“ต้องยอมรับว่าสักวันคุณต้องมาเกี่ยวดองกับบ้านแย้มเก้อก็แย่แล้ว….  จะให้ยอมรับว่าเป็นญาติทางสายเลือด…”    ดวงตาสีดำนั้นเสมองไปทางอื่น  ช่างดูหลอนเสียเหลือเกิน….

 

“ถ้าเป็นแบบนั้นเธอก็ยอมรับซะตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า  ยังไงพวกเราก็ต้องเป็นญาติกันทางใดทางหนึ่งในซักวันอยู่แล้ว”   คำพูดเหมือนจะมีเหตุผล  แต่มันขับให้มือเรียวฟาดโต๊ะทันที…

 

พนักงานในร้านเงียบกริบ  โต๊ะร่วมร้านอาหารไม่กล้าพูดเสียงดัง  ทุกคนตกอยู่ในอาการผวาและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น…   หรือนี่คือฉากแฟนสาวของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลกำลังประสบความจริงที่ว่าแฟนตัวเองเป็นเกย์?   นี่คือฉากดราม่าแฟนหนูเป็นแฟนเขา(?)…..

 

ความเฉยชาที่มะขาม เอกมันต์มีอยู่แล้วแลดูจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไวกว่ากราฟหุ้น    “ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ”   ก่อนที่จะระเบิดออกมา  ต้องไปหาทางสงบใจ….

 

หญิงสาวผมยาวหยัดกายขึ้นจากเก้าอี้เดินไปยังห้องน้ำ   สวนกับอลินซึ่งเดินกลับมาพอดี   หนุ่มนักศึกษามองตามไปก่อนจะรีบเดินกลับมานั่งข้างๆแฟนหนุ่ม   “เป็นยังไงบ้างครับ   คุยกันรู้เรื่องรึเปล่า?”   รีบถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

 

ผลตอบรับคือการอ้อน(?)ของแฟนอายุมากกว่า   รีวัลย์ซึ่งมีนามสกุลแล้วเอนศีรษะลงมาซบไหล่ของแฟนที่สูงกว่าตัวเอง     “ขอเติมพลัง”   ใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งเหมือนกับไม่มีอะไร…  ดวงตาสีเขียวจับจ้อง   แต่จริงๆก็คงเกร็งอยู่มากเลยสินะ…….

 

เห็นแบบนี้คนกลางก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่ค่อยดีเท่าไหร   “ถ้ามะขามไม่เหม็นหน้าพี่รีวัลย์มากกว่าเดิมก็ดีนะครับ”  ช้าไปแล้วล่ะ………

 

ถ้าเป็นสมัยสาวๆ(?)  เขาคงโดนเอาอะไรฟาดไปแล้วก็ได้

 

อาการเหี่ยวเฉาที่แสดงออกให้ดูอายุเยอะขึ้น(?)ของพระเอกเรียกรอยยิ้มจางๆจากแฟนอายุน้อยกว่า  ที่ทำเหมือนปากกล้าพูด  จริงๆแล้วชายหนุ่มคงกังวลอยู่มาก  เก็บความลับมายาวนานขนาดนี้ก็เพราะหวั่นผลกระทบมาตลอด…   อลินเลื่อนมือไปจับมือคนข้างๆ…  เหงื่อที่ติดมือ แสดงออกว่ากังวลจริงๆ…

 

ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เพื่อซ่อนความรู้สึกนั้น   แฟนหนุ่มอายุเยอะของเขามีมุมน่ารัก(?)ให้เห็นอีกจนได้    “วันนี้มาใช้เวลาทั้งวันให้มะขามรู้สึกดีและค่อยๆยอมรับเถอะครับ!”   ในหนึ่งวันน่ะเรอะ…..

 

“นายคิดว่าวันเดียวจะเปลี่ยนพี่สาวนายได้งั้นเหรอ?”   ชายมากประสบการณ์ชีวิตกว่าไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้   หากไม่ใช่พี่สาวของคนรัก  เขาคงช่างมันไปแล้ว….

 

“พี่รีวัลย์เคยสอนผมว่า  เราไม่มีทางรู้ผลลัพธ์ของแต่ละเรื่อง จนกว่าจะไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เหรอครับ?”   ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นยังไง….

 

คำที่ตัวเองเคยพูดย้อนกลับมาเตือนสติของตัวเอง   ริมฝีปากคมหยักยิ้มให้กับการเติบโตขึ้นของอลิน แย้มเก้อ   เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแล้วสินะ  เจ้าเด็กบ้าๆบอๆที่มีปัญหาเยอะ วันนี้จะรุ่งหรือจะร่วง  ก็ให้มันไปถึงที่สุดก็แล้วกัน.. หลังมื้ออาหารนี้คือสังเวียน

 

“ถ้าพี่สาวนายเปลี่ยนมาเรียกฉันว่าอาคงน่าขนลุกแน่ๆ”   จบประโยคนั้นทั้งคู่ก็หัวเราะเบาๆออกมา…   คนที่เกลียดกลายมาเป็นยิ่งกว่าเพื่อน  มันจะเป็นยังไง….

 

“นึกถึงตอนที่ผมเคยเรียกพี่รีวัลย์ว่าคุณน้าเลยครับ”  ความหลังที่ไม่น่านึกถึงซักเท่าไหรเมื่อสมัยเรียนมัธยมต้น….  คำว่าพี่กับคำว่าน้ามันต่างกันคนละโยด….

 

คำโบราณที่ว่าเกลียดอะไรได้อย่างนั้นไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ก็จริง

แต่ในเรื่องโชคชะตาแล้วมันเกิดขึ้นบ่อยๆ…

 

ไม่ชอบคนช่างตื้อก็ได้แฟนเป็นคนช่างตื้อ   เป็นกรณีตัวอย่างจากตัวละครแถวๆนี้ซึ่งในตอนนี้ไม่มีบทมีแต่ชื่อ(?)    อริสโตเติลนั้นเคยบอกว่าโลกกลม แต่ไม่มีใครเชื่อ  ยามนี้คนตระกูลเอกมันต์คงต้องเชื่อแล้วว่าโลกนี้มันช่างกลมแสนกลมเลยจริงๆ….   การค้นพบครั้งนี้หวังว่าจะไม่จบลงที่โลกแตก….

 

นอสตราดามุดบอกว่าโลกจะแตกในปี 1999

วันนี้ปี 20XX โลกของใครบางคนก็กำลังร้อนระอุได้ที่

 

ปรากฏการณ์การพบกันของญาติที่สาบสูญครั้งนี้

จะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งหรือสยองขวัญ….  

 

————————————————————————————————————

Free Talk :  ไม่ได้เขียนฟิคซะหลายวันและเกือบเดือนเลย อ๊ากกกกกกก   กลับมาเขียนอีกทีติดๆขัดๆอยู่นานมากกว่าจะเขียนครบตอน   เพราะไม่ได้เขียนนานเลยเริ่มจากอะไรที่เขียนซะจนรู้สึกคุ้นเคยกับมันแบบปิ๊งรักก่อนเลย  แถมต้องทำรวมเล่มด้วย ควรจะสานต่อตอนพิเศษซักที 55555

 

มาตอนนี้มะขามก็ได้รู้แล้วว่าตัวเองมีญาติ  คนนั้นก็คือพี่รีวัลย์… เริ่มต้นก็น่าอึดอัดใส่กันแล้ว   พี่รีวัลย์ทำเป็นเก่งตอ่หน้าอลิน แต่จริงๆผู้ใหญ่ก็มีความกังวลอยู่เหมือนกัน  การที่จู่ๆมาเจอกับญาติ แล้วดันเป็นพี่สาวแฟน  น่าอึดอัดจริงๆ 5555

 

 

ปล.  ขอโทษนะพี่รีวัลย์ มะขาม  แต่อ.อิซายามะมาเปบบนี้ล่ะนะ =3=  บุๆๆๆๆ

 

 
2 ความเห็น

Posted by บน 06/06/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 Special 1.2

  1. taraikari

    06/06/2014 at 11:18 PM

    แหม่
    บทจะบอกก็บอกง่ายดายซะเหลือเกินนะคะพี่รีวัลย์
    ไม่มีบิ้วต์หรือเกริ่นนำเลย
    ทั้งๆที่เรื่องก็บิ้วต์มาว่าอลินทำตัวน่าสงสัยกับมะขามคอยจับผิด
    แล้วเป็นไงล่ะ
    มะขามทำใจไม่ได้กันเลยทีเดียว

    และชอบโมเม้นพี่รีวัลย์อ้อนน้องอลิน
    คือมุ้งมิ้งมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก >///<

     
  2. karnalone

    06/11/2014 at 9:13 PM

    พี่รีวัลย์อ้อนอลินได้น่ารักมากเลยค่ะ
    อร๊ายยยยยยยยย มุ้งมิ้งมากกกกกกกกก หวานมาก
    มีมุมนี้เหมือนกันนะเนี่ย เวลาผ่านไปทำให้สองคนนี้เห็นอะไรๆ ในทั้งคู่เยอะขึ้นเนอะ
    ผช.แบบนี้จะหาจากไหนได้บ้างเนี่ย …เสียสละแขนให้แฟนจิ้มนี่ อันนี้นับถือค่ะ น่ารักมากกกกกก
    สุดท้ายมะขามจะยอมรับได้มั้ย? ได้แหละ เพราะไงก็คงหนีไม่พ้น ไม่แน่หลังเปิดใจรับอาจจะคุยกันถูกคอก็ได้..มั้งนะ

    รอติดตามต่อไปฮะ

    ปล.ความต่างเรื่องเพศไม่เท่าไหร่ แต่ส่วนสูงนี่เจ็บนะคะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: