RSS

[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 1

07 มิ.ย.

ศาสตร์ของการทำอาหารประกอบไปด้วยเครื่องปรุงชนิดต่าง ๆ และฝีมือของคนปรุงรส  เพียงแค่สองอย่างนี้ก็อาจสร้างอาหารที่เลิศล้ำขึ้นมาได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นแล้วส่วนประกอบอีกอย่างที่สำคัญของอาหารที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ก็คือ… ภาชนะที่นำมาจัดแต่ง

 

ใครจะปฏิเสธได้ว่าภาชนะไม่สำคัญสำหรับอาหาร  ภาชนะที่ดูดีสามารถทำให้อาหารที่ดูเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่น  มีความเด่นขึ้นมาได้ กลับกันก็ทำให้อาหารที่รสชาติโดดเด่นดูธรรมดาไปได้เมื่ออยู่ในภาชนะแสนธรรมดา  ร้านอาหารจึงเลือกเฟ้นภาชนะที่เหมาะสมกับอาหารมาใช้

 

ถูกประเภท และ ถูกใจลูกค้าที่ได้เห็น

 

ตัวอย่างที่ยกมานั้นก็คล้ายกับการเปรียบเปรยถึงความสัมพันธ์ของคนเราได้อีกเช่นกัน  เพียงหนึ่งคนหรือสองคนอาจจะไม่เพียงพอ  สังคมในร้านแห่งหนึ่งบางทีมีกันแค่ไม่กี่คนก็อาจจะไม่พอ  จำเป็นต้องมีคนเข้ามาช่วยรองรับเพิ่มขึ้นอีก  อาหารกับมนุษย์นี่ช่างซับซ้อนเสียจริง ๆ

 

Just like Yin and Yang in Chinese Philosophy

All human born with a difference

 

Like an ingredient, like a material which used for cooking

 

 

{Love Menu 2}

{Lucky or Unlucky Youth}

 

อากาศของประเทศไทยในวันนี้เมื่อเปิดม่านออกไปก็พบกับแสงแดดที่เจิดจ้าสังหารแวมไพร์ให้ตายได้  มองเห็นแสงแดดแล้วชวนให้นึกถึงแสงไฟในไมโครเวฟ  มันช่างร้อนแรง สว่างเจิดจ้า  ประหนึ่งหญิงสาวสุดฮอตซึ่งได้แต่หรี่ตามอง ไม่สามารถมองเห็นเธอได้เต็มตา  เพราะมันช่างแสบตาเหลือเกิน

 

ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านเอกมัย  กรุงเทพมหานคร  อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศถูกปรับให้ต่ำลงกว่าเมื่อวานเพื่อไม่ให้ตัวร้านร้อนเกิดไป   วันนี้ภายในร้านก็มีลูกค้าเพียงบางตาอีกเช่นเคย  คำว่ายุ่งจนมือพันกันคงยากที่จะเกิดขึ้นนร้านแห่งนี้

 

ภายในครัวเผยให้เห็นร่างของเชฟสวมใส่เครื่องแบบสีดำเล่นขอบด้วยสีแดงสด   ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีดำกลมกลืนไปกับเสื้อผ้านั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างเคาน์เตอร์สำทำอาหาร  ดวงตานั้นนิ่งมองตัวหนังสือไม่สนใจสิ่งรอบข้าง  นี่คือยามว่างจากทำอาหารของหวัง ฟานหยู

 

ส่วนพ่อครัวประจำร้านอีกคนหนึ่งนั้น   ชายตะวันตกผมสีทองในเสื้อสีขาวกำลังเดินคุยเล่นกับพวกลูกค้าสาว ๆ ซึ่งเป็นขาประจำในแต่ละโต๊ะ  หากนี่ไม่ใช่ร้านอาหารก็คงคล้ายกับร้านเหล้า ไม่ก็โฮสคลับ  เจ้าของร้านช่างดูแลกึ่งหว่านเสน่ห์ให้ลูกค้าได้ดีเหลือเกิน…

 

ฟานหยูเหลือบสายตาขึ้นจากหนังสือครู่หนึ่ง   เห็นราฟาเอลที่อยู่ด้านนอกครัวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา  ร้านอาหาร Rafael’s Kitchen คงไม่มีลูกค้าผู้ชายมาเหยียบอีกนานแสนนาน  จะจ้างผู้หญิงมาช่วยทำงานก็ไม่ได้ปลอดภัยเลยสักนิด

 

เมื่อคิดถึงว่าตัวเองก็แค่มาลองช่วยงานที่นี่สักระยะก่อนกลับฮ่องกง สายตาก็หลุบต่ำกลับมาสนใจหนังสือในมือเช่นเดิม  งานพ่อครัวในร้านอาหารแห่งนี้ไม่ใช่งานหลัก  ทำเฉพาะหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดจะดีกว่า  ทำงานร่วมกันมาพักใหญ่ ๆ ความมิตรภาพของสองพ่อครัวแลดูจะไม่มีความคืบหน้าเท่าไหรนัก…..

 

“คุณฟานหยูคะ  ฉันจะไปมหาลัยแล้วนะคะ  ช่วงเย็นๆจะกลับมา”   ใบเฟิร์นซึ่งถูกลืมไปจากคำบรรยายปรากฏตัวขึ้นใกล้ ๆ ที่ล้างจาน

 

หานหยูหันไปมองพร้อมยิ้มบาง ๆ “เดินทางปลอดภัย  แล้วเจอกัน”  อวยพรให้เด็กสาวที่ถูกลืมไปจากฉากอย่างเป็นมิตร

 

พนักงานคนที่ 0.5 ของร้านครัวราฟาเอลเดินออกไปทางประตูด้านหลัง  สำหรับผู้หญิงแล้วการเดินเปิดเผยหน้าสดให้กับผู้หญิงด้วยกันบางครั้งก็กระดากอาย  มีผู้หญิงหลายคนที่ต้องแต่งหน้าจัดเต็มเพียงแค่เดินออกไปร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย  จริง ๆ แล้วใบเฟิร์นไม่ได้อยู่ในประเภทนั้นหรอกนะ….

 

“อ่าว ใบเฟิร์นไปแล้วเหรอ  งั้นก็เหลือแค่เธอกับฉันสวีทกันสองคนอีกแล้ว”   ราฟาเอลเดินกลับเข้ามาในห้องครัวพร้อมกับใบกระดาษจดออเดอร์อาหาร

 

คำว่า [สวีท] คงใช้ได้แค่ฝ่ายเดียว   สำหรับชายหนุ่มจากแผ่นดินใหญ่ไม่เคยรู้สึกว่านั่นคือความสนิทสนม  ควรจะเรียกว่าความพยายามในการคุกคามตะหาก   “ออเดอร์อะไร?  ฉันต้องทำหรือว่านายจะทำ?”

 

“ฉันทำเองก็ได้   แต่เธอช่วยทำไส้กรอกหน่อยสิ  จะหมดอยู่แล้ว”  พ่อครัวตัวหลักไหว้วานให้เตรียมวัตถุดิบสำหรับสำรองใช้

 

ไส้กรอกที่มีขายตามท้องตลาดไม่ดีต่อสุขภาพนัก

ร้านอาหารแห่งนี้จึงลงมือทำเองเป็นบางครั้ง

 

ฟานหยูปิดหนังสือแล้ววางไว้โต๊ะว่าง ๆ  ก่อนจะเดินไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำไส้กรอก   แต่เดิมเขาก็ไม่เคยลงมือทำเอง  จนกระทั่งได้ผ่านขั้นตอนถ่ายทอดวิชาทำไส้กรอกอีโรติก(?)มาจากเจ้าของร้าน…   นั่นคงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ให้สอนอะไรสักอย่าง…

 

“ไม่ต้องมายืนพากษ์ให้ฉันฟังหรอกนะ  ฉันจำขั้นตอนได้  นายไม่ต้องบอกซ้ำ”  หนุ่มผมดำรีบดักก่อนที่ชายผมทองจะขยับตัวเข้ามาใกล้

 

ราฟาเอลฉีกยิ้มทันที   “ฉันหวังดีหรอก  ช่วยดูให้จนกว่าจะถึงจุดสุดยอด”    พูดจาดูโรคจิตได้เสมอต้นเสมอปลาย…  ทำไส้กรอก  ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น…

 

“ฉันทำของฉันเองได้   นายไปทำอาหารของนายเถอะ”   ไม่มีการปัดมือไล่   เพียงแค่หยิบกล่องใส่เนื้อหมูสับเดินเลี่ยงไปทางอื่นก็เท่านั้นเอง….

 

“ช่วยตัวเองมันก็ได้อารมณ์แบบหนึ่ง  แต่ถ้ามีคนอื่นช่วยมันจะสุดยอดกว่าเดิมนะ~”    หากพ่อครัวหนุ่มยังไม่เลิกพูด   อีกไม่นานคงจะมีเนื้อดิบ ๆ ส่งตรงมายัดปากก็เป็นได้…

 

แล้วฟานหยูก็หยิบเอาหูฟังขึ้นมาสวมเพื่อปิดตายโสตประสาทของตัวเองจากคำพูดอีกฝ่าย   ว่ากันว่ามนุษย์นั้นไซร้ล้วนแต่มีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ   นี่ก็เช่นเดียวกัน…  พ่อครัวหวัง ฟานหยูเริ่มจะมีวิธีเลี่ยงการสนทนากับเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง…

 

เจ้าของร้านชาวฝรั่งเศสยืนมองอยู่ห่าง ๆ พลางอมยิ้ม  ท่าทีของอาหารแช่แข็งช่างเสมอต้นเสมอปลาย  การ์ดเหมือนจะอ่อน แต่จริง ๆ แข็งเหมือนหินกำแพงเมืองจีนไม่มีผิด  ไม่ได้ลิ้มลองเสียทีว่ารสชาติจะเป็นยังไง  มันคงไม่จืดชืดแบบอาหารจีนบางประเภทแน่ ๆ

 

“ตั้งใจทำน๊า  ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียก”  พูดไปเพราะเชื่อว่าต่อให้ใส่หูฟังก็ยังได้ยินที่เขาพูด   ซึ่งก็เป็นแบบนั้นล่ะ  ได้ยินแต่ไม่สนใจ….

 

“จริง ๆ ฟังอยู่ใช่มั้ยน่ะ?”  โดนทักกลับมาแบบนั้นอีกรอบ  ระดับเสียงของเครื่องเล่นอันเล็กก็ถูกเร่งให้ดังขึ้นจนไม่อาจได้ยินเสียงเพื่อนร่วมงานได้อีก

 

การทำไส้กรอกด้วยตัวเองต้องเริ่มจากล้างไส้หมูซึ่งจะนำมาใช้เป็นช่องทางสอดแทรกเนื้อบดให้สะอาดสะอ้าน…   ส่วนเนื้อหมูสับภายในก็ต้องผสมผสานรสชาติตามที่ต้องการ  ในที่นี้คือพริกไทยดำที่จัดจ้าน ให้ความรู้สึกร้อนฉ่า  จากนั้นก็เริ่มทำการสอดผ่านเนื้อหมูเข้าไปภายในไส้หมูอย่างเบามือ เชื่องช้าให้คุ้นชิน และไม่เกิดปริแตกก่อนเวลาอันควรเสียก่อน… ใช้นิ้วอย่างทะนุถนอม…..  คงไม่มีใครอยากรู้วิธีทำต่อไปแล้วสินะ….

 

แล้วคนหนึ่งก็ง่วนอยู่กับการล้างไส้หมูเพื่อนำมาใช้ทำไส้กรอก  ส่วนอีกคนก็ไปผิวปากพลางทำสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมา และกราแตงที่ลูกค้าสั่งมา  บทบรรเลงเพลงรักของอาหารสองฝั่งก็ดำเนินแยกกันไปอย่างนั้น…   ไม่หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว…

 

คำว่าเพื่อนร่วมงานมีคำว่าเพื่อนอยู่ด้วยก็จริง

แต่บางครั้งก็ไม่มีนิยามเดียวกับคำว่า “เพื่อน” เฉย ๆ

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นภายนอกร้านซึ่งมีแสงแดดเจิดจ้า  มีร่างของชายคนหนึ่งในชุดนักศึกษายืนอยู่   เครื่องแบบเชิ๊ตสีขาวปลดเนคไทด์จุกไว้ในกระเป๋าเสื้อ  กางเกงสเลคสีดำยาวกับรองเท้าหนังสีเดียวกัน  แตกต่างเพียงเส้นผมซึ่งควรเป็นสีดำสนิทของชายชาวไทยนั้นย้อมเป็นสีน้ำตาลช็อกโกแลต

 

มือหนึ่งล้วงหยิบเอากระดาษใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง   “คงเป็นที่นี่ล่ะนะ  ข้าง ๆ นี่ก็บ้านใบเฟิร์น”  เสียงทุ้มบ่นพึมพำคนเดียวปานละครหลังข่าว

 

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองไปทางบ้านข้าง ๆ ของร้านอาหาร  ดูจากบ้านเลขที่แล้วตรงนี้คือบ้านของน้องรหัสที่มหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน   ส่วนข้าง ๆ นี่ก็คือร้านอาหารชื่อ Rafael’s Kitchen  ตรงกับที่รุ่นน้องเคยบอกเอาไว้ไม่ผิดที่แน่ ๆ

 

หนุ่มนักศึกษาชะเง้อมองผ่านเข้าไปในร้าน  มองจากภายนอกไม่เห็นลูกค้ามากนัก   มีแต่ผู้หญิงอีกตะหาก  พาให้นึกถึงคำพูดที่ใบเฟิร์นเคยพูดเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้ [เงินดีและงานไม่หนัก]  บางทีอาจจะตรงกับที่อีกฝ่ายนิยามไว้ให้ก็เป็นได้…

 

เมื่อลูกค้าสาวออฟฟิศกลุ่มหนึ่งเปิดประตูร้านเดินออกมา  บรรยากาศภายในร้านก็แลดูจะเงียบลงเยอะ   ชายนักศึกษาที่ตั้งใจมาเยือนด้วยวัตถุประสงค์บางอย่างจึงได้ทีเดินเข้าไปด้านใน    “สวัสดีครับ”  เหยียบย่างและส่งคำทักทายให้รู้ว่าเข้ามา

 

ความประทับใจแรกที่ตาเห็นคือร้านไม่เหลือลูกค้าเลยสักคน…   เห็นแบบนี้แล้วจะต้องการพนักงานจริง ๆ เหรอ?   ความสงสัยเข้ามาในสมอง   หากแต่ยังไม่ทันจะได้คิดและตามหาใคร   มือหนึ่งก็ตรงเข้ามาจับไหล่จากทางด้านหลังเข้าทันที

 

“ว๊าก!”   เผลออุทานออกมาพร้อมกับกระโดดออกห่างไป   ปฏิกิริยาอัติโนมัติเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอันตรายบางอย่าง(?)

 

…..คนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้คือฝรั่งตาน้ำขาว….

 

ทำไมคนไทยจึงเรียกฝรั่งตาน้ำขาว  เรื่องนั้นไว้ค่อยไปสงสัยกันทีหลัง  ขณะที่ผู้มาเยือนกำลังอึ้งอยู่นั้น   แขกรับเชิญอีกคนก็เข้ามาต้อนรับอีก   คราวนี้เป็นหนุ่มสูงโปร่งผมสีดำขลับ  สิ่งดึงดูดสายตาอย่างแรกคือต่างหูสีดำซึ่งสวมเพียงข้างเดียว

 

ทั้งคู่สวมใส่เครื่องแบบของพ่อครัว  “เอ่อ………”  ชายแปลกหน้าเกิดอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูก  ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

 

เด็กหนุ่มนักศึกษาถึงกับยืนแข็งเป็นก้อนหินไปพักหนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าของเจ้าของร้าน   ผมสีทอง ตาสีฟ้า ฝรั่งเต็มขั้น อีกคนก็ออกจะคล้ายชาวจีนแถวเยาวราช  แต่บรรยากาศบ่งบอกว่าไม่ใช่คนไทยอยู่ดี  ชายทั้งสองที่เห็นพาให้เกิดอาการเป็นใบ้แบบกระทันหัน  สมองด้านภาษาต่างประเทศเริ่มเผยออกมาแบบตะกุกตะกัก

 

“Can you speak Thai……..?”   หากต้องสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษแบบเต็มขั้น   คงมิแคล้วของจากจรไปเพียงเท่านี้….

 

“พูดได้สิ  คล่องมากเลยด้วยล่ะนะ”   ราฟาเอลตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม   ไม่มีความเพี้ยนในสำเนียงแม้แต่น้อย   เด็กหนุ่มถึงกับกระพริบตาปริบ ๆ

 

หนุ่มไทยตัวจริงเสียงจริงจ้องมองพินิจเพ่ง   “จริงๆเป็นคนไทยที่ย้อมผมใส่คอนแท็กเลนส์รึเปล่าครับ….?”  ดูบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตได้ไหม?

 

คำถามและสีหน้าเหวอ ๆ ของฝ่ายตรงข้ามชวนให้คนฟังอมยิ้ม   แม้แต่หนุ่มชาวจีนซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างกันก็เผลอหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย  ชายที่มาเยือนร้านอาหารในวันนี้แลดูจะเป็นคนตลก  ตลกโดยธรรมชาติเพราะท่าทางตื่นตัวแบบกระรอกนี่ล่ะ

 

“หมอนี่เป็นคนฝรั่งเศสแท้ ๆ  แต่เก่งภาษาไทยเกินไปหน่อย….  ในด้านแปลก ๆ ล่ะนะ”   ฟานหยูเป็นฝ่ายอธิบายแทน  นี่ก็เช่นเดียวกันพูดไทยชัดเชียว….

 

“คุณเป็นคนไทยสินะครับ… “    ชายซึ่งอายุน้อยกว่าแน่ ๆ หันมองไปทางอีกคนที่มีความเป็นเอเชียอยู่อย่างชัดเจน

 

“ฉันเป็นคนจีน  แต่มีคุณตากับแม่เป็นคนไทย”   ใบหน้านั้นดูนิ่งเมื่อเทียบกับหนุ่มฝรั่งเศสซึ่งมีออร่าอันตรายชอบกล…

 

บทเรียนเรื่องความแตกต่างของชนชาติต่าง ๆ จบลงเพียงเท่านี้(?)  เหตุการณ์นี้สอนให้เด็กหนุ่มได้รู้ว่าคนต่างชาติก็สามารถพูดภาษาไทยชัดได้เช่นกัน  ไม่ใช่แค่คนไทยที่สามารถเรียนภาษาต่างประเทศและพูดคล่องได้   สองคนนี้ทำให้เขาสับสนจริง ๆ…..

 

“หาที่นั่งได้เลยนะ  จะสั่งอะไรก็สั่งได้เลย  จะสั่งเจ้าของร้านก็ได้”  คำพูดของพ่อครัวในชุดสีขาวชวนให้คนฟังสะอึก   นอกจากจะเข้าใจว่าเป็นลูกค้า  ประโยคนั้นมัน…..

 

เป็นประโยคที่เคยได้ยินตอนที่ไปเที่ยวผับ…

แต่เป็นผู้หญิงพูดให้ฟังหรอกนะ….

 

หนุ่มผู้เหมือนจะโชคร้ายที่หลงเข้ามารีบส่ายหน้าก่อนจะโดนพาไปหาที่นั่ง   “เปล่าครับ ผมไม่ได้มาทานอาหาร  ผมมาที่นี่เพราะว่าคนรู้จักบอกเรื่องงานพิเศษ”

 

คำพูดนั้นดึงความสนใจจากเจ้าของร้านและเจ้าของที่ดินอย่างพร้อมเพรียง   เมื่อพินิจพิเคราะห์จากเครื่องแบบนักศึกษาก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่าคนรู้จักของอีกฝ่ายเป็นใคร    “คนรู้จักของใบเฟิร์นงั้นเหรอ?”  ฟานหยูถามกลับ   คนเดียวที่น่าจะรู้ปัญหาภายในร้าน(?)

 

“อ่า.. ใช่ครับ  ผมเป็นรุ่นพี่ที่คณะของเฟิร์น   เธอบอกมาว่าที่นี่อยากได้คนทำงานพิเศษ  แล้วผมก็กำลังหางานอยู่พอดี”  นี่คือปลาที่ว่ายเข้ามาในแหแบบซื่อ ๆ เลยทีเดียว….

 

“ที่ร้านก็ไม่มีพนักงานจริง ๆ นั่นล่ะ  ก็ดีน๊า~”  ราฟาเอลยิ้มตอบรับ  ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในการรับคนเข้ามาทำงาน  อยู่ได้นานแค่ไหนก็อีกเรื่อง….

 

ผิดกับหนุ่มชาวจีนซึ่งมองแบบพิจารณา   ไม่ใช่จะออกปากปฏิเสธ  แต่เป็นห่วงแบบเงียบ ๆ ว่าแน่ใจแล้วงั้นเหรอ   “ใบเฟิร์นเล่ารายละเอียดอะไรให้นายฟังบ้างหรือเปล่า?”  ความเป็นไปของร้านอาหารแห่งนี้ ความแปลกประหลาดของเจ้าของร้านแห่งนี้…

 

ปลาที่ว่ายเข้ามาในกับดักด้วยตัวเองส่ายหน้าไปมา  ข้อมูลเรื่องร้าน Rafael’s Kitchen เท่ากับศูนย์   ไม่เคยมีใครเอาเรื่องของร้านนี้ไปเขียนรีวิวหรือบ่นในอินเตอร์เน็ตบ้างหรือ  หรืออาจจะมีแต่เด็กหนุ่มคนนี้ไม่เคยไปหาอ่าน…. หากรู้คงไม่มาที่นี่แน่ ๆ….

 

คนหนึ่งดูลังเล  ผิดกับอีกคนที่แลดูเบิกบาน   “ถ้าจะมาทำงานฉันก็โอเคนะ  3P ก็ไม่เลวเลยล่ะ”  มือแกร่งยื่นมาจับแขน   อะไร 3P  Three Player แบบเวลาเล่นเกม?   หรือว่า….

 

ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็คล้ายจะตีความหมายของอีกฝ่ายได้   “ตั้งใจจะพูดว่า 3 คนสินะครับ  ภาษาไทยคือสามคนครับ”  ซื่อหรือว่าไม่คิดอะไรมากกันแน่…

 

….ปลาที่ว่ายเข้ามาในแหบางตัวก็ไม่รู้ว่าตัวเองซวย…

 

หวัง ฟานหยูจ้องมองความซื่อของหนุ่มนักศึกษาด้วยสายตาที่เรียบเฉย   ในใจรู้สึกทึ่งที่เด็กหนุ่มไม่เข้าใจความหมายแฝงจากพ่อครัวสุดแปลกประหลาดผมทองคนนี้เลย  ไม่รู้สึกเลยหรือว่าโดนคุกคาม  ไม่รู้เลยหรือไรว่าโดนตีเนียนใส่อยู่….

 

“คิดดี ๆ ใหม่ก็ได้นะ”  หลานชายเจ้าของพี่ดินเอ่ยขึ้น  แต่คนฟังหาได้สนใจฟังไม่ ใบหน้าส่ายไปมาเป็นคำตอบ  ของแบบนี้ไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้สึก….

 

“รุ่นน้องแนะนำมาก็คงเชื่อถือได้ล่ะครับ  แล้วผมก็จำเป็นต้องทำงานพิเศษด้วย”   หน้าตาไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนเชื่อคนง่าย…  หรือเหตุจำเป็นจะสำคัญกว่า

 

ความตั้งใจอันแรงกล้าของรุ่นพี่สาวข้างบ้านช่างร้อนแรงประทับจิตพ่อครัวผมทองในชุดขาวยิ่งนัก   แต่ในความคิดของพ่อครัวในชุดดำนั้นคิดตรงข้าม     สองมือของราฟาเอลวางลงบนไหล่สองข้างของปลาที่ว่ายเข้าแหมาด้วยความสมัครใจ

 

“เธอชื่ออะไรล่ะ จะได้เรียกถูก”   ดวงตาสีฟ้าจ้องมองใบหน้าวัยรุ่น  ท่าทีไร้ซึ่งความคุกคามเสียจนหนุ่มจีนยังแปลกใจ…    กระนั้นสายตาก็หาใช่ความเอ็นดู

 

“ชื่อคณากร บุญพิทักษ์ครับ!  เรียกเชนก็ได้!”   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบุญคงไม่พิทักษ์หนุ่มน้อยคนนี้อีกต่อไปก็เป็นได้….

 

“อยากมาเริ่มงานเมื่อไหรก็มานะ  เป็น 3P ต้องสนุกแน่ๆเลยล่ะ”  ราฟาเอลยิ้มต้อนรับสมาชิกใหม่ของร้านที่ได้มาแบบง่าย ๆ

 

“3 People สินะครับ  อย่าย่อว่า 3P เลยครับฟังดูแปลก ๆ  อย่างกับ 3 Player”  นักศึกษาไทยรุ่นพี่ของสาวข้างบ้านหัวเราะร่วน

 

ภาพนายคณากร หนุ่มนักศึกษาซึ่งมีประกายความเป็นกระรอกที่สดใส กับพ่อครัวโรคจิตที่สวมภาพคนดี ภาพตรงหน้าของหวัง ฟานหยูช่างน่าหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก  มองโลกในแง่ดีเสียจริง  เข้าใจว่าพ่อครัวราฟาเอล เอริคเป็นแค่ชาวต่างชาติซึ่งใช้คำพูดแปลก ๆ เพราะไม่ถนัดภาษาไทยงั้นเหรอ…

 

ประสบการณ์บางทีก็สื่อด้วยคำพูดไม่ได้…

ต้องให้ประสบพบเจอด้วยตัวเองแล้วจึงจะรู้….

 

มนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถอ่านนิสัยได้ตั้งแต่การพบเจอหน้ากันในครั้งแรก  มันต้องใช้เวลามากกว่า 1 วัน จึงจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงได้   ชายหนุ่มผมดำก็คาดว่าปลาที่ว่ายเข้ามาในร้านอาหารแห่งนี้จะรู้ตัวและระวังตัวได้เอง  โดยที่ฝ่ายนี้ไม่ต้องบอก…

 

“งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้  ฝากตัวด้วยนะครับ”  คำฝากฝังตัวเองพร้อมรอยยิ้มของนักศึกษาย้อมผมสีน้ำตาลช็อกโกแลต  รอยยิ้มนั้นช่างสดใสวัยหนุ่มเสียเหลือเกิน….

 

“อืม มาเริ่มบรรเลงฉากรักด้วยกันนะ”  ราฟาเอลยิ้มตอบ   หากแต่เชนก็มิได้รู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดนั้นอีกเช่นเคย  เข้าใจผิดว่าเป็นการใช้คำภาษาไทยที่ผิดความหมายไปก็เท่านั้นเอง… ภาพอันสดใสเหมือนดวงตะวันด้านนอกอยู่ในสายตาผู้จับจ้องตั้งแต่ต้นจนจบ

 

วัยหนุ่มตอนอายุ 21 ของคนบางคน..

อาจจะได้เจอเรื่องที่ไม่รู้ลืมขึ้นมาก็เป็นได้….

 

นิทานหลายเรื่องมีตัวละครที่ใสซื่อหลงป่าไปเจอสถานที่แปลก ๆ อยู่มากมาย  ฮันเซลเกรเทลหลงไปเจอบ้านขนมหวาน  สโนไวท์หนีตายไปเจอกับคนแคระทั้งเจ็ด  ในนิทานฉบับเด็กก็ดูดีนั่นล่ะ  เบื้องหลังมันไม่ใช่แบบนั้น  เฉกเช่นเดียวกับปลาที่หลงมาในร้านอาหารครัวราฟาเอลนั่นล่ะ…

 

เข็มนาฬิกาหมุนมาจนกระทั่งถึงยามค่ำคืนอีกเช่นเดิม  หากแต่ไม่ว่าเวลาไหนลูกค้าในร้านก็แลดูประปรายและมีแต่เพศหญิงอีกเช่นเคย  ภายในครัวไม่มีเสียงทำอาหาร จะมีก็เพียงเสียงน้ำและเสียงจานเท่านั้น  บ่งบอกว่าภายในเริ่มมีการเก็บกวาดเตรียมปิดร้าน

 

“พี่เชนมาสมัครงานที่ร้านแล้วเหรอคะ?”   เสียงใสของสาวข้างร้านซึ่งอยู่ในสภาพใบหน้าสดไร้การแต่งเติมหันมาหาพ่อครัวในชุดสีดำ   มือของเธอหยิบจานขึ้นมาเช็ดด้วยผ้าสะอาด

 

“คิดยังไงถึงชวนรุ่นพี่มาทำงานที่นี่ล่ะ?  น่าจะรู้ว่าที่นี่มันเป็นยังไง”   ฟานหยูถามหญิงผู้ป็นคนชักนำให้มีคนเข้ามาสมัครทำงานพิเศษ

 

ใบเฟิร์นหัวเราะแบบเหี่ยวแห้ง  เจ้าหล่อนรู้ดีล่ะว่าที่นี่มันเป็นยังไง  แต่จะหาผู้หญิงมาทำงานก็คงไม่ใช่  “คุณฟานหยูกับราฟ ดูแลร้านนี้แค่สองคนไม่ไหวหรอกค่ะ”  เธอเองก็อยากไปบำรุงมือที่เริ่มด้านจากการล้างจานแล้วเช่นกัน…

 

ยิ่งไปกว่านั้นความตั้งใจจริง ๆ ของเธอก็มาจากชายคนถามนี่ล่ะ   “อีกอย่างคุณฟานหยูจะได้มีเพื่อนคุยแบบคนปกติไงคะ”  ยิ้มแป้น…..

 

ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าเปลือย ๆ ของหญิงสาวอย่างอึ้ง  เพียงแค่มองไม่ได้ลงมือช่วยเช็ดและล้างจาน   ความหวังดีของเธอมาเพราะตัวเขางั้นเหรอ?  หวนให้นึกถึงบทสนทนาที่เคยคุยกันหน้าร้านเมื่อไม่กี่วันก่อน  ในสายตาคนอื่น การทำงานร่วมกับราฟาเอล เอริคคงน่าเป็นห่วง

 

“เดี๋ยวถึงเวลาฉันก็กลับฮ่องกงอยู่แล้วล่ะ  ขอบคุณที่เป็นห่วง”   เป็นอีกครั้งที่กล่าวคำขอบคุณแก่อีกฝ่าย   คนที่น่าเป็นห่วงนับจากนี้อาจจะไม่ใช่เขาก็ได้

 

ใบเฟิร์นยิ้มให้  ที่จริงเธอก็ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะตัดสินใจมาจริง ๆ หรอก….   “เท่าที่รู้จัก  พี่เชนก็เป็นคนธรรมดา ๆ นะคะ  ชอบเล่นเกม เฮฮา มองโลกในแง่ดี”  ลักษณะของตัวละครธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรแปลกปลอมเจือปน หรือขาด ๆ เกิน ๆ เหมือนคนแถวนี้

 

ไม่นานนักชายอีกคนก็เดินเข้ามาร่วมบทสนทนาด้วยอีกคน   “เป็นเด็กหนุ่มที่น่ารักดีนะ   เหมือนอาหารเช้าเลยล่ะ”  ราฟาเอลเดินมาตีเนียนวางมือลงบนไหล่ของชายชาวจีน

 

คนถูกกระทำไม่แม้แต่จะเหล่มอง  มือปัดมือนั่นออกไปอย่างเรียบง่าย  “คราวนี้เปรียบเปรยอะไรของนายอีก  คนไม่ใช่ของกิน”

 

“อาหารเช้าที่เรียบง่ายทานง่าย  แต่ให้พลังงานสำหรับสร้างความสดใส”   เรียวปากคมหยักยิ้ม  ฟังดูดีอย่างบอกไม่ถูก  อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด  ไม่ว่าตำราไหนก็มีบอกเอาไว้ว่าควรจะทานเพื่อสร้างพลังงานของทั้งวัน

 

ฟานหยูถอนหายใจ  “อย่าเผลอทานเข้าไปก็แล้วกัน  คนไม่ใช่ของกิน”   ต่อให้อีกฝ่ายไม่ระวังตัว  ก็ใช่ว่าจะไปฉวยโอกาสได้…

 

“หึงเหรอ?”  ราฟาเอลถามกลับทันทีพร้อมกับมายืนเคียงข้างโอบไหล่  พลางยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ ใบหูของคนที่ไม่ยอมหันหน้ามามอง

 

ชายหนุ่มใบหน้านิ่งหยิบจานขึ้นมาคั่นไม่ให้ใบหน้าและลมหายใจนั้นมาใกล้ตัว   “ไม่มีทางมีความรู้สึกแบบนั้นกับนายแน่   แค่เด็กที่ชื่อเชนดูเป็นคนมองโลกในแง่ดีตามไม่ทันนาย”

 

“เสียใจจัง  ถ้าหึงซักนิดกะว่าจะแกล้งเธอน้อยลงสักหน่อย”   ภาพของชายสองคนที่พนักงานคนที่ 0.5 ได้เห็นในเวลานี้…    มันช่างเหมือนฉากในนิยายชายรักชายเสียเหลือเกิน  บรรยากาศล่อแหลม บทสนทนาที่ล่อแหลม  ใยเธอต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องแบบนี้ด้วย…..

 

สองคนนี้ทำให้เธอเข้าใจวลีที่ว่า

“ผู้หญิงยังจำเป็นอยู่ไหม?”

 

และในอีกไม่นานร้านอาหารแห่งนี้ก็จะมีสมาชิกอีกคนเข้ามาเพิ่ม  รวมเป็นผู้ชายสามคน  โดยที่มีคนปกติเพียงคนเดียว…  ใบเฟิร์นล้างจานเงียบ ๆ ต่อไป ปล่อยให้ผู้ชายสองคนจีบกัน… ไม่ใช่สิ  ปะทะฝีปากกันแบบเรียบ ๆ ต่อไปอย่างนั้นล่ะ….

 

โดยที่ระหว่างนั้นคนหนึ่งในห้องครัวเริ่มจะตัดบทสนทนาหลังจากหันไปมองนาฬิกาที่ประดับบนผนังห้อง   “ถ้าร้านไม่มีอะไรแล้ว  ฉันกลับล่ะ  วันนี้จะกลับเร็วสักหน่อย”  ฟานหยูเดินแยกตัวออกมาจากชายผมทองและเด็กล้างจานเพื่อเตรียมตัวกลับ

 

ณ ตอนนี้ยังเหลืออีกเกือบ 3 ชั่วโมงจึงจะถึงเวลาปิดร้าน   วันนี้เป็นวันแรกที่พ่อครัวในชุดสีดำขลับขอตัวกลับบ้านไปก่อน  ทั้งที่ปกติจะว่างแค่ไหนก็ไม่เคยออกไปก่อนเพื่อไปทำธุระอย่างอื่นของตัวเอง   “วันนี้รีบกลับเชียว  มีนัดเดทกับสาวรึเปล่าน่ะ?”

 

คำถามของราฟาเอลช่างเป็นไปไม่ได้  ในเมื่อทุกวันหลังจากมาเยือนประเทศไทยไม่เคยเจอหน้าผู้หญิงที่ไหนนอกจากลูกค้าซึ่งติดพันพ่อครัวผมทอง   ดวงตาสีดำขลับจ้องมองเรียบเฉย  “มีนัดกับอากง   ฉันไม่ใช่นายหรอกนะ”

 

“ฟังแล้วรู้สึกดีนะ  แสดงว่าเธอเจอแค่ฉันทุกวันนอกจากคนในครอบครัว”  สิ้นประโยคนั้นมือของฟานหยูก็ชี้ไปยังหญิงสาวอายุน้อยกว่าตัวเองซึ่งกำลังล้างจานอยู่   ทำแบบนั้นแล้วใบเฟิร์นถึงกับกลั้นขำ  ไม่อยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ เลย ทั้งที่อยาก…..

 

หวัง ฟานหยูเดินขึ้นไปชั้นบนของร้านอาหารเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดลำลองที่สวมใส่ก่อนทำงาน   ดวงตาสีฟ้าครามมองตามไปพร้อมกับผิวปาก  ดวงตาโตของผู้หญิงเหลือบมองแล้วก็ถอนหายใจออกมา  ช่างเหมือนน้ำกับน้ำมันจริง ๆ จะเข้ากันได้ไหม….

 

“ราฟชอบแกล้งคุณฟานหยูจังเลยนะ  โชคดีแล้วนะที่เขาไม่รู้สึกไม่ชอบหน้า”  ทำงานร่วมกันได้ถึงหนึ่งสัปดาห์นับว่าเป็นคนที่สุดยอด…

 

“ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหน้าอยู่แล้วเหรอ?  ฉันเคยทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้าฉันมาเยอะแล้ว”  ชายหนุ่มตอบแบบรู้ตัวดี  ถ้านั่นคือชอบหน้าก็คงแปลกเต็มทีแล้ว

 

“คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ  คุณฟานหยูอาจจะแค่รำคาญ  แต่ถ้าเป็นคนอื่นคงกลัวไปแล้ว”   คำตอบของใบเฟิร์นเรียกเสียงหัวเราะขำค้างได้  ความสัมพันธ์ของคนสองคนช่างไม่กระเตื้องขึ้นมาเลยสักนิดจริง ๆ  ต่อให้มีเหตุการณ์ดี ๆ (?) เกิดขึ้นมาบ้างแล้วก็เถอะ…..

 

“ก็นั่นสินะ ❤  ถึงได้คุยด้วยสนุกดี”   การตอบกลับคำพูดที่มีชั้นเชิง คล้ายกับจะเล่นด้วยแต่ก็ไม่ได้เล่นด้วย  นาน ๆ จะเจอคนแบบนี้สักที

 

2 ปีที่เปิดร้านของตัวเองในประเทศใหม่ที่มาเยือน

…..ยังไม่เจอเพื่อนร่วมงานซึ่งทำงานร่วมกันได้นานนัก…

 

 

———————————————————————————–

Free Talk :

ตอนนี้แอบสั้นกว่าตอนปกติของรักรสอร่อย เพราะว่ามีอีเวนท์เลือกตั้งเข้ามาแทรกระหว่างพิมพ์พอดี 555 กว่าจะได้เริ่มพิมพ์ต่อก็มืดจนใกล้เวลานอนเข้าไปแล้ว OTL…. แต่ยังไง 1 ตอนของเรื่องนี้ก็แตกหลายพาร์ตอยู่ดี ฮา

เปิดตัวละครใหม่ที่ไม่ใช่มือที่สาม แต่มาเพิ่มสมดุล(?)

 
1 ความเห็น

Posted by บน 06/07/2014 in Uncategorized

 

One response to “[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 1

  1. แมวหน้าอึน (@tiny_drop)

    06/13/2014 at 2:32 PM

    คราวนี้เป็นคิวของไส้หรอกสินะคะ 55
    ไส้กรอกอิโรติค ฟังแล้วไม่น่าทาน*สั่นกลัว*(แต่น่าดูมากค่ะ)
    ตัวละครมาใหม่นี่สดใสไนซ์บอยมากค่ะ มองโลกในแง่ดีสุดๆ
    จะว่าไปนี่ก็อาจจะเกินก็ได้นะคะ คนปกติไม่น่าอยู่ร้านนี้ได้
    เจ้าของร้านเลเวลสูงเกินไป 55555555
    คุณฟ้าคะ เมื่อไหร่จะลดการ์ดลงหน่อยล่ะคะ
    หรือจะต้องให้ราฟกระโดดกำแพงข้ามไป (*//////*)

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: