RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 Special 1.3

13 มิ.ย.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

 

ALERT  :  เนื้อหาที่อ้างอิงในตอนนี้มีส่วนมาจากสปอย Attack on Titan ตอนที่ 56 กับ 57  คนที่ยังไม่ได้อ่าน  ให้อ่านสปอยหรือเก็บไว้ก่อนจะดีกว่านะคะ  

—————————————————————————————————-

 

เรื่องที่ดูเหมือนจะง่าย สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องที่แสนยาก

 

ตัวอย่างเช่นวิชาคณิตศาสตร์  สำหรับบางคนวิชานี้ก็เหมือนเกมง่ายๆเล่นเท่าไหร่ก็ผ่าน แต่สำหรับบางคนมันเหมือนเขาวงกตหาทางออกไม่เจอ คิดยังไงก็คิดไม่ออก การเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนความคิดของคนบางคน ศาสตร์ของการชักจูงก็ดูเหมือนจะง่าย แต่หลายๆคนไม่สามารถทำมันได้  มันความสามารถเฉพาะตัวแบบหนึ่ง

 

คนพูดน้อยว่ากันว่าเป็นคนที่พูดอะไรแล้วน่าเชื่อถือ

แต่ถ้าเกลียดขี้หน้ากันอยู่แล้ว พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ

 

ตอนพิเศษ 1.3 : ความรักก็น่ารักแบบหนึ่ง ความเป็นญาติก็น่ารัก(?)อีกแบบหนึ่ง

 

เคยมีคนสร้างประโยคคำคมอันหนึ่งขึ้นมาว่า ‘ต่อให้โลกนี้เหลือแค่คนตรงหน้าคนเดียว  ตัวฉันก็ไม่มีทางญาติดีกับคนนั้นแน่ๆ ยอมตายเสียดีกว่า’  ประโยคในลักษณะนี้ถูกเอามาใช้ในหลายรูปแบบและหลายเหตุการณ์   ณ เวลานี้ในใจของหญิงสาวคนหนึ่งก็มีความคิดคล้ายๆกันอยู่

 

ยามเมื่อเธอมองไปที่แฟนมีตีนกาของน้องชาย  ความคิดที่ว่า ต่อให้โลกนี้เหลือญาติเพียงคนเดียวคือเจ้าผู้ชายเตี้ยคนนี้  เธอก็ไม่ขอยอมรับ’  มันก็วนเวียนอยู่ในใจแบบนี้ตลอด   สิ่งที่สนทนากันในร้านอาหารญี่ปุ่นเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนมันคือฝันร้ายชัดๆ…..

 

ขณะนี้ฉาก Background ของเรื่องได้เปลี่ยนมาเป็นห้างสรรพสินค้าสยามพาราก้อน   สองหนุ่มและหนึ่งสาวหน้าบึ้งกำลังเดินเลือกอุปกรณ์ตกแต่งมือถือและหูฟัง   คู่รักต่างวัยช่างเหมือนภาพเคลื่อนไหวที่ดูมีชีวิตชีวา ผิดกับฝั่งพี่สาวซึ่งดูแน่นิ่งเหมือนภาพหลุมดำสกุล JPEG…

 

อลินหยิบ Case โทรศัพท์ PinePhone มาถือไว้อันหนึ่ง  สายตามองไปทางหญิงผมดำก่อน   “มะขามเงียบกริบไปเลยนะครับ…”  ปกติเป็นคนเงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบเข้าไปอีก

 

“ฉันแปลกใจด้วยซ้ำที่พี่สาวนายไม่แยกตัวกลับบ้านตั้งแต่ออกมาจากร้านอาหาร”    พระเอกไร้ญาติซึ่งกำลังจะมีญาตินึกถึงความมหัศจรรย์นั่น

 

“อ่า… นั่นสินะครับ….”  ดวงตาสีเขียวมองไปยังหลุมดำตรงนั้น  บางทีในสมองของมะขาม เอกมันต์คงกำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่งภายใต้ใบหน้านิ่งๆเป็นแน่…

 

ดวงตาสีดำขลับแม้จะจับจ้องมองเหล่า Case โทรศัพท์มากมายในร้าน  ใจกลับไม่ได้สนใจพวกมันเลย  ซ้ำยังแปลกใจตัวเองที่ไม่ยอมแยกตัวจากคู่รักตรงนั้น  ในสายตาของเจ้าของร้านคงมองทั้งสามคนด้วยสายตาแปลกๆเป็นแน่.. ผู้หญิงเดินคนเดียว ส่วนผู้ชายเดินเกาะติดกันเป็นคู่….

 

“สนใจสินค้าตัวไหน สอบถามได้นะครับ”  พนักงานหนุ่มหน้าตากลางๆเดินเข้ามาเสนอความช่วยเหลือ  มะขามหาได้สนใจมองไม่…

 

“คงไม่มี Case ตัวไหนมีคุณสมบัติปัดเป่าความชั่วร้ายสินะ”   เอ่ยเสียงเบาพร้อมกับแผ่เงาดำ..   ของแบบนั้นไปไปให้พระตามวัดเจิมให้อาจจะดีกว่า

 

หนุ่มพนักงานทำหน้ามึนไปพักหนึ่ง  ก่อนจะหยิบ Case สีชมพูหวานแหววลายคิตตี้ผิดภาพลักษณ์ของลูกค้ามาให้   “ขายดีมากนะครับตัวนี้  ของแท้จากญี่ปุ่น”  ดูหน้าลูกค้าก่อนไหม…..

 

มะขามมองเจ้า Case ลายแมวไม่มีปากด้วยสายตาเรียบเฉย  คิตตี้… คิตตี้มีพี่น้องรึเปล่า  หากวันหนึ่งกบเคโระ หรือว่าเพนกวินแบดแบดเดินมาบอกว่าที่จริงพวกมันเป็นญาติกับแมว  คิตตี้จะรู้สึกอย่างไร?    กบกับเพนกวิน.. สัตว์คนละสปีชี่มาบอกว่าเป็นญาติน่ะ!?

 

…..ความจริงอันบิดเบี้ยวเริ่มทำให้โลกของหญิงสาวเบี้ยวตาม….

 

ดวงตาที่จับจ้องเคสราวกับสนใจนั้นพาให้คนเสนอเล่นต่อ   “ซื้อวันนี้แถมเบอร์โทรคนขายด้วยนะครับ”  คำพูดม่อไม่ได้ไหลผ่านเข้าโสตประสาทของหญิงสาวเลยสักนิด…..

 

กลับไปเข้าหูของญาติ(?)เทรนเนอร์สาวเสียแทน   ผู้ชายหน้าตานิ่งส่วนสูงน้อย(?)เดินมาหยุดข้างพนักงาน  “งานบริการคือการบริการลูกค้า ไม่ใช่ม่อลูกค้า  นายควรจะศึกษางานแบบนี้เสียใหม่”  คำพูดเรียบๆแต่ทิ่มแทงตัวประกอบผู้โชคร้าย  คำพูดประหนึ่งพระเอกมาปกป้องนางเอก(?)

 

“เชิญเลือกสินค้าตามสบายนะครับ!”  แล้วคิตตี้ก็จากไปพร้อมกับตัวประกอบที่ไม่มีโอกาสได้แสดงหน้า  คนถูกม่อยังไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ…

 

อลินเดินมาสมทบข้างๆ  “เมื่อกี้พนักงานมาเกาะแกะมะขามเหรอครับ?”  นักศึกษาแพทย์ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าพี่สาวโดนสนใจ

 

“ก็แค่เอาคิตตี้มาให้ดู  ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ”  มะขามตอบกลับอย่างไม่รู้เรื่องอะไร  สิ่งที่เธอคิดก่อนหน้านี้คือกบ แมว เพนกวินไม่ใชญาติกัน

 

รีวัลย์อ่านพฤติกรรมแสนนิ่งเหมือนภูเขาไฟสงบของคนตรงหน้า  อ่านได้ไม่ยากเลยว่าเจ้าตัวกำลังปิดกั้นตัวเองจากความจริงที่ไม่อยากยอมรับอยู่  อดีตศัตรู(?)  แฟนน้องชายที่ไม่ชอบหน้า การจะทำให้ผู้หญิงยอมรับอะไรสักอย่างมันยากจริงๆ….

 

อารมณ์เดียวกับทักเลขาส่วนตัวอย่างเพชราว่าคิ้วหายแล้วโดนชงกาแฟใส่เกลือสามช้อนให้   “อลินจะซื้อCase โทรศัพท์ใหม่  เธออยากได้อะไรรึเปล่า?”

 

ช่างเป็นคำถามที่โคตรแมนสำหรับนิยายชายหญิงธรรมดาทั่วไป  แต่นี่ดันเป็นประโยคที่ออกจากปากของพระเอกเรื่องแนว Boy Love ดวงตาสีเดียวกันหลุบมองตอบเพราะอีกฝ่ายเตี้ยกว่า…    “ไม่เป็นไรค่ะ  คุณเป็นแฟนอลิน แต่พวกเราเป็นคนรู้จักกัน ไม่มีสถานะที่ควรจ่ายเงินซื้อของให้”

 

“ซื้อของชิ้นแรกให้หลานในรอบ 22 ปี ก็คงไม่ใช่ปัญหา”  สิ้นประโยคนั้นคล้ายกับมีฟ้าผ่าลงมาในร้านก็มิปาน…  นายอลิน แย้มเก้อรู้สึกหนาว….

 

มะขามจ้องหน้าพลางรู้สึกเหมือนหนังตากระตุก   เวลานี้คนกลางรู้สึกเหมือนเห็นเงาหมูป่า(?)อยู่ข้างหลังพี่สาวเลยทีเดียว…  เขารีบหยิบ Case โทรศัพท์ที่เลือกเอาไว้แล้วขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศ   “ซื้อเคสใหม่ก็ดีนะมะขาม  เอาแบบเดียวกันมั้ย?”

 

ในมือของน้องชายสุดที่รักคือ Case โทรศัพท์เรียบๆสีขาวและสีดำ  แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรแต่เน้นความแข็งแรงและบางเบา  แต่จะให้เธอไปเข้าร่วมวง Case แบบเดียวกันเราสามคนงั้นเหรอ….  เรื่องแบบนั้นไม่มีทาง  อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามก็พูดจาไม่ค่อยเข้าหู…

 

“ถ้าอยากแสดงความเป็นญาติขนาดนั้น…”   หญิงสาวผมสีขนกาชี้นิ้วไปทางตู้กระจกใส่ Case ระดับ VIP ต้องระวังโจร….

 

Case PinePhone ฝังคริสตัล Swarovski ราคา 5500 บาท

 

อลินถึงกับเบิกตากว้าง  นี่เขาเรียกว่ากวนเท้ากันชัดๆแบบไม่ต้องสืบ..   คนอย่างมะขาม เอกมันต์ไม่เคยใช้ Case โทรศัพท์มีลายเสียด้วยซ้ำ  แล้วมันแพงไปไหน…  คริสตัลหายไปสักอันมีน้ำตาตกในหรือเปล่า…   หนุ่มนักศึกษาแพทย์เหลือบมองไปทางคนโดนสารท้ารบ

 

“พี่รีวัลย์  ท่าทางมะขามจะสนใจอันนี้นะครับ”   สีดำฝังประดับด้วยคริสตัลสีเงิน  หรูหราเย้ายวนใจโจรเสียเหลือเกิน

 

ทั้งมะขามทั้งอลินต่างรอดูปฏิกิริยาตอบรับจากชายซึ่งมีอายุมากที่สุดในกลุ่ม   ที่ปรึกษาบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านไม่มีท่าทีแสดงอาการอะไรออกมาเลย  ดวงตาคมเพ่งมอง Case โทรศัพท์อันนั้นอย่างพินิจพิจารณาอย่างดี ก่อนจะ…..

 

“ก็ได้  จะเอาอันนี้สินะ”   รีวัลย์เรียกพนักงานแถวนั้นมาเปิดตู้    ดวงตาสีเขียวมองอย่างอึ้ง  นี่ก็กวนเท้าตอบด้วยการซื้อให้ด้วยหรือเปล่า….

 

“….เดี๋ยว…..”  มะขามคล้ายกับจะบอกห้าม  แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับเดินตามพนักงานไปยังแคชเชียร์เพื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว….

 

ทิ้งให้สองพี่น้องคนละสายเลือดยืนอึ้งกับเหตุการณ์ที่รวดเร็วดุจพายุ   อลินเบี้ยงมองไปทางคนข้างๆ  “พี่รีวัลย์ซื้อด้วย   มะขามตั้งใจจะแกล้งได้ผลตรงข้ามนะ”  จ่ายเงิน 5500 ให้หลานที่เพิ่งเปิดเผยสถานะอย่างง่ายๆเลยทีเดียว

 

หญิงสาวคิ้วขมวด   “ตั้งใจจะทำให้ยอมรับด้วยวิธีแบบนี้งั้นเหรอ?  มันไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่  หรือนายเห็นดีด้วย?”   เธอถามกลับ

 

ว่าที่นายแพทย์เงียบไปครู่หนึ่ง   นึกถึงเรื่องในร้านอาหารก่อนหน้านี้ก็ไม่อยากพูดมากอะไร…  “พี่รีวัลย์ก็คงมีวิธีแบบพี่รีวัลย์  ฉันก็เดาไม่ออก”  สดจริงไม่มีการเตรียมบทกันไว้ก่อน…  ชายคนรักอยู่ในสภาวะทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน  แต่พยายามซ่อนเร้นไว้ข้างใน…

 

มะขามถอนหายใจ  จะให้ยอมรับง่ายๆด้วยเรื่องแค่นี้…  ไม่มีทางซะล่ะ   มือเรียวหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมา  “นี่ค่าเคส   นายเอาให้เจ้าผู้ชายเตี้ย…  แฟนนายด้วยก็แล้วกัน”  หยิบเงินสดออกมาให้เพื่อไม่ให้ติดค้างหนี้บุญคุณกัน

 

“รับไปเหอะน่า…  อาซื้อให้….”  จะพูดต่อก็เจอจ้องมาแบบเย็นชา   น้องชายคนละสายเลือดก็จำยอมรับเงินมาไว้ในกระเป๋าแบบจำใจ…

 

คำว่าญาติเป็นคำต้องห้ามในเวลานี้…..

หัวแข็งถอดแบบกันมาเลยทีเดียว…..

 

ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก  จะเลี้ยงอะไรให้เชื่องก็ต้องเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ  ผู้ใหญ่นั้นหัวแข็งเกินกว่าจะยอมรับข้อมูลใหม่ๆในบางครั้ง…  เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้  นี่คือความเป็นไปของมะขาม เอกมันต์และนายรีวัลย์ที่เพิ่งเปิดเผยว่าใช้นามสกุลเอกมันต์

 

รีวัลย์เดินกลับมาพร้อมกับถุงกระดาษใส่ของ   เมื่อกลับมาถึงร้านก็พบเพียงชายผมน้ำตาลเข้มยืนรออยู่ ส่วนหญิงผมยาวคู่กรณี(?)กลับไม่เห็นแม้แต่เงา   คิ้วคมถึงกับเลิกขึ้นครุ่นคิดความเป็นไปได้  แต่ยังไม่ทันจะได้ถามดวงตาสีเขียวก็มองมาและอ้าปากพูดเสียก่อน

 

“มะขามบอกว่าจะไปซื้อของตัวเองครับ  เสร็จแล้วค่อยมาเจอกันหน้าร้านคิโนะ แล้วก็นี่….”  อลินยื่นเงินสด 5500 บาทให้กับชายคนรักอายุมากกว่า  ช่างน่าแปลกใจที่ฝ่ายนั้นพกเงินติดตัวมาขนาดนี้…

 

ชายสูง 160 เซนติเมตรถอนหายใจออกมา   “นายเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน  พี่สาวนายดื้อจริงๆ”   อยากจะบ่นว่าแสบมองก็คงไม่ใช่….

 

“ผมว่าก็เหมือนพี่รีวัลย์นิดๆนะครับ”   อลินมองกลับไป  รั้นไปคนละรูปแบบ แต่ก็ดูเป็นคนรั้นๆในความคิดของตัวเองพอๆกัน…

 

ชายอายุมากกว่าพูดไม่ออก  “เคสมือถือราคาขนาดนี้  ปกติฉันไม่คิดจะสนใจ   มีแต่อัศวินที่ซื้อ”  ประธานบริษัทผู้เป็นคุณชายเลิศหรูตั้งแต่ภายนอกยันชั้นใน(?)

 

อลินฟังแล้วยิ้มแห้งๆ   “มะขามจงใจกวน  พี่รีวัลย์กวนกลับแบบนี้ไม่ไหวนะครับ แหะๆ”  เล่นเองเจ็บเอง  เสียเงินเอง  ถึงจะไม่เดือดร้อนอีกฝ่ายนัก….

 

ที่ปรึกษาบริษัทมองถุงในมืออย่างเรียบเฉย  นี่อาจจะเป็นแค่ศึกแรกของการทดสอบก็เป็นได้..   การพิสูจน์ให้หลานสาว(?)ยอมรับตัวเอง  ซึ่งตอนนี้เขาก็ยังมองภาพรวมไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไร  ไม่มีการเตรียมแผนมาล่วงหน้าหนึ่งเดือน….  ทุกอย่างฉุกละหุกและด้นสดแทบทั้งหมด

 

….ยากยิ่งกว่าการรักษายอดในช่วงเศรษฐกิจซบเซา….

 

อลินจ้องมองใบหน้านิ่งของแฟนผู้มีริ้วรอยตีนกา  เพียงแค่เห็นก็รับรู้ความรู้สึกได้  ก่อนหน้านี้ก็แลเห็นว่ารู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย   สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่ให้กำลังใจและสนับสนุน   มือที่มักใช้จับจูงเดินประจำยื่นไปจิ้มหางตาตึงๆของอีกฝ่าย

 

“เครียดมากตีนกาจะเพิ่มนะครับ  ไปตามหาว่ามะขามอยู่ไหนดีกว่าครับ”  แยกกันไปแบบนี้แลดูจะไม่ช่วยให้อะไรคืบหน้า….

 

ริมฝีปากคมหยักยิ้มจางๆให้กับคำพูดจิกกัดเป็นธรรมชาติของคนตรงหน้า   “นายคงสนุกมากสินะ”   สนุกที่ได้เห็นผู้ชายอายุเยอะบางคนรับมือบางอย่างอย่างยากลำบาก…

 

ได้ยินดังนั้นแล้วอลิน แย้มเก้อก็หลุดยิ้มกว้างออกมา   “ผมอยากให้พี่สาวกับแฟนญาติดีกันครับ”   ญาติดีและเป็นญาติด้วย  เป็นความสัมพันธ์ที่ดีเลยทีเดียว…..

 

ในอดีตเมื่อสมัยที่พวกเด็กๆยังเป็นแค่เด็กอายุ 15 ในช่วงเวลานั้นชายหนุ่มพนักงานบริษัทกวนเท้าเด็กสาวเอาไว้เยอะ.. เวลานี้มันอาจจะเป็นการชดใช้กรรมในตอนนั้นก็ได้  เพราะในที่สุดฝ่ายนี้ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากและถือไพ่ต่ำกว่าแทน…..

 

…..เรื่องราวนี้จะจบลงในสามตอนหรือไม่…ต้องติดตามต่อไป…

 

ภายในร้านเสื้อผ้าชื่อยี่ห้อเหมือนผลไม้แห่งหนึ่ง   หญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีกำลังหยิบจับเสื้อยืดแบบไม่สนใจเป็นพิเศษ  สายตาของเธอไม่มีแววสนใจแฟชั่นตรงหน้า  มะขาม เอกมันต์ในตอนนี้ก็แค่หาเรื่องเดินเรื่อยเปื่อยเพื่อจะได้ไม่ต้องติดตามคู่เดทก็เท่านั้น

 

ที่จริงแล้วเธอจะหนีกลับบ้านแย้มเก้อที่สะพานควายเลยก็ได้   แต่เธอกลับไม่ทำแบบนั้นเพราะวันนี้อลิน แย้มเก้อออกปากชวนเธอออกมา  หากไม่ใช่เพราะเรื่องน้องชายสุดรักสุดดวงใจ ป่านนี้เธอคงกลับไปนอนดูรายการถ่ายทอดมวย(?)ที่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว

 

ไม่ว่าเรื่องอะไรเธอก็ยอมได้ หากอลินเป็นคนขอ  เรื่องใดที่ทำให้น้องชายมีความสุข เธอก็ยอมได้  แต่เรื่องเจ้าผู้ชายเตี้ย 160 เซนติเมตรที่พยายามทำเมิน ทำเบลอมานาน ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วสิ….  หรือนี่จะเป็นกรรมของพวกตนที่เคยก่อเอาไว้….

 

ไม่นานนักก็มีโทรศัพท์เข้ามา    เธอหยิบขึ้นมารับสาย   “มีอะไรขนิษฐา?”    เห็นชื่อบนหน้าจอแล้วก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายคือใคร

 

เสียงใสเหมือนกระดิ่งตอบกลับมา   [เดือนหน้าจะไปคอมมิเกะที่ญี่ปุ่นกับยุพิน  มะขามสนใจมั้ย?  ลางานได้รึเปล่า?]   ทริปแสวงบุญของสาววาย(?)…..

 

ขนิษฐากับยุพินตอนนี้ทำงานในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง  ทั้งคู่กำลังผลักดันให้มีเรื่องแนว Boy Love วางขายตามร้านหนังสือทั่วๆไปอยู่   ใครจะไปนึกว่าสองสาวคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบจะผันตัวไปทำอย่างอื่นแทนสาขาที่เรียนมา

 

มะขามครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง  เรื่องงานมันไม่ใช่เรื่องยากถ้าจะลา    “ก็ได้  จองตั๋วได้เลย”   ตอบกลับไปอย่างง่ายดายไม่คิดอะไรมาก

 

[งั้นโอเคแล้วนะคะ  ส่งรายละเอียดมาทางข้อความให้ด้วย  ฉันกับยุพินจะได้จองตั๋วเลย]   น้ำเสียงของขนิษฐาช่างเบิกบานมีความสุข  แตกต่างจากความหม่นหมองของเธอในเวลานี้เสียจริง…..

 

และดูเหมือนอาการหลุมดำของเพื่อนจะสื่อผ่านไปตามสายได้    [มะขามมีอะไรรึเปล่า?  ทำไมเสียงดูหม่นๆ]  จากเดิมที่ปกติเรียบเฉยสุดๆอยู่แล้ว….

 

คิ้วสีดำขลับเลิกขึ้นเมื่อโดนทัก  เธอเผลอยิ้มจางๆออกมาเมื่ออีกฝ่ายรับรู้ได้  สมกับเป็นนางฟ้าของกลุ่มจริงๆ   “มีเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย  แต่เดี๋ยวก็จัดการได้  ไว้ค่อยคุยกัน”    กดวางสายไปเพราะยังไม่อยากให้กลุ่มเพื่อนได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น…..

 

ผู้หญิงบางคนระบายความเครียดด้วยการซื้อของ  แต่ดูเหมือนการเลือกซื้อของจะไม่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น   เธอยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาที่นาฬิกา   เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง  ป่านนี้คู่รักต่างวัยจะเดทกันไปถึงไหนแล้ว   หรือเธอควรจะตัดสินใจกลับจริงๆ?

 

แต่กฏของโลกนิยายมักไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปเฉยๆ

 

เสียงกรีดร้องอย่างเป็นปริศนาของพนักงานร้านขายเสื้อผ้าดังขึ้นจากด้านใน  หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีก็ตามมาด้วยเสียงของเหล่าลูกค้าซึ่งอยู่ด้านในห้องลองเสื้อ  พร้อมกับกลุ่มสาวๆที่เริ่มวิ่งออกมาประหนึ่งเจอซอมบี้แล้วต้องหนีตาย  เสียงหวีดร้องโหยหวนช่างน่าสยองขวัญ….

 

เหตุการณ์ระทึกขวัญภายในร้านเสื้อเริ่มเรียกเหล่าไทยมุงจากข้างนอก   แต่แล้วเมื่อผู้บุกรุกปรากฏตัวออกมาทั้งชายและหญิงก็เริ่มถอยกรูกันออกมา…    “นี่ไม่ใช่ร้านอาหารแท้ๆ….”   ดวงตาสีดำขลับจ้องเข้าไปข้างใน…

 

….มีสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์หวาดกลัว….

 

และแล้วมนุษยชาติที่เคยใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมานานจนหลงลืมภัยร้ายจากตามท่อ ก็จำต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าหวาดกลัวอีกครั้งหนึ่ง…   เหล่าไททันวิปริต… เอ่อ… เหล่าแมลงร้ายที่เชื่อว่าจะมีชีวิตยืนยาวและครองโลกแทนมนุษย์ได้ในอนาคตข้างหน้าปรากฏตัว!

 

“กริ๊ดๆๆ!!!”   เสียงกรีดร้องและหนีตายของมนุษยชาติชายหญิงดังลั่น   มะขาม เอกมันต์กลับทำตัวเป็นปลาคาร์ฟเดินสวนทางกับฝูงชนไปยังเคาน์เตอร์ของพนักงาน

 

ดวงตาของหญิงสาวเหล่มองไปทางเป้าหมายประหนึ่งวางแผนการต่อสู้  สายตาคมกริบเตรียมจัดการเหยื่อ  กลุ่มก้อนสีดำไม่ทราบจำนวนและกำลังเสริมแห่กรูกันออกมาจากลังประหลาดกล่องหนึ่งด้านใน… ประเมินสถานการณ์คร่าวๆแล้วดูเหมือนจะติดมากับการขนส่งของ….

 

พรสวรรค์ในการรับมือแมลงร้าย(?)คล้ายกับสืบทอดกันมาตามสายเลือดไหลเวียน    “ขอโทษนะคะ ขอยืมคัตเตอร์หน่อยค่ะ”    เธอรีบบอกพนักงานที่เสียขวัญและเตรียมหนี….    แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ตอบสนองเพราะผวาไปแล้ว   มือเรียวจึงล้วงหาของจากตรงนั้นเอง

 

“ถ้าจะออกไปช่วยผิดประตูด้วยนะ  ไม่งั้นมันจะออกไป”  มะขามเลื่อนใบมีดคัตเตอร์ออกมา   สองมือจับอาวุธคู่กายซึ่งเคยใช้ปกป้องน้องตอนเด็กๆ(?)

 

คัตเตอร์คู่นี้คืออาวุธที่ใช้ปกป้องมนุษยชาติ…..

คมใบมีดที่แหลมคมเข้าประจันหน้าตัดร่างศัตรูอย่างไร้ความปราณี…..

 

เสียงเอะอะโวยวายจากร้านขายเสื้อผ้าดังมาถึงบันไดเลื่อน   ผู้คนระแวกนั้นต่างสงสัยและงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น  ภาพคนวิ่งออกมาด้วยสีหน้าเสียขวัญช่างชวนให้นึกถึงอาชญากรรมตามร้านค้า   หนุ่มนักศึกษาแพทย์และแฟนพนักงานบริษัทมองหน้ากันและกัน

 

“มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าครับพี่รีวัลย์?”   อลินสังหรณ์ใจไม่ดี   วันนี้คงไม่ใช่วันที่โชคร้ายกระทั่งเจอห้างไหไหม้หรือโจรปล้นห้างอะไรแบบนั้นหรอกนะ….

 

เมื่อทั้งคู่ขึ้นบันไดเลื่อนมาจนสุด  รีวัลย์จึงมองหาคนที่น่าจะอธิบายเรื่องราวคร่าวๆได้  มือดังชายอ้วนตัวประกอบคนหนึ่งมา   “เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า?”    ถามห้วนไม่เหมือนถามแฟน…

 

“มะ…แมลงสาบบุก!  แมลงสาบมาจากไหนไม่รู้!”    ได้ยินชื่อศัตรูฟ้าสาปของพนักงานบริษัทรับทำความสะอาด  แววตาสีขนกาทอประกายเหมือนเจอเหยื่อ

 

“มาจากตรงไหน?”   ชายอ้วนชี้ไปทางร้านเสื้อผ้าสตรีซึ่งอยู่ห่างออกไปหน่อย    บริเวณนั้นแลดูจะวุ่นวาย  ยามและพนักงานทำความสะอาดยังไม่เข้ามาประจำการ

 

ดวงตาสีเขียวของอลินมองความวุ่นวายรอบๆอย่างระทึกขวัญ   พลันได้ยินบทสนทนาของคนที่เดินออกมาจึงรีบจับแขนของแฟนอายุมากกว่า   “ผมได้ยินจากคนเมื่อกี้ว่ามีผู้หญิงจัดการกับแมลงสาบ   ผมว่าต้องเป็นมะขามแน่เลยครับ!”    พี่สาวที่แข็งแกร่งที่สุด….

 

เรื่องแนวซิทคอมกลายเป็นเรื่องแนวแอคชั่น   ชายหนุ่มอายุย่างเข้ากลางคนมองหน้าหนุ่มนักศึกษา  “นายรอตรงนี้ก็แล้วกัน   ฉันไปดูแล้วจะกลับมา”   มือใหญ่บีบบ่าของฝ่ายตรงข้าม  รู้ดีว่าแมลงสาบกับอลิน แย้มเก้อมันเหมือนทางเส้นขนาน…. ถึงจะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

“ถ้ามีอะไรก็โทรบอกนะครับ”   อลินยอมอยู่เป็นแนวหลัง  ไม่กล้าจินตนาการถึงสภาพของเจ้าปีเตอร์พวกนั้น จำนวนมากขนาดไหนกันนะ….

 

คู่รักระยะสิบเซนติเมตรแยกกันหน้าบันไดเลื่อน   ชายผู้มีประสบการณ์สังหารศัตรูภัยร้ายของมวลมนุษยชาติมานับล้านเดินตรงดิ่งไปยังเป้าหมาย   ไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรไปยังเพื่อนร่วมงานเพื่อเตรียมงานฉุกเฉิน  โอกาสสร้างรายได้ใหญ่(?)ต้องรีบก่อนเจ้าอื่นจะโดนติดต่อ…..

 

…การสานสัมพันธ์ที่ดีมันต้องมีจุดเปลี่ยน…

 

ณ เวลานี้พี่สาวผู้แข็งแกร่งกำลังใช้มีดคัตเตอร์สองอันในมือเชือดแมลงร้ายที่ริกล้าบินใส่อย่างเฉียบคม….ตัวแล้วตัวเล่าต้องกลายจบชีวิตลง…  เจ้าแมลงสาบกลายมาเป็นเครื่องระบายอารมณ์แบบงงๆให้กับหญิงสาวซึ่งเหมือนระเบิดเวลา….

 

ห้วงความคิดของมะขาม เอกมันต์กำลังนึกถึงคำพูดในร้านอาหารญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน  คำพูดที่ว่าคนๆหนึ่งกลายมาเป็นญาติที่เกี่ยวพันกันทางสายเลือด มันช่างเหมือนรายการซ่อนกล้องแล้วบอกว่าล้อเล่นกันนะ…  แต่ที่ไหนได้ บัตรประชาชนนั้นเขียนชัดว่าชายคนนั้นชื่อว่า…รีวัลย์ เอกมันต์….

 

วันนี้ช่างเป็นวันที่โชคร้าย  นอกจากเจอเรื่องแบบนั้นแล้วยังมาเผชิญหน้ากับแมลงสาบที่ไม่สามารถนับจำนวนตัวได้….   วันนี้คงเป็นวันโลกแตกของเธอแล้วจริงๆ…   สองมือกระชับอาวุธ   สองขาเคลื่อนไหวใช้พลังงานให้น้อยที่สุดเพื่อการต่อสู้ที่น่าจะยาวนาน…..

 

คนข้างนอกก็เอาแต่ถ่ายวีดีโอคล้ายกับจะเอาไปลง Social Network….    ดวงตาเหลือบเห็นแม่บ้านกับยามที่เข้ามา   “อย่าลืมติดต่อบริษัททำความสะอาดด้วยนะคะ!”   ภาพลักษณ์ของห้างสรรพสินค้ามันสำคัญ….

 

ตัวที่ 1 ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ตัวแล้วตัวเล่าที่โดนสังหารไปอย่างเฉียบคมกลายเป็นซากอยู่บนพื้น   การจู่โจมของเหล่าแมลงสาบในรูปแบบเดิมๆเริ่มจะเปลี่ยนไปเมื่อมันกำลังปรับตัว…    ว่ากันว่าแมลงสาบมีความสามารถในการพัฒนาความสามารถของตัวเองสูง…

 

ไม่ทันไรมันก็เปลี่ยนกลยุทธการโจมตีมาเป็นบินเข้าใส่ศัตรูพร้อมกันเป็นกลุ่ม..   คัตเตอร์คู่ที่เริ่มทื่อจากการต่อสู้กวัดแกว่ง…แต่ทว่าอีกฝั่งหนึ่งในมุมอับ..  มีแมลงสาบอีกตัวที่พุ่งเข้ามาใส่ในระยะอันตราย….!!!

 

ผัวะ!!!!!

 

ปานฉากที่เคยใช้มาแล้วเมื่อเกือบ 80 กว่าตอนที่แล้วกลับมาใช้ใหม่…  ปีกของแมลงสาบร่วงหล่นลงบนพื้นพร้อมกับร่างที่แน่นิ่งของมัน…   สิ่งที่ดวงตาสีดำอันสวยงามได้เห็นเป็นอย่างแรกคือม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์…  ม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์คู่ในมือของใครบางคน…..

 

แผ่นหลังที่จะเห็นเมื่อหลุบสายตาลง..   ร่างของชายซึ่งไม่อาจบดบังวิสัยทัศน์ได้เพราะร่างกายนั้นเตี้ยกว่าเมื่อยืนในระนาบเดียวกัน…   ดวงตาของเธอนิ่งค้างจนกระทั่ง….    “ไม่เป็นอะไรสินะ?”

 

เสียงทุ้มและดวงตาสีเดียวกันซึ่งมองตรงมาทำให้มะขามได้สติ     “ไม่เป็นอะไรสักนิดค่ะ”   ไม่ยอมเอ่ยคำขอบคุณผู้ที่มาช่วยเหลือในนาทีวิกฤต….

 

มืออาชีพอย่างรีวัลย์ เอกมันต์เข้ามาอย่างเงียบๆพร้อมกับกำลังเสริมอย่างแม่บ้านและยามที่ไม่กลัวแมลงสาบ..  ในที่สุดหญิงสาวที่ต่อสู้เพียงลำพังก็มีกองหนุนของมนุษยชาติเข้ามาช่วย….  (ฟังดูน่าประทับใจอย่างบอกไม่ถูก.. ราวกับฉากกู้ชาติ….)

 

“ที่จริงไม่ต้องช่วยก็ได้  แค่โดนแมลงสาบเกาะไม่เป็นไรหรอกค่ะ”   มะขามเอ่ยพลางหันไปเชือดแมลงสาบที่เข้ามาร่วมบทสนทนา

 

รีวัลย์มองหญิงผู้หัวรั้นพลางถอนหายใจ   “แมลงสาบมีเชื้อโรค   คงไม่ดีถ้าโดนเกาะ”    คำพูดคล้ายกับแฝงความห่วงใย…..

 

เมื่อครู่นี้คือการช่วยเหลือและการปกป้อง?  มะขาม เอกมันต์เหลือบมองชายซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นญาติเกี่ยวพันทางสายเลือด    ชายผู้มีความเชี่ยวชาญในการต่อกรกับศัตรูด้านความสะอาดใช้ม้วนกระดาษทั้งสองตบแมลงสาบตายคาที่

 

อลิน แย้มเก้อมักจะบอกว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นคนดี  เมื่อครู่นี้ก็เป็นการปกป้อง(?)   เธอควรจะ….   “คุณ……..”   สุดท้ายก็ไม่พูดออกมา……

 

คำว่า ขอบคุณ”พูดออกไปแล้วเท่ากับว่ายอมรับไปบางส่วน…

ไม่ขอพูดออกมา………..

 

ความวุ่นวายคลี่คลายลงไปส่วนหนึ่งด้วยการมาสมทบของบริษัททำความสะอาด    ห้างสรรพสินค้าจำเป็นต้องหยุดให้บริการชั่วคราวเพื่อความเรียบร้อย   ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเริ่มทยอยกันออกไปทั้งแบบพอใจและไม่พอใจ   เพราะเวลานี้เพิ่งจะบ่ายแก่ๆเท่านั้นเอง….

 

รีวัลย์และมะขาม เอกมันต์เดินเว้นระยะห่างไม่ยอมก้าวเดินมาพร้อมกัน  แต่เพราะหญิงสาวไม่รู้ว่าจะต้องไปไหนจึงจำใจรั้งฝีเท้าของตัวเองให้ช้าลงเพื่อตามอีกฝ่าย   เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วที่ปรึกษาบริษัทสำรวจฯ รู้สึกนึกขำในใจ  อยากไปหาอลินแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนสินะ…..

 

ในที่สุด…..    “พี่รีวัลย์ มะขาม!   ออกมากันซะที!”   อลินซึ่งยืนรอทั้งคู่พร้อมกับชาเขียวที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนหนึ่งแก้วคลี่ยิ้มกว้างที่เห็นอาหลาน(?)กลับมาอย่างปลอดภัย

 

“นายไม่เจอแมลงสาบใช่มั้ย?”  มะขามรีบถามน้องชายสุดหวง   มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกแมลงสาบจะลอบออกมาจากร้าน

 

หนุ่มนักศึกษาแพทย์ที่โดนเป็นห่วงปานเป็นเด็กห้าขวบส่ายหน้าไปมา   “ทั้งสองคนไม่เป็นไรนะ?”  ถามราวกับไปผ่านสมรภูมิรบกันมา….

 

ดวงตาคมนึกถึงซากแมลงสาบที่โดนฟันด้วยคัตเตอร์คู่   ช่างมืออาชีพกว่าบางคนในบริษัทเสียอีก   รีวัลย์เหลือบมองหน้าผู้หญิงที่สูงกว่า “เธอทำได้ไม่เลว  เธอน่าจะลองมาสัมภาษณ์งานที่บริษัท”  ชักชวนกันง่ายๆ….

 

เทรนเนอร์สาวสุดแกร่งมองอย่างเรียบเฉย   เป็นข้อเสนอที่ไม่อยากที่สุด   “ไม่ล่ะค่ะ  เพราะฉันจะปกป้องแต่อลิน  ไม่ใช่บ้านทุกคน  ไม่อยากทำงานกับคุณสักเท่าไหร่”  ชัดเจนตรงไปตรงมา…

 

อลินชี้หน้าตัวเองอย่างงงวย   เขาไม่ได้อยู่ในร้านเสื้อผ้าเมื่อกี้นะ  โดนลากไปเกี่ยวเฉย….   ดวงตาสีเขียวมองดูอาหลานที่ไม่มีทีท่าว่าจะลงรอยกันแบบปลงๆ    ไปร่วมวงอันตรายด้วยกันมา  ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยสินะ.. ทฤษฎีญาติดีกันเพราะความลำบากเหมือนจะใช้ได้กับบางคน

 

…มันคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ….

 

“นี่ case ที่มะขามบอกว่าจะเอา”  อลินเปลี่ยนบทสนทนาเป็นของ   มือยื่นถุงกระดาษออกไป  ส่วนของตัวเองแกะมาใช้เรียบร้อยแล้ว

 

ดวงตาสีเดียวกับแฟนจ้องถุงกระดาษอย่างเรียบเฉย   “นายเอาเงินที่ฉันให้คืนแฟนนายไปรึยัง?”   รีบถามธุระว่าเงินอยู่ที่ไหน

 

น้องชายที่ดูแลมาตั้งแต่เด็กก่อนจะโดนพรากไปหันมองไปทางพนักงานบริษัทสูง 160 เซนติเมตร   มองแล้วหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ออกมา 5500 บาทที่รับมา….  “พี่รีวัลย์….”

 

มือแกร่งรับเงินนั้นมาแล้วยื่นกลับไปให้เจ้าของ    “เธอไม่จำเป็นต้องจ่ายคืนฉัน  คนเป็นหลานตามธรรมเนียมแล้วไม่ต้องจ่ายคืน”   เสียงทุ้มเอ่ยประโยคชวนให้คิ้วกระตุกออกมาอีกครั้ง…

 

ของขวัญชิ้นแรกสำหรับหลานสาวที่ได้มาเจอกันหลังจากผ่านไป 22 ปี(?)  ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนที่ทยอยออกจากห้าง  ที่ตรงนี้แลดูสงบเหมือนมีคลื่นใต้น้ำ   มะขามจ้องกลับประหนึ่งโดนกวนกลับ   ใช้คำว่าหลานมาทำให้เธอหงุดหงิดอีกครั้ง….

 

“ฉันจะจ่ายคืนค่ะ   ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ”   มะขามยืนยันที่จะไม่รับเงินก้อนนั้นกลับคืนมา  ถึงแม้จะเป็น case ที่มาจากความกวน….

 

รีวัลย์ที่ถูกต้อนกลับเงียบไปครู่หนึ่ง  อลินรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มนั้นอึดอัดและหาทางไปต่อไม่ถูก   เด็กหนุ่มยื่นมือไปจับมือให้กำลังใจอย่างเงียบๆ   “ฉันตะหากที่ติดหนี้บุญคุณเธอ  เพราะเธอดูแลอลินมาอย่างดี  แต่ฉันไม่เคยดูแลเธอตั้งแต่แรกที่รู้ว่าเป็นหลาน  หรือแม้แต่เป็นพี่สาวของอลิน”

 

…..ต่อให้เป็นของที่ราคาแพงกว่านี้ก็เสียเงินให้ได้….

 

ประโยคนั้นพาให้สองพี่น้องยืนนิ่ง  จุดเริ่มต้นคือการปะทะกันทางคารมและจิตวิทยาของเด็กกับผู้ใหญ่   ตั้งแต่ตอนที่อายุ 15 เธอก็พ่ายแพ้และต้องเสียน้องชายไปให้ผู้ชายอายุ 30 กว่า

 

ถึงจะมีกำแพงอคติมากั้นขวาง  ความจริงข้อหนึ่งที่เธอต้องยอมรับ…. ก็คือผู้ชายคนนั้นถึงจะเตี้ย  ถึงจะแก่  ถึงจะเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลาก่อนอลิน แย้มเก้อ  แต่ชายคนนั้นเป็นคนที่ดูแลน้องชายของเธอได้ดีกว่าใคร  และเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคนดี….

 

มะขามถอนหายใจออกมาแผ่วเบา  มือเรียวยื่นดึงถุงกระดาษใส่ Case จากมือของนักศึกษาแพทย์   กระนั้นเธอก็ไม่หยิบเงินกลับคืนมาอยู่ดี        “แต่ธรรมเนียมของฉัน  ถ้าทำงานแล้ว  ต่อให้เป็นญาติหรือพ่อแม่ก็จ่ายคืนค่ะ”

 

เวลานั้นชายที่พูดบทพูดสุดเท่ออกมาคล้ายกับโดนเตะกลับก็มิปาน…    “แยกกันตรงนี้ก็แล้วกันนะคะ   แล้วเจอกันใหม่”   มะขาม เอกมันต์ผินกายเดินจากไปอย่างสง่างาม……

 

เหลือไว้เพียงคนวางแผนนัดเจอ และผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน…   ผู้ชายสองคนโดนผู้หญิงทิ้งเอาไว้ข้างหลังพร้อมทิ้งความพ่ายแพ้(?)เอาไว้ให้ด้วย…   บทสรุปของการสารภาพความจริงเรื่องพระเอกของเรื่องมีนามสกุลว่า [เอกมันต์] จบลงแบบไม่สวยนัก…..

 

“ยังไม่ยอมรับสินะ…. คิดอยู่แล้ว”   รีวัลย์เริ่มคิดถึงการเขียนโครงการอันใหม่  โครงการพัฒนาความสัมพันธ์กับหลานสาวอายุเกิน 20?…….

 

อลินซึ่งเป็นคนวางแผนนัดเจอพูดไม่ออก   “ไม่หรอกครับ ผมว่าดีขึ้น…นิดๆ….”  มือยื่นชาเขียวออกไปให้คนข้างๆ พร้อมกับดึงมือให้เดินไปหาทางออกจากห้องสรรพสินค้า

 

รีวัลย์ถอนหายใจอีกครั้ง วันนี้อายุทางวิญญาณของผู้ชายอายุเยอะคงเพิ่มขึ้นจากอายุจริงได้อีก  เด็กหนุ่มข้างๆอยากจะขำแต่ก็เห็นใจในเวลาเดียวกัน   มองไปข้างหน้าไกลๆยังเห็นอีกฝ่ายเดินอยู่    พาลนึกไปถึงคำพูดของพี่สาว  มันก็ช่างโหดร้าย…..เอ๋?…..  ชั่วขณะนั้นอลินคล้ายกับสัมผัสบางสิ่งได้จากคำพูดของพี่สาว

 

“แต่ธรรมเนียมของฉัน  ถ้าทำงานแล้ว  ต่อให้เป็นญาติหรือพ่อแม่ก็จ่ายคืนค่ะ”  

 

มือยกขึ้นมาจับคางใช้ความคิด  คิดทบทวนคำพูดนั้นดีๆอีกครั้ง   ลักษณะนิสัยของคนบ้านเอกมันต์ที่เขาเคยพบ….   “เมื่อกี้นี้ ผมคิดไปเองรึเปล่าครับ ว่ามะขามเหมือนจะยอมรับว่าพี่รีวัลย์เป็นญาติแล้ว?”   อลินจับแขนชายคนรักอายุมากกว่าพลางมองแผ่นหลังของหญิงสาวซึ่งเดินจากไปอย่างสง่างาม….

 

“ทำไมนายคิดแบบนั้น?”   ดวงตาคมมองมายังคนข้างกาย   ไม่มีอะไรให้คิดไปทางนั้นได้เลย…

 

“มะขามบอกว่าต่อให้เป็นญาติหรือว่าพ่อแม่  ประโยคนั้นน่ะครับพี่รีวัลย์”  อลินเน้นย้ำให้นึกถึงประโยคจากหญิงสาวผู้แข็งแกร่งอีกครั้ง

 

แต่ธรรมเนียมของฉัน  ถ้าทำงานแล้ว  ต่อให้เป็นญาติหรือพ่อแม่ก็จ่ายคืนค่ะ   ธรรมเนียม  ทำงานแล้ว  เป็นทำเนียมว่าทำงานแล้วต้องจ่ายเงินเอง?   เป็นธรรมเนียมของมะขาม เอกมันต์    แล้วก็หยุดที่ประโยคสุดท้ายในคำพูดยืดยาวนั้น….

 

[ต่อให้เป็นญาติหรือพ่อแม่ก็จ่ายคืนค่ะ]

 

รีวัลย์มองตามหลังผู้หญิงที่คล้ายกับฟ้าเล่นตลกให้กลายมาเป็นญาติกัน  จากเดิมที่ควรจะเป็นแค่พี่สาวไม่แท้ของแฟนเด็ก  แต่กลับกลายมาเป็นหลานแท้ๆทางสายเลือด  อีกฝ่ายคล้ายกับไม่ยอมรับ  แต่ใช้คำพูดที่ฟังแล้วคิดได้หลายทางเสียแทน….

 

พาลให้นึกถึงสมัยก่อนที่รู้จักกันใหม่ๆ   เขาเคยปฏิเสธว่าไม่ได้จีบเจ้าหนุ่มข้างๆนี่  พูดจากว้างๆไม่เจาะลึกลงไป…  คิดแบบนั้นแล้วก็นึกขำ..  สายเลือดเอกมันต์?    “พี่รีวัลย์นึกออกแล้วใช่มั้ยครับ?”   หนุ่มนักศึกษาแพทย์เอ่ยถาม

 

รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากคนที่จู่ๆมีหลานโตเท่าแฟน   แลดูแก่…..   “จะยอมรับมันคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก  กว่าจะถึงวันนั้น”

 

วันที่หลานสาวจะยอมรับออกมาได้เต็มปาก….

ว่าคนที่ไม่ชอบหน้า คือ “อา”

 

                มือแกร่งลูบหัวคนข้างกายคล้ายกับเป็นการขอบคุณสำหรับแผนการในวันนี้  วันเดียวคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้  แต่ถ้าเป็นนานกว่านั้น  ทุกอย่างก็คงเปลี่ยนได้ เหมือนที่พวกเราเคยผ่านกันมาหลายต่อหลายอย่าง  วันนั้นมันคงยังไม่มาถึงในเร็ววันนี้….

 

แต่มันก็คงมาถึงไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง    “นั่นสินะครับ อยากเห็นหน้าพี่รีวัลย์กับมะขามตอนนั้นจัง”  อลินจินตนาการแล้วสนุกอย่างบอกไม่ถูก  ต้องเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนที่อยู่แดนไกลฟังเสียแล้ว…..

 

ถึงนายจะไม่ได้ออกซักฉาก แต่ก็ยังมีคนนึกถึงนะ

 

เหตุการณ์ที่แสนวุ่นวายคล้ายกับว่าจะสูญเปล่า   แต่ไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้ที่จะเกิดขึ้นและจบลงอย่างไร้ประโยชน์  ขึ้นอยู่กับว่ามันได้ผลมากน้อยแค่ไหน….   ลูกค้าห้องสรรพสินค้าต่างแยกย้ายกันออกไปเพื่อหาสถานที่ใหม่  บ้างก็กลับบ้าน  คนสามคนที่มาด้วยกันแม้จะกลับคนละทางกัน…   แต่ดูเหมือนในอนาคตข้างหน้าจะกลับทางเดียวกันก็เป็นได้….

 

เปลี่ยนแปลงความคิดของเด็กนั้นมันยังง่าย

แต่เปลี่ยนความคิดของผู้ใหญ่มันยาก

 

น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน  จากนารีสามวันยังเป็นอื่น

สักวันก็คงจะได้ยินคำเรียกที่ทำให้คนสองคนขนลุก….สักวัน….

 

————————————–

Free Talk : จะยอมรับกันในหนึ่งวันคงจะยาก เพราะว่าบ้านเอกมันต์นั้นไม่เหมือนใคร(?) 5555 แต่มะขามก็ยอมรับในแบบเหมือนจะซึนไปนิดๆแล้ว

ฉากการบุกของแมลงสาบมันช่างซิทคอมสุดๆ ตอนแรกให้มาแนวมุ้งมิ้ง(?) แต่เพื่อความเหมาะเลยเปลี่ยนเป็นแบบดุเดือดแทน เหมาะกับพี่รีวัลย์กับมะขามมากกว่า ส่วนอลินกลายเป็นผู้สังเกตการณ์ไปเลย =3=
ปล. จันกับคุณอัศวินก็ยังไร้บทบาทอยู่ดี เพราะว่านี่เป็นตอนพิเศษทวงบัลลังก์ของพระเอก(?) ก๊ากกกกก ตอนพิเศษของคุณอัศวินกับจันคงไปโผล่ในรวมเล่ม

 
2 ความเห็น

Posted by บน 06/13/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 Special 1.3

  1. fray666

    06/15/2014 at 9:54 AM

    อ่านแล้วนั่งขำตายคาโต๊ะทำงาน 555555+

    อาหลานคู่นี้เหมือนกันจริงๆ เล้ยยยยยย

    จะรอรวมเล่มนะคะ อิอิ

     
  2. taraikari

    06/15/2014 at 8:32 PM

    แอบสงสารพี่รีวัลย์นิดๆเหมือนกันนะเนี่ย
    การจะทวงบัลลังก์พระเอกคืนช่างลำบากพอๆกับการปกป้องมวลมนุษยชาติจากไททัน
    ไหนจะเรื่องพยายามทำให้หลานสาวอย่างมะขามยอมรับความสัมพันธ์ทางสายเลือดอีก
    ลำบากมากเลยใช่มั๊ยคะขุ่นพี่
    เพราะสมัยจีบน้องอลินยังมีตำราพิชัยยุทธอย่างคู่มือต้อยเด็ก
    เอ้ย
    โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    เลยรับมือได้ทุกกระบวนท่า
    แต่คราวนี้ไร้ตำรา
    ก็ต้องด้นสดเอาตัวรอด
    คือถ้ากำลังใจไม่ดีจริงมาไม่ได้ขนาดนี้นะเนี่ย
    อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้น้องอลิน

    ปล จะรอรวมเล่นนะคะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: