RSS

[HQ-Fic] Could you tell me, Who am I? (Kage x Hina ) Chapter 5

12 ก.ค.

Title : Could you tell me, Who am I?
Fandom : Haikyuu!!
Genre : BL , Comedy
Rating : PG
Pairing : Kageyama x Hinata

——————————————

บนโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่าทฤษฎีสะพานแขวนอยู่

ซึ่งทฤษฎีนี้ใช้กับเรื่องของความรัก

 

สะพานแขวนนั้นทั้งไม่มั่นคงและน่าหวาดหวั่น

 

บ่อยครั้งที่คนเรามีความรู้สึกที่แกว่งไปมาและไม่มั่นคง

สภาวะสับสน หวาดกลัว ตื่นเต้น ยิ่งทำให้สะพานแกว่งไปมามากขึ้น

 

ยามเกิดความแคลงใจในมิตรภาพที่มีอยู่

บางทีก็ทำให้เกิดสภาวะลังเลในสถานะของตัวเองได้เหมือนกัน

Chapter 5 : สภาวะที่ไม่มั่นคงทำให้เกิดความหวั่นไหว

 

                การที่หลายๆคนยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องบางเรื่อง  มันทำให้เรื่องวุ่นวายยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า?

            ตอนนี้อาจยังไม่เห็นผล ต่อไปคงไม่แน่…..

 

รองกัปตันทีมวอลเลย์บอลคาราสุโนะเดินกลับมาในโรงยิมด้วยรอยยิ้ม   กัปตันซึ่งเป็นผู้ไหว้วานหันไปมองพร้อมกับรีบก้าวขาเข้าไปหาด้วยสายตาคาดหวังผล  สึกาวาระเห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของคนไม่ยอมออกหน้าเองแล้วนึกขำ  กลับกันเมื่อมองไปทางอีกฝั่งหนึ่งของสนาม สีหน้ายิ้มก็เปลี่ยนเป็นกังวลไปในทันที

 

“เป็นไงบ้างสึกะ  คาเงยามะว่ายังไงบ้าง  หมอนั่นเปิดปากพูดบ้างมั้ย?”   กัปตันซาวามุระเร่งถาม  คนถูกถามจึงเบนสายตากลับมาหา

 

“เรื่องนั้นนายไม่ต้องเป็นห่วง  รู้แล้วล่ะว่าคาเงยามะมีปัญหาอะไร  แต่ฝั่งโน้นน่ะจะได้เรื่องมั้ย?”  เด็กหนุ่มชี้ไปทางกลุ่มคนไม่ค่อยเต็มตรงนั้น…

 

คนไหว้วานหันมองตามไป  เห็นแล้วก็อดยิ้มกลบเกลื่อนไม่ได้   “ฮินาตะพูดง่ายกว่าคาเงยามะเยอะ  ไม่เป็นไรหรอก”  ต่อให้เป็นสัตว์เซลล์เดียวเหมือนกัน  แต่เป็นคนละสปีชี่…..

 

สึกาวาระฟังแล้วก็ยังห่วงทางฝั่งตัวล่อผมสีส้ม   ส่วนเซตเตอร์ที่ว้าวุ่นใจอยู่ เขาก็รับรองไม่ได้ว่าที่แนะนำไปจะได้เรื่องหรือเปล่า  คงเป็นเรื่องที่คู่หูต้องหาทางแก้ไขกันเองต่อไป   “แล้วคาเงยามะไปไหน?  กลับบ้านไปแล้วงั้นเหรอ?”  คำถามของเพื่อนดึงให้หลุดจากความคิด

 

“อ๋อ  บอกว่าขอทำใจสามนาที”   พูดจบทั้งคู่ก็เห็นร่างของเด็กหนุ่มผมสีดำขลับเกาะอยู่ที่ข้างประตูทางเข้าโรงยิม  หน้าตาที่บูดบึ้งเหมือนนมบูดกับสายตาอีกาล่าเหยื่อจ้องไปทางไหนก็ช่างชัดเจน

 

“เร็วกว่าสามนาทีนิดนึงนะ”   สึกาวาระหัวเราะเบาๆ   เมื่อมองนาฬิกาแล้วเวลาผ่านไปประมาณ 2 นาที XX วินาที…..

 

“สมกับเป็นคาเงยามะ”  พ่อแม่มองดูลูกชายห่างๆ   ถ้านับเวลายืนจ้องตอนนี้ด้วยก็คงเกิน 3 นาทีที่ขอเอาไว้ก่อนหน้านี้

 

ฝั่งหนึ่งได้รับคำแนะนำแล้ว อีกฝั่งหนึ่งเด็กหนุ่มผมสีส้มยังคงทำหน้าเอ๋อใส่รุ่นพี่ม.5   นับจากท้ายตอนที่แล้วจนถึงตอนนี้  นิชิโนะยะ ยูและทานากะ ริวโนะสุเกะยังคงเค้นหาความจริงอะไรจากฮินาตะ โชโยไม่ได้สักเรื่อง  สาเหตุก็มาจาก…..

 

“คุณคิโยโกะไม่ได้ให้นมสตอเบอรี่กับฉันคนเดียวเหรอ!!!”  ชายผู้หัวเกรียนก่อนวัยอันสมควรแผดร้องและลงไปนั่งกุมศีรษะกับพื้นสนาม

 

“ให้ทุกคนแหละครับ  ผมได้มาก็เอาไปแจก”  ฮินาตะตอบไปตามความจริงที่เกิดขึ้นในวันนั้น   สองหนุ่มที่ได้ยินรู้สึกเหมือนใจสลาย

 

เทพผู้พิทักษ์แห่งคาราสุโนะทำดวงตาเลื่อนลอยมองขึ้นไปบนเพดานอันแสนไกล.. ไกลจากส่วนสูงไม่ถึง 160 เซนติเมตร   “.. ภาพคุณคิโยโกะยังติดตาฉันอยู่เลย….”    นาทีแห่งชีวิตที่ผู้จัดการแสนสวยเดินเอานมกล่องสีสดใสมาให้  น้ำตาแทบเล็ด…

 

รุ่นน้องผู้ไม่อินไปกับสถานการณ์จ้องมองสองรุ่นพี่ที่ตัวซีดขาว   ควรจะพูดอะไรดีล่ะนั่น?    “เอ่อ….  อ่า….”   สรุปแล้วพวกพี่ๆตั้งใจมาคุยอะไรกันแน่

 

ลูกผู้ชายที่เคยซึ้งจนเอานมสตอเบอรี่กลับไปแช่ตู้เย็นที่บ้านประหนึ่งของล้ำค่าจากนางฟ้า  ตอนนี้ทั้งคู่รู้สึกเหมือนตื่นจากความฝัน  ต่างคนต่างอยู่ในอารมณ์ซึ้งกับความเป็นจริงและลืมเรื่องที่กัปตันขอให้ทำจนหมดสิ้น  ฮินาตะยืนเกาศีรษะด้วยความงง

 

…..เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งการใช้คนให้เข้ากับสถานการณ์ก็สำคัญ….

 

เรื่องของตัวเองก็ยังคิดไม่ออก  มาเจอรุ่นพี่ซีดเผือกเป็นกระดาษขาวอยู่ใกล้ๆ  ฮินาตะถึงกับทำอะไรไม่ถูก   มือเก้ๆกังๆว่าจะยื่นไปจับไหล่ปลอบใจ หรือว่าจะยืนมองเฉยๆ  หรือว่าจะกลับไปซ้อมดี   ไม่มีคนเดินผ่านมาช่วยกู้สถานการณ์นี้เลยแฮะ…

 

ฉับพลันสายตาก็หันไปสบเข้ากับเพื่อนร่วมทีมรุ่นดียวกันในสนามเข้าพอดี   “สึกิชิมะเรียกผม   ไปล่ะครับ!”   มือรีบชี้ไปหาข้ออ้าง

 

นักเรียนปีหนึ่งสวมแว่นตาเลิกคิ้วข้างเดียว   “ใครเรียก?”   ยืนอยู่เฉยๆกลับกลายเป็นข้ออ้างของสัตว์เซลล์เดียวไปเสียอย่างนั้น

 

ฮินาตะวิ่งจากรูปปั้นรุ่นพี่ผู้เศร้าโศกกลับไปยังสนาม   ทว่าก้าวไปได้แค่สองก้าวกลับมีมือหนึ่งกระชากแขนของเขาจากด้านหลังให้เกือบเสียหลัก  “แว๊ก!!”

 

“มานี่เจ้าเซ่อ!  ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก!”   ไม่ทันได้หันกลับไปมอง  เสียงตะคอกก็ดังนำมาเสียก่อน   เสียงอันคุ้นเคยของเพื่อนคู่หูที่กำลังอึดอัดใส่กันอยู่

 

“ฮ่ะ?  อะไรอ่ะคาเงยามะ  แว๊ก!!”   นอกจากจะไม่ได้มองหน้า  เพียงพริบตาเจ้าอีกาผมสีส้มก็โดนอุ้มขึ้นพาดบ่าพาเดินออกไปจากโรงยิม    ราวกับฉากมนุษย์หินตีหัวเหยื่อกลับเข้าถ้ำ…

 

สองรุ่นพี่ที่ได้รับมอบหมายภารกิจหันไปเห็นรุ่นน้องทั้งสอง  สิ่งที่ลืมไปแล้วก็กลับเข้ามาในสมองกันทันที    “เอ้อ!!  คุณไดจิให้พวกเรามาคุยกับฮินาตะ!!”    ทานากะแผดเสียงออกมาเมื่อนึกออก

 

“เออว่ะ จริงด้วย!!”  นิชิโนะยะรีบเสริมและหันมองตามแผ่นหลังของพวกรุ่นน้องไป  มันช้าไปแล้ว…..

 

ห่างออกไป ณ ฝั่งของรุ่นพี่ปีสาม  กัปตันซาวามุระยืนจับขมับตัวเอง   คุณพ่อตัดสินใจพลาดไปเสียแล้ว  คุณแม่(?)เห็นแบบนั้นก็ตบบ่าเพื่อปลอบใจ  จบเหตุการณ์นี้ก็คงไม่ได้รู้หรอกว่าฝั่งของฮินาตะ โชโยเกิดอะไรขึ้น…   เพื่อเป็นการให้เกียรติเพื่อนร่วมทีม พวกเขาจะไม่ไปแอบดู…(?)

 

แล้วพวกรุ่นพี่ก็ยังไม่รู้ตัวอยู่ดีว่าเป็นต้นเหตุของเรื่อง

 

นักกีฬาในการ์ตูนกีฬารุ่นมัธยมมักใช้ชีวิตหมดไปกับการทุ่มเทให้กีฬามากกว่าความรัก   ฮินาตะร้องเสียงหลงมาตลอดทางที่โดนเพื่อนลักพาตัวมาจากในโรงยิม  จะสลัดตัวหนีก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะด่า  ตอนนี้โดนพามาที่ไหนไม่รู้  รู้แค่สายตามองเห็นแต่ทางเดิน

 

สถานที่ยอดฮิตของการนัดคุยเรื่องลับๆ คือ ด้านหลังโรงยิม   แน่นอนว่าเด็กหนุ่มแถวนี้ก็มิได้ทำตัวแหกไปจากกฏดาษๆข้อนั้น   เซตเตอร์ผมดำเดินดิ่งมาถึงหลังโรงยิมอันแสนเงียบ  จากนั้นก็มองซ้ายทีขวาทีให้แน่ใจว่าไม่มีคนผ่านมาแน่ๆ แล้วเขาก็ปล่อยคู่หูให้เป็นอิสระ

 

“นายทำไรเนี่ย!?”   ฮินาตะที่รอดจากนายพรานมาได้รีบตะคอกถาม   ณ ที่แห่งนี้มีแค่เขากับคาเงยามะที่อยู่ในช่วงอึดอัดใส่กันเท่านั้น

 

“เงียบก่อนสิเฟ้ย!”  ปากว่าและมือถึง  คาเงยามะยื่นมือไปฟาดกบาลคนที่มีปัญหากันคล้ายกับการกดสวิตซ์ให้เงียบ  แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ….

 

เด็กหนุ่มผมส้มทำปากยื่นพลางลูบหัวไล่ความเจ็บปวดของศีรษะ   คนที่ใช้ความรุนแรงกับคนที่ชอบมีอยู่สองประเภท  นั่นคือ ซึนเดเระกับยันเดเระ  บางทีคู่หูของเขาจะอยู่ในประเภทแบบนี้…   เขาไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกนะ  แต่หนังสือการ์ตูนมีพูดถึง

 

ยามเมื่อฮินาตะเงียบปากตามคำสั่ง  คาเงยามะก็ดันเงียบตามไปด้วย  ดวงตาสีดำเพ่งมองร่างที่เตี้ยกว่าตรงหน้าได้แค่ไม่กี่วินาทีก็เบือนไปทางอื่น   “นายมีอะไรข้องใจฉันอยู่รึเปล่า?”   แม้ตาจะไม่กล้ามอง คำพูดกลับถามออกไปอย่างตรงไปตรงมาเข้าประเด็น

 

คนมีขนักติดหลังสะดุ้งและเริ่มเบนสายตาไปทางอื่นบ้าง   “อ่า…เอ่อ…. ก็มีคิดอยู่บ้างแหละ…..”   ไม่กล้าพูดว่าตัวเองคิดอะไรอยู่

 

“แล้วนายอ่ะ  มีอะไรข้องใจฉันอยู่รึเปล่า?”  ฮินาตะรีบโยนคำถามกลับไป  เมื่อโดนย้อนคาเงยามะเป็นฝ่ายสะดุ้ง  มันก็มีอยู่….

 

[คิดว่านายชอบฉัน]

นี่คือความคิดที่อยู่ในใจของทั้งคู่ในเวลานี้

 

ต่างฝ่ายต่างก็อึกอักไม่กล้าสบตากันเองอย่างที่เคยเป็น   นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่อยู่ด้วยกันแล้วเงียบได้นานขนาดนี้  (ยกเว้นตอนติวหนังสือ)   ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามทำหน้าแบบไหนเพราะไม่กล้ามอง  ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีเรื่องอะไร เพราะไม่กล้าถามตรงๆ

 

            หากถามออกไปมิตรภาพความเป็นคู่หูจะเสียไปหรือเปล่า?

 

หลังเปิดประเด็นความเงียบก็ยิ่งนานขึ้นเรื่อยๆ   หลายวันก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้   คาเงยามะใกล้หมดความอดทนเต็มที่   แล้วเด็กหนุ่มก็นึกถึงคำแนะนำของรองกัปตันซึ่งได้คุยกันก่อนหน้านี้ จะทำหรือไม่ทำ?  ตามองคนข้างหน้า  สองมือเริ่มกำแน่น

 

ไม่ทำก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง….    “ยกมือขึ้นทั้งสองข้างเลยเจ้าเซ่อ!”  คนถูกสั่งสะดุ้งเฮือกใหญ่   สองมือยกขึ้นเหนือศีรษะตามคำสั่งอย่างไวว่อง  ปฏิกิริยาตอบรับอัตโนมัติเมื่อถูกด่า….

 

….หมับ…

 

ดวงตาสีส้มเบิกกว้างเมื่อหน้าปะทะต้นคอคู่หูเข้าอย่างจัง  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้กลิ่นเหงื่อของอีกฝ่ายในระยะประชิดขนาดนี้  แต่มันเป็นครั้งแรกในสถานการณ์แบบนี้    สองมือที่ยกข้างเอาไว้เหนือศีรษะแข็งทื่อเป็นก้อนหิน   ปากสั่นเป็นเส้นคลื่นหวาดผวา

 

“ทะ….ทำไรอ่ะคาเงยามะ….”  ไม่เข้าใจและทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่ถามออกไปด้วยความสงสัย  มันไม่น่าจะเรียกว่ากอด ควรจะเรียกว่างูรัด…..

 

“อยู่เฉยๆ!  แกห้ามขยับเด็ดขาด!”  เซตเตอร์สั่งอีกระลอก  แม้จะเมื่อยฮินาตะก็จำต้องยกมือค้างเอาไว้แบบนั้นต่อไป

 

เวลานี้ในใจของคาเงยามะ โทบิโอะมีความคิดอยู่สามอย่าง  อย่างแรกคือ หัวของเจ้าเซ่อผมส้มนี่ช่างเหม็นจริงๆ   อย่างที่สองคือ  ตัวของหมอนี่ผอมแห้งอย่างกับไม่ใช่นักกีฬา  ใช้แค่ฝ่ามือมากเกินไปแล้ว   และอย่างที่สามคือสิ่งที่รุ่นพี่บอกให้เขาทำตาม

 

‘นายลองกอดฮินาตะดูสิ  ถ้านายไม่รู้สึกอะไร  นายก็คงไม่ชอบหมอนั่นหรอก’  จากคำพูดนั้นเด็กหนุ่มก็เริ่มประเมินผลการทดลองที่เกิดขึ้น

 

เขารู้สึกตื่นเต้นมั้ย?  คำตอบคือไม่  เขาไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากเหม็นหัวเจ้าคนตรงหน้า  วินาทีที่คิดได้แบบนี้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนทีมวอลเลย์บอลคาราสุโนะได้คว้าชัยระดับประเทศไม่มีผิด  รู้สึกถึงชัยชนะนั้นแล้วสองแขนก็รัดแน่นขึ้นไปอีก….

 

พาให้คนอีกคนที่มีคำถามข้องใจยิ่งคิดหนัก….

 

ฮินาตะที่อยู่ในอ้อมแขนที่ไม่สามารถเรียกว่ากอดได้กำลังหัวหมุน   ความสงสัยมากมายพรั่งพรูออกมา  ทำไมคาเงยามะจึงทำแบบนี้  จู่ๆหมอนี่กอดเขาทำไม?  กอดโคตรแน่นจนลำไส้จะออกจากปาก  เพิ่งซ้อมเสร็จมาเหม็นเหงื่อชะมัดยาด….

 

อาจจะมีหลายครั้งที่เขาชอบไปโดดเกาะเอว บ้างก็กอดอีกฝ่ายบ้าง  แต่คู่หูไม่เคยทำใส่เขา  “คะ…คาเงยามะนายกอดแน่นไปแล้ว ฉันอึดอัด….”  นี่นายชอบฉันจริงๆเหรอ?????

 

แต่ดูเหมือนบอกไปจะไร้ผล  เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่รู้อีกฝ่ายตั้งใจฟังคำพูดของเขาหรือเปล่า    “คาเงยามะ…นายฟังฉันอยู่รึเปล่า….”

 

“นายพูดไร?  ฉันไม่ได้ฟัง?”   คำตอบทำให้คนบอกเอือมระอา   ฮินาตะจึงปล่อยเลยตามเลยไปแบบนั้น  เครื่องในจะบีบขึ้นมาข้างบนหรือเปล่านะ….

 

แล้วทั้งคู่ก็อยู่ในสภาพนั้นนิ่งๆเหมือนรูปปั้นอย่างเงียบงัน…  คนหนึ่งก็กอดรัดไป อีกคนก็ปล่อยให้กอดไป  ไม่มีคำพูดใดๆนอกจากพูดกับตัวเองในความคิด    จนในที่สุดฝั่งคนโดนกอดก็เริ่มเมื่อยแขนถึงขีดสุดจนต้องเปิดปากพูดออกมาก่อน

 

“เมื่อย!!!   มากอดฉันทำไมเนี่ย  นายโดนอะไรกระแทกหัวมา????”    แขนที่ยกชูค้างไว้เริ่มสั่นระริก  แต่เอาลงมาก็ไม่รู้จะไว้อีกท่าไหนจึงทำเหมือนเดิม

 

เด็กหนุ่มผมดำที่ถูกถามสะอึก  จะบอกเหตุผลที่แท้จริงก็บอกไม่ได้   “ทำไม!  ฉันจะทำไม่ได้รึไง!”   คำตอบสุดแสนเผด็จการสมกับเป็นราชา

 

หารู้ไม่ว่ามันทำให้คนข้องใจอยู่แล้วยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่   อยากกอด?   เพราะชอบ?   ใบหน้าฮินาตะฉาบไปด้วยสีแดงสด    ในสนามนึกอยากส่งลูกก็ส่ง  นอกสนามนึกอยากไปไหนก็ไปด้วยกัน  พอมาตอนนี้นึกอยากจะกอดก็กอด… เพื่อนผู้ชายจะมาถึงระดับนี้ไหม?

 

สำหรับเขาแล้ว…คาเงยามะ โทบิโอะ คือ…

 

ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเมื่อได้เห็นการเล่นของยักษ์ใหญ่ตัวจิ๋ว   สมัยมัธยมต้น ต่อให้เขาอยากเล่นวอลเลย์บอลมากแค่ไหน  เขาก็ไม่มีเซตเตอร์เป็นของตัวเอง  ต้องให้เพื่อนชมรมบาสเก็ตบอลมาส่งลูกให้   ทุกครั้งที่บอลส่งมาถึงมือ  เขารู้สึกว่าตัวเองมีความสุขสุดๆ

 

เพราะฉะนั้นเขามีความสุขสุดๆเลยที่มีเซตเตอร์อยู่ด้วย

 

ตอนนี้เซตเตอร์คู่หู  เพื่อนพ้องที่แข็งแกร่งที่สุดกำลังทำตัวแปลกๆ   การที่หมอนั่นจ้ำจี้จำไช   การที่หมอนั่นให้คำแนะนำ (ปนด่า)  ทุกอย่างที่หมอนั่นทำในตอนนี้  เพราะว่า…    “คาเงยามะ   พวกเราเป็นเพื่อนกันใช่ป่ะ?”   เป็นอะไรกันแน่…..

 

คาเงยามะได้ยินคำถามก็นิ่งงันไป   ดวงตาสีดำเหลือบมองมือของตัวที่โอบรัดร่างของเพื่อนสนิทเอาไว้  ชิบหาย!   เขามัวแต่คิดถึงเรื่องของตัวเองจนลืมบางสิ่งไป…   จู่ๆก็กอดคนที่ชอบตัวเองอยู่  การกระทำแบบนี้มันไม่ควรใช่หรือไม่?    แล้วคำถามของฮินาตะมันมีอะไรแอบแฝงรึเปล่า…?

 

“คาเงยามะ?”  ฮินาตะเรียกซ้ำเพราะต้องการคำตอบ   ดวงตาสีเข้มกรอกตาไปมาซ้ายทีขวาที

 

“แกเคยบอกว่าฉันไม่ใช่เพื่อน”   เซตเตอร์หนุ่มย้อนคำพูดที่อีกฝ่ายเคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้  เขาฟังมันไม่จบ… ก็เดินหนีไปเสียก่อน

 

“ฉันเคยพูดแบบนั้นด้วยเหรอ?”   ความจำช่างสั้น…   เด็กหนุ่มผมส้มทำหน้าเอ๋อนึกไม่ออกว่าตัวเองเคยหลุดปากพูดอะไรออกไป

 

“เคยพูดเว้ย!!   แกบอกว่าฉันกับแกไม่ใช่เพื่อน!!”  เสียงตะคอกในระยะประชิดมันดังหลายเดซิเบล  ก้องเข้าไปถึงในรูหู    โดนยืนยันแบบนั้นคงจะเคยพูดจริงๆ…

 

ได้ยินแบบนั้นแล้วเจ้าของคำพูดก็เงียบไปครู่หนึ่ง    อีกฝ่ายไม่พอใจที่เขาพูดออกไปแบบนั้นเหรอ?   เพราะว่าอีกฝ่ายชอบเขา(?)จึงไม่พอใจที่พูดออกไปแบบนั้น?   งง…ไม่เข้าใจ  ตอนนี้เขาสับสนไปหมดแล้ว  ก็เป็นคู่หูกันไง?  หรือไม่อยากเป็นคู่หู?

 

ยังไม่ทันจะได้คิดต่อ  ร่างที่กอดรัดเขาเป็นงูก็ถอยออกไปและส่งสายตาจ้องเขม็งอันน่าสะพรึงกลัวใส่   “ถ้าฉันไม่ใช่เพื่อนแก  แล้วฉันเป็นอะไรฮ่ะ!?”

 

….นายเห็นฉันเป็นอะไรกันแน่….?

 

ดวงตาสีส้มมองจ้องเข้าไปในดวงตาที่น่ากลัวนั่น  ปากก็เผลออ้าค้างไม่กลัวว่าจะมีแมลงวันหรืออะไรบินเข้าไป    คำถามของคาเงยามะช่างเหมือนปูนที่ราดลงมาฉาบให้เขาแข็งทื่อ  ต้องการคำตอบแบบไหนกันแน่?   ทว่าในอกเขารู้สึกสั่นเหมือนเป็นโรคหัวใจวูบๆ….

 

“แล้วนายเห็นฉันเป็นอะไรเล่า!?”   ฮินาตะตะโกนถามกลับออกไป   ต่างคนต่างถาม  ยืนก็ใกล้กันแค่นี้ทำไมต้องตะโกนพูดใส่กัน….

 

อดีตราชาผู้โดดเดี่ยวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบออกไป   “ก็เป็นไอ้บ้าที่ฉันต้องส่งลูกให้ไงเล่า!”   เจ้าคนเซ่อที่ไม่รู้จักอะไรนอกจากวอลเลย์บอล…

 

ไม่ว่ายังไงต้องส่งให้ถึงมือ…  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสนามก็ตามที….

 

ความในใจของเซตเตอร์ทำเอาตัวล่อผู้ไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากวอลเลย์บอลพูดไม่ออก  หรือที่เขาคิดและไปปรึกษากับสึกิชิมะมันจะไม่ใช่….    มันช่างแลดูห่างไกลคำว่าว่าชอบ  ห่างไกลคำว่าเพื่อน(?)   ยกเว้นว่าอีกฝ่ายเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ

 

แต่ที่สำคัญกว่าคือเขาตะลึง  ตะลึงที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่คิดว่าเขาเป็นเพื่อน แต่เป็นไอ้บ้าที่ต้องส่งลูกให้   “ฉันคิดว่านายคิดว่าฉันเป็นเพื่อน…..”  ลืมไปสิ้นว่าตัวเองอยากรู้ว่าทำไมเพื่อนสนิทจู่ๆก็อยากกอด…

 

ประโยคนั้นทำให้คาเงยามะเลิกคิ้วขึ้น   “ห๊า?”  เด็กหนุ่มไม่ทันคิดอะไรตื้นลึก   สีหน้าของคนทีถูกกอดเมื่อไม่กี่นาทีก็หมองเป็นต้นไม้เหี่ยวไปแล้ว

 

“……นายไม่ได้ชอบฉัน…  แถมนายยังไม่คิดว่าฉันเป็นเพื่อนด้วย….”   เงาดำเข้ามาปกคลุมครึ่งหน้าของเด็กหนุ่ม  บรรยากาศมันเริ่มเฉา

 

…..ทั้งๆที่ฉันคิดว่านายคือปีกของฉัน…

 

ประเด็นของคู่บ๊องเริ่มออกห่างไกลยานแม่ไปมากขึ้นเรื่อยๆ  เข้าใจผิดซ้อนความเข้าใจผิด   คำว่าชอบสะดุดหูคนฟังอย่างจัง  “เฮ้ยเดี๋ยว  ฉันไปชอบนายเมื่อไหร่”   หลังจากพิสูจน์ด้วยการกอดแล้วไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิดเดียว!

 

ฮินาตะ โชโยยืนนิ่งเป็นรูปปั้นนักวอลเลย์บอลที่โดนทำร้ายจิตใจ   นอกจากจะหน้าแหกที่ไปคิดว่าอีกฝ่ายชอบ  สิ่งที่ได้เด็กหนุ่มผมสีส้มได้รับคือความจริงชวนเสียศูนย์จากคู่หู   ความรู้สึกของเขา มิตรภาพของเขามันเป็นทางเดียวหรือนี่….  เป็นแค่ไอ้บ้าที่ส่งลูกให้….

 

ฮินาตะกำลังอึ้ง  แต่คาเงยามะนั้นได้คำตอบของคำถามตอนแรกแล้ว   “นี่นายข้องใจฉันเรื่องนี้เรอะ  ไอ้บ้าเอ๊ย!”  คาเงยามะหรี่ตามองแล้วยังสบถต่อว่ากลับ  คนฟังยิ่งรู้สึกว่าโดนซ้ำเติม…

 

“รู้แล้ว  ไม่คิดแล้ว  ไม่ข้องใจแล้ว!”   เริ่มแรกพูดแบบเงียบๆ  ท้ายประโยคตะคอกเสียงดัง  ฮินาตะรู้สึกตัวว่าเผลอพาลใส่เพื่อนก็รีบหุบริมฝีปาก

 

“เฮ้ย ฮินาตะ?”  คาเงยามะส่งเสียงเรียก  คนถูกเรียกมีท่าทีเลิกลั่กคล้ายกับอยากหนี  คิดไปเองว่าอีกฝ่ายชอบจนตัวเองทำตัวแปลกๆ  บ้าจริง!

 

“อ่า…ฉันลืมไปว่าวันนี้จะกลับบ้านกับสึกิชิมะ  ไปก่อนล่ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคาเงยามะ”   อีกาผมส้มที่ขนเริ่มร่วงเพราะความจริงอันน่ารวดร้าวโบกมืออย่างไร้เรี่ยวแรง  แล้วเขาก็เดินจากไปแบบคอตก   สภาพแบบนั้นทำให้คนที่เหลืออยู่อึ้ง….

 

เขาทำอะไรผิดไปหรือเปล่า….?

 

ดวงตาสีเข้มจ้องมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปเรื่อยๆของเพื่อนสนิท  เขาทำอะไรผิด?  เขาพูดอะไรผิด?  หมอนั่นจู่ๆเป็นอะไร…?   ทันใดนั้นสมองก็เริ่มทำงานจากข้อมูลที่มีอยู่   เมื่อกี้เขาพูดเชิงปฏิเสธความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามไปหรือเปล่า???   เพราะอีกฝ่ายนั้นชอบเขา….  ผิดหวังเหรอ?  หรือว่าอะไร?

 

“ฮินาตะ!!”   ส่งเสียงเรียกออกไปแต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่หยุดยืนรอ   เพียงแค่หันกลับมาโบกมือไหวๆแล้วก็เดินห่างออกไปเรื่อยๆ…

 

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ…. เหมือนมีเข็มแทงเข้าไปในอก  เพราะสีหน้าที่เหี่ยวเฉาของฮินาตะ โชโย  สีหน้าแบบนั้นที่หลายต่อหลายครั้งทำให้เขารู้สึกว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้น    สายตาก้มลงมองสองมือที่ยกขึ้นมา   สองมือที่ใช้พิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้คิดอะไรกับฮินาตะเลยสักนิด…

 

….แล้วทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ…..

 

พยากรณ์อากาศบอกว่าหน้าร้อนนี้ จะมีฝนตกเป็นบางวัน..  วันก่อนวันยังไม่ตก  วันนี้มันอาจจะตกก็เป็นได้…  ขณะที่เมฆบนฟ้าเริ่มตั้งเค้าตามคำพยากรณ์อากาศ   รุ่นพี่ตัวสูงมือหนึ่งของชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะก็ปรากฏตัวขึ้นเดินมองซ้ายมองขวา  กึ่งเดินกึ่งก้มตามหาของบางอย่างที่ทำหาย

 

“หายไปไหนนะ….”   สายตาเพ่งมองตามพื้น   โดยลืมสังเกตรอบตัว  จนกระทั่งชนเข้ากับรูปปั้นเซตเตอร์ปีหนึ่งเข้า

 

“อ่ะ โทษที … เฮือก!!!”   เพียงพริบตาคนตัวใหญ่แต่ใจปลาซิวชอบป็อดก็เปลี่ยนสีหน้าในทันใด    คาเงยามะ โทบิโอะค่อยๆหันหน้ามามองเขาเยี่ยงฉากหนึ่งในหนังสยองขวัญในโรงเรียน

 

ไม่ทันไรความตกใจก็หายไปเพราะสังเกตเห็นอย่างอื่น    “คาเงยามะ ทำไมหน้าซีดแบบนั้น ไม่สบายรึเปล่า???”   อาซาฮีรีบจับไหล่ของรุ่นน้อง   แม้จะรู้สึกสยอง  แต่ใบหน้าที่ซีดเผือกนั้นน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า…

 

รู้สึกเหมือนบางสิ่งในอกมันปริร้าว….

 

เรื่องเข้าใจผิดเรื่องหนึ่งเป็นบ่อเกิดของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น    สีที่ถูกแต่งเติมเข้ามาในสีเดิมทำให้เกิดความแปลกปลอม  มันยิ่งแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ   ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะพัฒนาไปในทิศทางไหน…  ทั้งที่แต่เดิมต่างฝ่ายต่างเป็นส่วนเติมเต็มของกันและกันมาตลอด   คู่หูที่สายสัมพันธ์แข็งแกร่งที่สุด

 

เด็กหนุ่มมัธยมปลายปีหนึ่งทั้งสองคนนั้น

ไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากวอลเลย์บอล

 

ไม่รู้จักเลยว่าความรู้สึกนอกจากคำว่ามิตรภาพนั้นมันเป็นยังไง

 

———————–

Free Talk : เหมือนจะดราม่า แต่เรื่องนี้มันเป็นคอมเมดี้ ฮา ถ้าให้สองคนนี้เข้าใจผิดกันไปเฉยๆ มันจะไม่มีจุดเปลี่ยนดีๆ ก็เลยหาเรื่องแกล้งคาเงยามะให้มากขึ้นอีก (แลดูโหดร้าย)

สองคนนี้เริ่มเหมือนแฮมสเตอร์ที๋โดนสภาพแวดล้อมจับหมุนๆไปในทิศทางที่ไม่รู้จักจากประโยคเดียวของโนะยะซัง ตอนวางพล็อตนี่คิดไว้หลายทางมากว่าสองคนนี้จะมารักกันอีท่าไหนดีหว่า

เรื่องผูกพัน สองคนนี้ผูกพันกันมาจนผิดปกติอยู่แล้ว ทำซึ้งใส่กันก็บ่อยในเนื้อเรื่องจริงๆ ทะเลาะกันก็แล้ว แต่ก็ยิ่งสนิทกันขึ้นไปอีก พอเขียนเป็นฟิคก็เลยเลือกทางนี้ก็แล้วกัน OTL ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เขียนส่วนผสมแบบนี้ด้วย กังวลเหมือนกันว่าจะเป็นยังไงต่อ แต่คาเงฮินะ ก็คือคู่บ๊องล่ะนะ!?

(จะดีเหรอ……..)

 

ปล. จำนวนหน้าที่เขียนใน word ของเรื่องนี้แต่ละตอนค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับแฟนด้อมก่อน  OTL”  แต่ฟิคตั้งต้นของแฟนด้อมใหม่ที่เพิ่งเริ่มเขียนมักจะเป็นแบบนี้ TvT

 
3 ความเห็น

Posted by บน 07/12/2014 in Uncategorized

 

3 responses to “[HQ-Fic] Could you tell me, Who am I? (Kage x Hina ) Chapter 5

  1. zxiuwen

    07/13/2014 at 12:53 AM

    ฮือออววววววววววววว แงงงง555555555555555555555
    อะไรจะคิดเป็นตุเป็นตะขนาดนี้55555 น่ารักค่ะ ฮินาตะบ๊อง กะคาเกยามะบ้าๆ
    เพิ่งอ่านตอนที่สี่วันนี้เอง จู่ๆตอนห้าก็มา ดีใจมากๆ จะรอตอนต่อไปนะคะ!

     
  2. wboo

    07/13/2014 at 9:53 AM

    สนุกมากเลยค่า ลุ้นจนตัวโก่งเลย ว่าไอ้สองคนนี้มันจะรู้ความจริงกันเมื่อไหร่ แล้วจะเริ่มรักกันตอนไหน 555

    รอตอนต่อไปอยู่นะคะ

     
  3. Konekolennie

    07/14/2014 at 4:18 PM

    ทำไมฮินาตะน่ารักอย่างี้ -////- ฮืออ สรุปจะรักกันหรือไม่รักเอาให้แน่นอน
    อย่าต่างคนต่างคิดสิคะ แล้วจะได้รักกันเมื่อไร❤
    คาเกยามะดูหลุดๆแล้วน่ารักมากเลยคะ 5555

    เป็นกำลังใจให้อยู่นะคะะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: