RSS

[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 2

14 ก.ค.

หนึ่งคนจากจรร้านอาหารที่นิวยอร์กมาตั้งรกรากที่กรุงเทพมหานครอันแสนไกล   อีกหนึ่งคนซึ่งมีพันธะในประเทศไทยกลับทำตัวเป็นพลเมืองชั่วคราวรอวันกลับจีนแผ่นดินใหญ่   ความผูกพันในแผ่นดินบ้านเกิดของมารดายังคงมีน้อยนิด ไม่จูงใจให้อยากมาตั้งรกรากทำงานประจำที่นี่ได้

 

ห่างไปจากทำเลที่ตั้งของร้านอาหารมายังห้างสรรพสินค้าจำลองแบบสนามบิน อันมีชื่อว่า Terminal21  การตกแต่งในแต่ละชั้นของห้างสรรพสินค้ามีเอกลักษณ์ของเมืองใหญ่อันมีชื่อเสียง   แต่ฉากที่จะปรากฏต่อไปนี้ไม่ได้อยู่ในชั้นบนๆซึ่งเป็นจุด Shopping และร้านอาหาร  พิกัดของตัวเอกนั้นอยู่ที่ชั้นใต้ดิน

 

ภายใน Gourmet Market  ปรากฏภาพคนหนุ่มแต่งตัวแฟชั่นที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศ  สองมือของผู้ชายที่ดูสะดุดตาคนนั้นคอยเข็นรถตามหลังชายชราคนหนึ่งโดยไม่มีท่าทีรำคาญและเบื่อหน่ายเลยสักนิด     หวัง ฟานหยูกำลังทำหน้าที่ของหลานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

“คิดยังไงถึงออกมาจ่ายตลาดเองน่ะครับ  ปกติน่าจะให้คุณทนายจัดการให้”  ฟานหยูจ้องมองเจ้าสัวเอกนภาที่กำลังเพลิดเพลินกันการเลือกผักกาดขาว

 

“วันนี้อาวิทย์มีธุระ   แล้วอั๊วก็อยากหาของเองด้วย จะให้ลื้อทำให้หน่อย”  เจ้าสัวเอกนภายิ้มบางๆให้กับหลานชายซึ่งเป็นพ่อครัว  ฟังแล้วชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างสงสัย

 

มือเอื้อมไปหยิบผักกาดขาวที่คุณตาเลือกแล้วเลือกเองขึ้นมาถือ   “อากงเกิดอยากทานอะไรขึ้นมาน่ะครับ  เมนูผักกาดขาว?”   ของแบบนี้บอกให้ทำมาจากที่ร้านก็ได้   เจ้าของร้านก็คงไม่ปฏิเสธที่จะทำให้

 

“เมื่อวานอั๊วเพิ่งดูซีรี่ย์เกาหลีจบไป  พระนางดองกิมจิด้วยกันน่าทานจริงๆเลย    อั๊วก็เลยจะหาของให้ฟ้าทำให้อั๊วหน่อย”  ฟังจบแล้วหลานชายชาวจีนเกิดอาการเงียบกริบขึ้นมาทันตาเห็น…

 

ย้อนความทรงจำกลับไปไม่นานนัก  เจ้าสัวเอกนภานั้นมีงานอดิเรกอยู่อย่างหนึ่งนอกจากการกวนหลาน นั่นคือการดูนักร้องเกาหลี  ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ Girl Group ที่คุณตาชื่นชอบมากเพิ่งจะเล่นละคร  เป็นเหตุให้ชายชราติดละครตามไปด้วย…. ผลก็คือนัดหลานชายมาเดินหาอุปกรณ์ทำกิมจินี่ไงล่ะ….

 

นึกย้อนกลับไปแล้วเหนื่อยหน่าย   “ผมทำอาหารเกาหลีไม่เป็นหรอกครับ  ถ้าเอาไปผัดน้ำปลาให้อากงผมทำได้”  ฟานหยูรีบพูดดับฝันและมองหน้าคนแก่ผู้ได้รับอิทธิพลจากละครมาเต็มๆ

 

เจ้าสัวจ้องตาสีเข้มนั้นกลับไป  สายตาช่างเว้าวอน   “อาราฟก็ดองกิมจิไม่ได้เหรอ?”   นึกสภาพพ่อครัวชาวฝรั่งเศสนั่งดองกิมจิคงมิแคล้วโยนทิ้งทั้งไห

 

ฟานหยูจับผักกาดขาวในมือเหี่ยวย่นนำกลับไปไว้ที่เดิม  จากนั้นก็เดินนำไปยังตู้แช่เพื่อหยิบกิมจิสำเร็จรูปขึ้นมา   “อย่าลำบากเลยครับ  เอาแบบสำเร็จรูปไปจะดีกว่า”   ถุงเล็กอีกตะหากเผื่อว่าจะหายเห่อไว…

 

“มันต้องทำเองสิถึงจะมีความหมาย  ลื้อกับอาราฟก็ไปหาวิธีทำให้อั๊วสิ  ทำสิฟ้า..ทำสิ…..”   ดวงตาซึ่งมีริ้วรอยของวัยจับจ้องคล้ายจะล้างสมอง

 

แต่ชายหนุ่มผมดำขลับเลี่ยงที่จะมอง และหันไปหยิบกิมจิสำเร็จรูปวางลงในรถเข็นแทน    “ไม่ล่ะครับ  ถ้าต้องทำกับหมอนั่น  อากงทานผักกาดขาวผัดน้ำปลา หรือว่าแกงจืดเต้าหู้ไปเถอะครับ”  พ่อครัวชาวจีนปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง   ให้จินตนาการภาพผู้ชายสองคนร่วมมือกันทำกิมจิเหมือนอย่างในซีรี่ย์เกาหลีของชายชรา  แค่คิดก็น่าอนาถใจแล้ว

 

เจ้าสัวเอกนภามองกระปุกกิมจิสำเร็จรูปด้วยสายตาไม่พอใจนัก   หลานชายช่างใจแข็งและไม่ยอมอ่อนให้ตามคำขอ   นอกจากเรื่องย้ายมาอยู่เมืองไทย  ตอนนี้หลานชายเริ่มมีเรื่องที่ดื้อกับผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น   หากแต่สิ่งที่สะดุดใจคุณตาผู้ติดเกาหลีคือความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานหลานชาย

 

“ฟ้า ลื้อกับอาราฟทำงานด้วยกันเป็นยังไงบ้าง?”   คำถามซึ่งมักจะถามออกไปเป็นประจำๆเมื่อเห็นหลานชายกลับบ้าน

 

“ก็เหมือนเดิมครับ  นอกเหนือจากเวลางานก็ต่างคนต่างอยู่”   คำตอบและท่าทางอันแสนนิ่งบ่งบอกว่าความสัมพันธ์หมางเมินเป็นปกติ….

 

“ลื้อก็ไม่ใช่คนมนุษยสัมพันธ์แย่นะ  แต่พวกลื้อสนิทกันยากจัง”   คนฝากฝังให้ลองไปร่วมงานถอนหายใจ   แม้หลานชาวจีนจะเป็นคนที่นิ่งมากในเรื่องผู้หญิง….  แต่กับเพื่อนฝูงและครอบครัวถือว่าไม่แย่ขนาดนั้น

 

มนุษยสัมพันธ์มีไว้ใช้กับคนที่น่าคบหาด้วย..

ไม่ใช่เอาไว้ใช้กับคนที่ไม่เหมาะสม….

 

ฟานหยูฟังคำของชายชราแล้วถอนใจอยู่ในใจ   เขาไม่อยากแสดงออกให้อีกฝ่ายสงสัย  ทั้งๆที่เจ้าสัวเอกนภาน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าพ่อครัวชาวฝรั่งเศสเป็นคนแบบไหน  ชายผู้นั้นประหลาดเกินจะเรียกว่าเป็นคนธรรมดาๆได้   การทำอาหารหรือการร่วมรัก   พอสบโอกาสมีจังหวะก็ตีเนียนเข้าใส่เขา…  มันยากที่จะสนิทกันได้  แค่อยู่ในระดับที่ว่าปกติยังยาก

 

“อย่าใส่ใจเลยครับ  ยังไงผมก็ต้องกลับฮ่องกงอยู่ดี”   ดวงตาสีเข้มมองสบตา   งานประจำและภาระหน้าที่อยู่ที่นั่น ไม่ได้อยู่ที่นี่….

 

ได้ยินแบบนั้นแล้วชายแก่หัวใจยังวัยรุ่นก็ทำหน้าประหนึ่งงอน   “ถ้าวันนึงอั๊วป่วยหนัก  ฟ้าก็คงไม่มาเยี่ยมสินะ”  บั้นปลายชีวิตของชายชราก็อยากอยู่กับลูกหลาน…  ลูกสาวก็เสียไปแล้วที่แดนไกล  หลานชายก็ช่างใจดำมองว่าที่นี่ไม่ใช่บ้าน

 

“มันคนละเรื่องกันเลยนะครับ”   ฟานหยูถอนใจเมื่อเห็นคนแก่งอนในเรื่องไม่เป็นเรื่อง    เขายอมรับมรดกที่มอบให้ได้  แต่เขามิได้อยากมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย

 

กระนั้นแล้วคู่สนทนาก็ทำเงียบไม่ยอมตอบ   แล้วยังตอบโต้ด้วยการเอากิมจิสำเร็จรูปไปวางกลับที่ชั้นอีก  พ่อครัวชาวจีนได้แต่มองการกระทำนั้นเงียบๆ    จะเล่นสงครามประสาทก็มีแต่จะแพ้อย่างเดียว   บางทีคืนนี้เขาอาจจะต้องหาวิธีดองกิมจิจากในอินเตอร์เน็ต….

 

ชายร่างโปร่งเดินเข็นรถตามหลังคุณตาต่อไป  ไม่นานนักก็มีเสียงหนึ่งเรียกให้หันมอง   “อ่ะ!   คุณที่ร้านอาหารวันนี้!”    น้ำเสียงอันแสนสดใสและคุ้นหู…

 

เบนสายตาไปพลันแลเห็นร่างของเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาสีขาวกางเกงสเลค   ผมย้อมสีน้ำตาลช็อกโกแลตเข้ากับใบหน้ายิ้มระรื่น   ในมือข้างหนึ่งของฝ่ายนั้นมีถุงสีขาวของร้านขายของแห่งหนึ่ง   ส่วนอีกมือถือตะกร้าซึ่งเต็มไปด้วยถุงมันฝรั่งทอด

 

“เธอ…..  คณากรสินะ”   ฟานหยูลังเลไปครู่หนึ่งเมื่อไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายมีชื่อว่าอะไร   วูบแรกคิดถึงผักคะน้าเพราะออกเสียงใกล้เคียงกัน…

 

ได้ยินเสียงตอบรับจากคนที่ตัวเองเรียก   เชนก็ยิ้มแป้นออกมาอย่างสดใส    “เรียกเชนก็ได้ครับ   ผมจำไม่ผิดคนจริงๆด้วย  คุณพ่อครัวที่เป็นคนจีน  พอไม่ใส่ชุดพ่อครัวแล้วผมลังเลนิดหน่อย”   ฟังแล้วเดาไม่ออกว่าเป็นเจตนาดีหรือไม่ดี  แต่ด้วยสีหน้าคงจะเป็นคำชม…

 

ชายอายุมากกว่ามองดูคนอายุน้อยกว่าตรงหน้าอย่างเรียบเฉย  ครู่หนึ่งคล้ายกับว่าอีกฝ่ายพยายามซ่อนถุงใส่ของที่ถือมาด้วย   รู้สึกสะกิดใจ แต่ยังไม่ทันจะได้ทักก็มีคนเข้ามาแทรกเสียก่อน   “คนรู้จักของลื้อเหรอ?”   เจ้าสัวเอกนภาหยุดเดินและหันมามอง   ช่างน่าแปลกใจที่หลานชายมีเด็กนักศึกษามาทักทายได้

 

“เด็กที่มาสมัครงานที่ร้านน่ะครับ   ราฟาเอลรับไว้แล้ว”   ตาหลานสงบศึกกันชั่วคราวเพราะแขกที่ปรากฏแบบไม่ทันตั้งตัว

 

นักศึกษาทำงานพิเศษมองหน้าผู้ใหญ่สูงอายุกว่าที่เข้ามาร่วมวงสนทนาอีกคน   สองมือรีบยกขึ้นมาไหว้อย่างมีมารยาท   “อ่ะ!  สวัสดีครับ  อ่า… นี่คุณพ่อ?”

 

“อากง..    เอ่อ..   คุณตาของฉัน”   พูดจบรุ่นพี่ของสาวข้างร้านอาหารก็ทำตาเป็นประกายทันที   ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่พลังล้นเหลือจนน่าสงสัยว่าที่บ้านเป็นยังไง….

 

เจ้าสัวเอกนภายิ้มแทนการรับไหว้   แลดูชายสูงวัยจะถูกชะตากับเจ้าหนุ่มนักศึกษาผู้เจิดจ้าคนนี้ไม่น้อย  ความประทับใจแรกไม่เลวร้าย   ทว่าบทสนทนาก็หยุดนิ่งไปทันทีเหมือนตกหลุมอากาศไปชั่วขณะ  เดิมทีหนุ่มชาวจีนก็ไม่ใช่คนชวนคนไม่รู้จักคุยอยู่แล้ว

 

เชนรีบแหวกหลุมอากาศต่อบทสนทนาในทันที    “จะว่าไปผมลืมถามไปเลยครับว่าคุณชื่ออะไร   พ่อครัวอีกคนชื่อราฟาเอลใช่มั้ยครับ  ชื่อเดียวกับร้าน”

 

“ใช่  หมอนั่นชื่อราฟาเอล เอริคเป็นเจ้าของร้าน   ฉันชื่อหวัง ฟานหยู”   ชายหนุ่มตอบกลับไป   อีกฝ่ายได้ยินชื่อภาษาจีนก็ทำหน้าอึนๆอยู่พักหนึ่ง

 

ก่อนที่จะ…..   “งั้นผมเรียกพี่ฟ้านะครับ  เรียกพี่ฟานหยูมันเรียกยากจัง”   หนุ่มนักศึกษายิ้มสดใส  มิได้มองดูหน้าคนฟังเลยว่าเย็นเยียบขนาดไหน…  คงเพราะสีหน้านิ่งเกินไป…

 

……มันเรียกยากตรงไหน?……

 

ดวงตาคมเหลือบมองไปทางอากงผู้เป็นคนเริ่มต้นเรียกคนแรก  บอกเท่าไหร่ก็ไม่เคยจะเปลี่ยนไปเรียกชื่อจีน    คราวนี้มีคนที่สองเพิ่มขึ้นมาอีก  เรียกโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วเขามีชื่อไทยอยู่  และชื่อนั้นคืออะไร… ชื่อที่เขาไม่ชอบเพราะมันเหมือนผู้หญิง…

 

ฟานหยูตั้งท่าจะอ้าปากบอกให้อีกฝ่ายเปลี่ยนคำสรรพนาม   ทว่าอากงซึ่งยืนอยู่ข้างกายเดินไปจับไหล่ของนักศึกษาชาวไทยเสียก่อน   “ลื้อตั้งใจทำงานนะ   สนิทๆกันไว้สมาชิกร้านอาราฟ”   ฝากฝังและให้กำลังใจประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างรวดเร็ว

 

“แน่นอนครับ  ผมจะตั้งใจทำงาน!”   เชนตอบรับคำของชายชราอย่างจริงใจ   รุ่นพี่ของสาวพนักงานคนที่ 0.5 ของร้านช่างเป็นคนดี

 

“ลื้อมีอะไรรึเปล่าน่ะฟ้า?”  อากงผู้ติดซีรี่ย์เกาหลีหันมามองหน้าหลานชาย   คนฟังพูดอะไรไม่ออกนอกจากพูดเสียงเบาๆว่าเปล่าตอบกลับ

 

“งั้นผมไม่รบกวนเวลาครอบครัวพี่ฟ้าแล้วนะครับ  สวัสดีครับ  พรุ่งนี้เจอกันที่ร้าน”   เด็กหนุ่มเห็นสมควรแก่เวลาก็ยกมือไหว้แล้วเดินไปหาขนมของตัวเองต่อ   ดวงตาสีดำขลับจ้องมองแผ่นหลังของฝ่ายนั้น  ดูเหมือนจะซื้อแต่ขนมทานเล่น  ช่างสมกับเป็นวัยรุ่น

 

“เป็นเด็กที่สดใสดีนะ  คนละขั้วกับลื้อกับอาราฟเลย”   เจ้าสัวเอกนภานึกชื่นชมว่าที่เด็กทำงานพิเศษ    รอบตัวของเด็กคนนั้นคล้ายกับมีประกายระยิบระยิบ

 

หลานชายชาวจีนมองตามด้วยสายตานิ่งๆ    “ครับ  คนละขั้วกับผมแล้วก็ราฟาเอลเลย”   รวมไปถึงใบเฟิร์นด้วย    หนุ่มนักศึกษาสดใสสมวัย  เป็นคนธรรมดาๆซึ่งน่าเป็นห่วงว่าจะไม่ทันเกมของพ่อครัวจิตประหลาดอย่างราฟาเอล เอริค  หรือไม่เขาก็ควรห่วงตัวเองที่ต้องอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานชั่วคราวแบบนั้น

 

ดวงตาซึ่งมีรอยตีนกาเบนสายตามาทางพ่อครัวหนุ่มผมดำ    “แล้วลื้อจะทำกิมจิให้อั๊วมั้ย?”  ประเด็นเดิมมันกลับมาใหม่อีกจนได้….

 

ชายหนุ่มซึ่งทำงานในร้านอาหารจีน และทำงานในร้านคาเฟ่ตะวันตกอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาจนได้   “เอาตามที่อากงจะพอใจเถอะครับ”   ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี    ประกาศิตของคนในครอบครัวถือเป็นตาข่ายที่สลัดทิ้งได้ยากเย็น

 

ชายชราผู้หลงใหลในวัฒนธรรมที่มองผ่านนักร้องก้าวเดินอย่างเบิกบานเพื่อไปหยิบผักกาดขาว  ระหว่างนั้นหลานชายก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าจอ Application ค้นหา   คำค้นคือส่วนผสมและวิธีการทำกิมจิ    หากแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่แบบซีรี่ย์เกาหลีหรอกนะ….

 

จานอาหารที่มีรสชาติเพิ่มขึ้นยิ่งทำให้เกิดความกลมกล่อม 

สมาชิกที่เพิ่มขึ้นย่อมดีกับร้านอาหารในหลายๆความหมาย

 

อรุณรุ่งของวันใหม่มาเยือน   เด็กสาวข้างบ้านเดินเข้ามาในร้าน Rafael’s Kitchen ซึ่งยังคงแขวนป้าย Close พลางป้องปากหาว   วันนี้เธอก็มาเยือนร้านด้วยสภาพหน้าสดไร้การเติมแต่ง  ผมมัดหางม้าเข้ากับเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะหนิบสไตล์ Girl Next Door อีกตามเคย

 

ราฟาเอลเดินถือจานสลัด แฮม ไข่ดาว ไส้กรอกออกมาจากในครัว  ชายหนุ่มผิวปากอารมณ์ดี  อีกประมาณชั่วโมงครึ่งจะถึงเวลาเปิดร้าน  ช่วงนี้พนักงานและพ่อครัวจึงมีเวลาว่างทานอาหารเตรียมพลังงานกันก่อน   อาหารเช้าวันนี้ก็แบบ American Breakfast

 

สาวข้างบ้านนั่งลงประจำที่   สายตากวาดมองอาหารเช้าฟรีบนโต๊ะ  “ไม่มีแพนเค้กเหรอ?”  สารอาหารที่อยู่ในแต่ละจานมีแต่โปรตีน ไขมัน เกลือแร่

 

“เดี๋ยวไปทำให้นะ  ทำไว้ก่อนเดี๋ยวมันจะไม่อร่อย”   แพนเค้กจะได้รสชาติที่ดีก็เมื่อทำเสร็จจากเตาใหม่ๆและยังอุ่นอยู่   เปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมสอดใส่  จะต้องทำตอนที่อารมณ์พุ่งขึ้นสูง อารมณ์ร่วมจะยิ่งทำให้ฉากรักเร้าอารมณ์และสนุกสนาน

 

แป้งแพนเค้กสีขาวนวลถูกละเลงด้วยนมสดสีขาวขุ่น..  ตามด้วยไข่ไก่สองฟองสดใหม่  ไข่ขาวและไข่แดงโดนโยนเข้ามาในชามผสม  ไม่ทันตั้งตัวพวกมันก็โดนไม้พายกวนผสมให้กลืนกินเป็นเนื้อเดียวเยี่ยงสองร่างกายที่ได้สอดผสานเป็นหนึ่ง  ค่อยๆกลืนกินทีละเล็กทีละน้อย…  ผสานเข้าด้วยกันตามจังหวะมือที่บรรเลง  ไข่แดงมิอาจทนไหว จำต้องแตกซ่านรวมตัวกับส่วนผสมอื่น

 

แพนเค้กเอ๋ย…  สุดท้ายก็ต้องทอดกายลงบนกระทะ….

 

ยามราฟาเอลบรรเลงบทรักกับแพนเค้ก   ประตูหน้าร้านก็เปิดออกเผยร่างของสมาชิกอีกคนของร้านอาหาร   หวัง ฟานหยูเดินเข้ามาทั้งชุดพ่อครัวสีดำ   วันนี้เขาแต่งตัวมาจากที่บ้านเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอเพื่อนร่วมงานพยายามหาเรื่องแอบมอง

 

“Morning~  มาแล้วเหรอ  วันนี้เธอมาคนสุดท้ายเลยนะ”   พ่อครัวในชุดสีขาวทักทายเพื่อนร่วมงาน   แน่นอนว่าฝ่ายที่ได้รับคำทักไม่ยิ้มตอบ

 

ใบหน้านั้นเพียงแค่มองนิ่งเหมือนอย่างทุกวันและทุกครั้ง    “อรุณสวัสดิ์”  เปล่งตอบตามมารยาทไร้ความรู้สึกพิเศษ   ซ้ำยังตอบรับคำทักทายของใบเฟิร์นอย่างมีอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า

 

“ใจร้ายเสมอต้นเสมอปลาย  แต่ฉันก็ชอบนะ”   คนที่ถูกพูดถึงไม่แม้แต่จะเดินเข้าครัวไปช่วยทอดแพนเค้ก   ตอนเช้าควรจะตักตวงภูมิคุ้มกันเตรียมไว้รับมือสำหรับทั้งวันก่อน…

 

หนุ่มชาวจีนเดินเอากระเป๋าของส่วนตัวขึ้นไปเก็บที่ชั้นสอง   จากนั้นจึงเดินกลับลงมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับสาวข้างบ้านคิ้วหายเพราะไม่ได้แต่งหน้า   ผู้หญิงที่เริ่มไม่แต่งหน้าเมื่อต้องพบหน้ากับผู้ชายบางคน  แสดงว่าเธอชินและไม่สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไงกับหน้าสดของเธอ

 

ใบเฟิร์นตักอาหารแต่ละชิ้นใส่จานให้ชายอายุมากกว่า  ดูแลอย่างดีไม่เหมือนดูแลเจ้าของร้านที่อยู่ในครัว  ยามมือใหญ่ของชายหนุ่มยื่นมารับจาน  เธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง  “คุณฟานหยูไปทำอะไรมาเหรอคะ   มือเป็นรอยสีแดงเลย”   ดวงตาโตมองสำรวจมือของคนตรงหน้า  ช่างคล้ายมือของคนผสมสีทำงานศิลปะ

 

ฟานหยูนิ่งไปครู่หนึ่ง   “ไม่มีอะไรหรอก   ล้างมือบ่อยๆก็จางไปเอง”  ชายหนุ่มเลี่ยงไม่ยอมตอบว่าสาเหตุมาจากอะไร   มันน่าอนาถเกินไปที่จะพูดถึง

 

เขาพลาดเองที่ไม่ได้สวมถุงมือระหว่างคลุกเคล้าทำกิมจิให้ชายชราที่บ้าน   เมื่อวานคือการทำกิมจิครั้งแรกในชีวิต และมันคงเป็นครั้งสุดท้ายด้วย   ยากจะเดาว่ากิมจิที่ทำเอาไว้จะหมดก่อน  หรือความบ้าเห่อซีรี่ย์เกาหลีของอากงจะหมดก่อนกัน  ที่แน่ๆต้องมีอีกคนที่จะได้ลิ้มรส และอาจจะได้พกกลับไปทานที่บ้านด้วย  คนๆนั้นก็คือทนายวิศรุตคนสนิทของเจ้าสัวเอกนภา

 

….เขาไม่คิดว่าทำออกมาอร่อยหรอกนะ แค่พอกินได้….

 

พ่อครัวผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้าเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมด้วยแพนเค้กที่ส่งกลิ่นหอมหวน   เจ้าแป้งดิบพวกนั้นได้ผ่านความร้อนรุ่มจนกลายเป็นแพนเค้กที่สมบูรณ์แบบแล้วทั้งรูปรสกลิ่น  ขาดก็แค่เสียงที่จะได้ยินจากปากคนทาน  ลิ้มรสแล้วจะร้องครางแบบไหน…(?)

 

ชายสูงใหญ่วางจานแพนเค้กลงบนโต๊ะ   ดวงตาสีฟ้าจับจ้องไปทางมือของเพื่อนพ่อครัวในทันที  แลเห็นสีแดงจางๆที่เกิดจากซอสหรือส่วนผสมบางประเภท           “เมื่อคืนดองกิมจิมาเหรอ?”

 

“นายรู้ได้ยังไง?”   ดวงตาสีต่างจากอีกฝ่ายเบนสายตาขึ้นจ้องหน้า    เรียวปากคมแลบเลียริมฝีปากก่อนที่จะคลี่ยิ้มออกมา

 

“ต้องมองออกสิ  มือที่ยังเปื้อนสีจากการทำอาหาร  ก็เหมือนคราบหลงเหลือจากราคะที่ยังติดตัวนั่นล่ะ”   คงมีแค่บางคนที่ใช้ศาสตร์วิชาแบบนี้ได้……

 

ฟานหยูและใบเฟิร์นทำสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก   เด็กสาวหยิบแก้วน้ำส่งให้กับชายข้างๆ  ทั้งคู่สนทนากันประหนึ่งเมื่อครู่นี้ไม่มีคนพูดอะไรทั้งสิ้น   ชายผู้ถูกเมินหาได้น้อยใจไม่   เขานั่งลงเก้าอี้ตรงหน้าของหนุ่มชาวจีนและคอยมองหน้าเพื่อนร่วมงานระหว่างทานอาหาร…

 

ยามนั้นใบเฟิร์นก็เหลือบเห็นใครบางคนด้านนอกร้าน    “พี่เชนมาแล้วล่ะค่ะ”    มือเรียวชี้ออกไปเพื่อให้คนที่เหลือมองตาม

 

ประตูร้านอาหารเปิดออกอีกครั้ง  เผยร่างพนักงานทำงานพิเศษในชุดลำลองที่รีบวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามา   “อรุณสวัสดิ์ครับ!  ผมมาสายรึเปล่า!?”   ผมยังยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้หวีมา…

 

“Morning~  ไม่สายหรอก  ร้านยังไม่เปิดเลย  ยินดีต้อนรับนะเชน”   ราฟาเอลทักทายเพื่อนร่วมคนใหม่แบบสนิทสนม พร้อมกับกวักมือเรียก   คนรีบมาได้ยินแบบนั้นก็โล่งอกมาทำงานวันแรกถ้ามาสายคงดูไม่จืด

 

เชนเดินมาหาที่นั่งตามที่โดนกวักมือเรียก  สองมือเสยผมให้ดูเรียบร้อยแบบลวกๆ   “เมื่อคืนผมนอนดึกไปหน่อย  นาฬิกาปลุกก็เผลอปิด  คิดว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”

 

“เล่นเกมเพลินอีกแล้วเหรอคะพี่เชน?   ดีนะคะที่พี่ไม่ใช่คนหลับลืม  ตื่นทันตลอดเลย ไม่น่าเชื่อจริงๆ”  รุ่นน้องที่คณะพอจะเดาสาเหตุออก   รุ่นพี่ที่ถูกติงหัวเราะร่วน

 

พร้อมกับชี้นิ้วมาที่เหนือเปลือกตาของรุ่นน้อง   “คิ้วเธอหายไปไหนน่ะ?”  จบประโยคมือเรียวรีบยกขึ้นแตะคิ้วที่หายไปของตัวเอง  เธอไม่ได้แต่งหน้า!  และลืมไปเลยว่าวันนี้ไม่ได้มีแค่พวกพ่อครัวประจำร้านอยู่…

 

หนทางในการไปสักคิ้วสามมิติเริ่มแจ่มชัดขึ้นมาทีละนิด…

 

คำพูดของรุ่นพี่รุ่นน้องกลายเป็นข้อมูลใหม่ให้พ่อครัวในชุดสีดำรู้เกี่ยวกับพนักงานใหม่มากขึ้น  แลดูจะเป็นคนติดเกม  ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่สำหรับวัยรุ่นอายุประมาณนี้   ดวงตาสีดำเหลือบมองไปทางชายผมสีทอง   ราฟาเอลไม่ค่อยสนใจนัก  ช่างน่าแปลกใจ….

 

“ทานข้าวเช้ามารึยัง  ไปเอาจานในครัวมาสิ”   เจ้าของร้านยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร  ลูกน้องปนเพื่อนร่วมงานก็ยินดีรับน้ำใจ

 

“ผมทานจานเดียวกับพี่ฟ้าก็ได้ครับ  จะได้ไม่ต้องล้างเพิ่ม  กินเสร็จแล้วนี่ครับ”  เชนชี้มาทางจานที่ว่างเปล่าของหนุ่มชาวจีน   เวลานั้นคนที่เหลือพากันมองมาทางคนหนุ่มสองคนนิ่งงัน…

 

สรรพนามที่เรียกชื่อมันแลดูสนิทสนมและยังแปลก…..

ไม่ใช่ฟานหยู แต่เป็น “ฟ้า”

 

สายตาของใบเฟิร์นและราฟาเอลทำให้ฟานหยูอึดอัดในทันที  และยิ่งอึดอัดที่พนักงานทำงานพิเศษเรียกชื่อนั้นต่อหน้าคนอื่น…   คนอื่นที่ไม่ใช่อากงเรียก  ฟังแล้วมันสะดุดหูบอกไม่ถูก   สรรพนามที่เขาไม่เคยชอบเลยสักครั้ง  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไวกว่าที่คาด

 

“ไปเอาจานใหม่เถอะ  ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น แล้วฉันก็ยังทานไม่เสร็จ”   มือเอื้อมไปตักแพนเค้กมาใส่ในจานเพื่อบอกว่ามื้อเช้ายังไม่เรียบร้อย

 

“เดี๋ยวเฟิร์นพาไปเอาจานนะ”   ใบเฟิร์นลุกขึ้นมานำทางรุ่นพี่   อย่างน้อยจะได้แนะนำก่อนว่าภายในนั้นมีอะไรบ้าง และตรงไหนเป็นที่ต้องห้าม..(?)

 

โต๊ะอาหารที่เคยมี 4 คนเหลือกันแค่ 2 คน  ฟานหยูหั่นแพนเค้กเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆหลายชิ้น  ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของพ่อครัวชาวฝรั่งเศสทั้งหมด   ดวงตาสีฟ้าจ้องทุกอิริยาบทเสียจนน่าอึดอัด    ชายหนุ่มจึงหยุดมือและใช้สายตาจ้องกลับไป

 

“นายมีอะไรข้องใจก็พูดมา  เลิกจ้องเถอะ”   สถานการณ์แบบนี้มันเหมือนคนโดนจับผิด  ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง

 

“ไม่ได้ข้องใจเลย  แค่แปลกใจที่เธอสนิทกับเชนเร็วจัง  ทั้งที่เธอดูไม่ใช่คนสนิทกับใครง่ายๆ”  ชม?   ชมหรือซ้ำเติมตัวเองกันแน่….

 

“สนิท?    ฉันไม่คิดว่าฉันกับเชนสนิทกันแล้วหรอกนะ   แต่อาจจะดีกว่านายก็ได้”   ประโยคหลังเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง   ได้ยินแล้วอารมณ์ดีแปลกๆ….

 

“ฟ้าเหรอ อืม… อืม…. ภาษาไทยนี่น่ารักดีนะ  ไม่ทันคิดว่าเรียกแบบนี้ได้ด้วย”   เป็นคำชมที่คนฟังมีปฏิกิริยามือกระตุกไปวูบหนึ่ง

 

หากต้องมีอีกคนเรียกชื่อนี้  คนๆนั้นต้องไม่ใช่หมอนี่…   “อากงเป็นคนเรียก  ส่วนเชนแค่ไม่ชินกับภาษาจีน”   นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่พูดเรื่องปกติธรรมดาได้นานขนาดนี้…

 

ราฟาเอลเท้าคางจ้องมองใบหน้าอันมีเสน่ห์ของหนุ่มชาวจีน   ใบหน้าของชาวตะวันออกที่แตกต่างกับชาวตะวันตก   ชายหนุ่มมองคล้ายจะกลืนกินคนตรงหน้าแทนข้าวเช้าได้   ณ เวลานี้ถ้าแพนเค้กเข้าปากก็เหมือนกับรับตัวตนของฝ่ายตรงข้ามเข้าไป…..

 

“ฉันก็อยากเรียกเธอว่าฟ้าบ้าง  ดีมั้ยน๊า❤”   ดวงตาคมสีฟ้าขยิบตาให้กับเป้าหมาย   อีกฝ่ายเขม็งมองกลับในทันที

 

“ไม่ต้อง   ฉันไม่อนุญาต”   สายตาของฟานหยูแม้จะนิ่งแต่มีประกายบ่งบอกว่าไม่พอใจ   การโต้ตอบแบบนั้นพาให้คนร้องขอตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย… อาหารแช่แข็งละลายออกเล็กน้อยหรือเปล่า?   ไม่นิ่งเหมือนอย่างที่เป็น

 

กระตุกต่อมแกล้งให้ทำเริ่มทำงานพร้อมกับความคิดเจ้าเล่ห์

 

ราฟาเอลยักคิ้วน่าโยนแพนเค้กไปแปะหน้า   คำปฏิเสธของฟานหยูกระตุ้นความอยากได้สุดๆ  “หือ?   ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันเรียกก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”  ได้ยินแบบนั้นคนฟังชักจะสังหรณ์ใจไม่ดี

 

“ต่อรองเรื่องไม่เป็นเรื่อง”   ปากพูดไปแบบนั้น  หากแต่ในใจของหนุ่มชาวจีนรู้ได้ทันทีว่าตัวเองถูกจับจุดอ่อนได้เสียแล้ว   พลาดจริงๆ….

 

“ใครบอกว่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ฉันว่านี่มันดีมากเลยนะ”   ผู้ชายเจ้าเล่ห์แลบเลียริมฝีปาก   เดาไม่ยากเลยว่าในหัวคิดการต่อรองเอาไว้แล้ว

 

กำแพงความนิ่งที่สร้างเอาไว้จะต้องมาสั่นคลอนด้วยเรื่องบ้าๆอย่างชื่อเรียก?   เรื่องไม่เป็นเรื่องที่น่าจะปล่อยให้เรียกไป  แต่มันทำใจยากกว่าการโดนอีกฝ่ายตีเนียนแทะโลมทางกายและวาจา   หวัง ฟานหยูพลาดแล้วที่ไม่จัดการเรื่องชื่อเรียกของนายคณากรตั้งแต่เมื่อวาน

 

ชื่อไทยที่ไม่ชอบให้ใครมาเรียก….

 

ฟานหยูถอนหายใจให้กับความผิดพลาดของตัวเอง    “นายจะต่อรองอะไรถ้าฉันไม่ยอมให้นายเรียก”  พูดจบมือใหญ่ของชายฝรั่งเศสก็เอื้อมมาจับมือทันที… เนียนได้อีก….

 

“นั่นสินะอะไรดี  อะไรที่คุ้มๆหน่อย”  ราฟาเอลยิ้มระรื่นเมื่อได้ถือไพ่เหนือกว่า   เวลานี้อาหารแช่แข็งจะละลายก็อยู่แค่เอื้อมจับเข้าไมโครเวฟอุ่นเท่านั้นเอง

 

แลเห็นสายตาฝ่ายตรงข้าม   ผสานกับเหตุการณ์ที่เคยผ่านๆมาแต่ละเรื่อง   ข้อเสนอของราฟาเอล เอริคคงเดาได้ไม่ยาก    คิดดังนั้นแล้วหนุ่มจีนก็ปัดมือนั้นออกจากมือตัวเองเบาๆ   “เสียใจด้วยนะ  แต่นายคงได้แค่จับมือเท่านั้น”   ดักทางเอาไว้ก่อน

 

“ว๊า…..ไม่ได้รู้ซะทีว่าอาหารแช่แข็งจานนี้รสชาติเป็นยังไง❤”   ชายผมทองถือโอกาสดึงมือของพ่อครัวเข้ามาใกล้ริมฝีปาก    หากแต่มันไม่ใช่การสัมผัสเรียวปาก  แต่เป็นการใช้ลิ้นแลบเลียมือที่สะอาดสะอ้านซึ่งต้องใช้ทำครัวของอีกฝ่าย   เย้ายวนและเจ้าเล่ห์    คล้ายกับท้าทายให้รับปากในข้อตกลงที่ยังว่างเปล่า….

 

ฟานหยูหยิบกระดาษชำระมาเช็ดมือของตัวเองด้วยสายตาที่เรียบเฉย   แต่ภาพนั้นกระแทกเข้าเต็มตาวัยรุ่นวัย 20 ต้นๆเข้าอย่างจัง    “เอ่อ………..”

 

ผู้ชายสองคนนั่งจับมือทำอะไรกันที่โต๊ะอาหาร

ฉากของการเล้าโลมเชิญชวนอีโรติกนี่มันคือ….?

 

หนุ่มสาวชาวคณะบัญชีมหาวิทยาลัยชื่อดังยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าห้องครัว   นางสาวใบเฟิร์นอ้าปากค้างไม่กลัวว่าแมลงวันจะบินเข้า   ผิดกับนายคณากรที่ยืนกระพริบตาปริบๆคล้ายกับกำลังประเมินผลภาพที่เห็น  พ่อครัวสองคนของร้านกำลังทำอะไรกัน..?

 

ทันทีที่ตั้งตัวตั้งสติได้   ใบหน้าน่ารักไร้การเติมแต่งของเด็กสาวก็รีบตวัดมองหน้าของรุ่นพี่ในทันที   “พี่เชน  สองคนนั้นเค้าไม่ได้เป็นอะไรแบบที่…เอ่อ…แบบ….”   พนักงานสาวรีบแก้ต่างแทนคนรู้จัก   เธอจะปล่อยให้ภาพพจน์ของหวัง ฟานหยูโดนทำลายด้วยน้ำมือของพ่อครัวประหลาดไม่ได้! …..เอ๊ะ?

 

“ทำไมเหรอ?”   เชนมองหน้ารุ่นน้องอย่างงงๆก่อนที่จะเดินเอาจานของตัวเองไปวางบนโต๊ะ   พ่อครัวทั้งสองยังไม่ทันจะพูดอะไร   หนุ่มนักศึกษาก็ชี้นิ้วมาทางมือของฟานหยู

 

“สีติดมือเลียแล้วไม่จางหรอกครับ   ต้องใช้น้ำมะนาว แม่ผมเคยบอกไว้  เดี๋ยวผมไปคั้นให้”    เชนเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อตามหามะนาว   ปฏิกิริยาตอบรับของหนุ่มนักศึกษาช่างชวนให้คนที่เหลืออึ้ง…  ไม่คิดอะไรกับภาพที่เห็นเมื่อครู่เลยเหรอ?

 

…..นี่คือคนมองโลกในแง่ดีระดับสุดยอด…..

 

การตอบรับอันน่าเหลือเชื่อของนายคณากร บุญพิทักษ์ช่างน่าทึ่ง    ผู้ชายคนหนึ่งเลียมืออีกคนหนึ่ง  แทนที่จะมองว่ามันเป็นฉากอีโรติก  เจ้าตัวกลับมองว่าเป็นการหยอกล้อกันของเพื่อนผู้ชายธรรมด๊าธรรมดา…   คงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าหนุ่มบัญชีคนนี้จะไม่รู้ตัวว่าตัวเองโดนเกย์จีบ…   ถ้าเคยมีมาจีบล่ะนะ….

 

พ่อครัวผมสีทองหันไปยิ้มให้เด็กสาวข้างบ้าน    “รุ่นพี่ของเฟิร์น  เป็นคนที่น่าสนใจดีนะ”  รู้สึกชื่นชมจากใจจริง น่าประทับใจมาก….

 

“อ่ะ…ค่ะ….พี่เชนก็เป็นคนแบบนั้นแหละค่ะ….”คนธรรมดาที่แข็งแกร่งที่สุด(?)   มีภูมิต้านทานความผิดปกติ เพราะสัมผัสไม่ได้ว่ามันผิดปกติ….

 

ราฟาเอลหัวเราะร่วนอารมณ์ดี  ผิดกับคนถูกกระทำที่วางมือจากการทานอาหาร   เหนื่อยใจขึ้นมาทันตาเห็น  เป็นการทำงานที่เหนื่อยกว่าทำงานในภัตตาคารใหญ่ที่แสนยุ่งวุ่นวาย   แล้วชายหนุ่มก็โยนกระดาษชำระที่ใช้แล้วลงในถังขยะ

 

ดวงตาสีดำจ้องไปทางคนตรงหน้าเพื่อสานต่อเรื่องที่คุยกันยังไม่จบ    “แล้วสรุปว่านายต้องการอะไร?”  ถ้าเป็นเรื่องในมุ้ง…  คงต้องใช้ความรุนแรงแทนการนิ่ง?

 

“ต้องการอะไรน่ะเหรอ?”   ราฟาเอลย้อนถามด้วยรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้    ยิ้มกรุ่มกริ่มจนเด็กสาวประกอบฉากรู้สึกหวั่นใจแทนคนโดนต่อรอง

 

ฟานหยูหรี่ตามองแทนการใช้คำพูดถามย้ำ  ณ จุดๆนี้ไม่มีอะไรให้ตกใจเกี่ยวกับอีกฝ่ายแล้วล่ะ   แล้วใบหน้าคมของคนที่หลอกล่อความสนใจได้ก็มองกลับมา           “เรียกฉันว่าราฟ   ไม่ให้เรียกราฟาเอลแบบเดิมแล้ว”

 

การเรียกชื่อเล่นที่ทำให้เกิดความสนิทสนม

 

ข้อต่อรองอันแสนเรียบง่ายสุดแสนธรรมดานอกจากจะทำให้หวัง ฟานหยูนิ่งอึ้ง  ยังทำให้ใบเฟิร์นที่อยู่แถวนั้นอึ้งไปด้วย   ฉากนี้ราวกับฉากกุ๊กกิ๊กในละครเลยทีเดียว   วันอื่นๆครัวราฟาเอลจะมีสภาพเหมือนฉากอีโรติก  แต่วันนี้มันเปลี่ยนเป็นหวานแหวว(?)

 

“แค่นั้น?”   ชายซึ่งนิ่งเกินไปถามกลับ  ทั้งที่คิดว่าจะไม่แปลกใจอะไรกับคำขอของฝ่ายตรงข้ามแล้ว  สุดท้ายก็แปลกใจอีกจนได้

 

“แหมๆ  ฉันไม่ได้จะชวนเธอขึ้นเตียงเพราะเรื่องแค่นี้ซักหน่อย”    ชายหนุ่มผมทองผิวปากยียวน   อยู่ในครัวด้วยกันทุกวันก็เหมือนยืนอยู่ในห้องนอนเดียวกันอยู่แล้ว

 

“ถ้าชวนเพราะเรื่องแค่นี้ ฉันก็มีทางจัดการนายอยู่เหมือนกัน”  พูดจบราฟาเอลก็หัวเราะออกมา   ถึงแม้จะเป็นผู้ชายหื่นๆ  กระนั้นก็ยังหื่นแบบมีศิลปะไม่ได้เรี่ยราดขนาดนั้น  (ล่ะมั้ง)

 

“ลองเรียกว่าราฟสิ?”   ชายผมทองเท้าคางมอง  ดวงตาสีดำและสีฟ้าต่างจ้องมองหน้ากันเอง   ไม่มีการหลบเลี่ยง ไม่มีความประหม่า

 

ฟานหยูตอบกลับทันที   “ยังไม่ใช่ตอนนี้”   ได้ยินแบบนั้นพ่อครัวชุดขาวก็ผิวปากด้วยความเสียดาย   โดยปกติคนตรงหน้าก็ไม่ค่อยเรียกชื่ออยู่แล้ว

 

“ไม่เรียกจริงน่ะ?  งั้นฉันจะเรียกเธอว่าฟ้านะ?”   ราฟาเอลเอียงคอมอง    แน่นอนว่าฟานหยูก็เงียบใส่และลงมือทานมื้อเช้าต่อประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อเลี่ยงการโต้คารม

 

“หรือซาลาเปาแช่แข็งจะมีไส้แบบไทยๆอยู่น๊า❤  คุณเอกนภาไม่ได้แค่เรียกง่ายๆ  แต่เธอมีชื่อไทยจริงๆใช่รึเปล่า?” ก็ยังคงไม่ได้คำตอบนอกจากความเงียบงัน….

 

สาวข้างบ้านยืนมองดูพ่อครัวทั้งสองซึ่งแต่งตัวคนละโทนสี  คนหนึ่งสีขาว คนหนึ่งสีดำ  ลักษณะนิสัยของทั้งสองคนต่างกันคนละขั้ว  หากแต่เป็นคนขาดๆเกินๆเหมือนกัน   และถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ได้สนิทสนมเป็นเพื่อนกัน  แต่คำพูดที่โต้คารมกัน  คนที่ได้ยินกลับคิดว่ามันเข้ากันได้ดี เพราะว่าความแตกต่างนี่ล่ะ

 

หรือนี่คือวัฒนธรรมความสนิทสนมของผู้ชายสมัยใหม่?

 

รุ่นพี่ในคณะเดินกลับมาพร้อมกับชามใส่น้ำมะนาว    เขาเห็นใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางอยู่ในสภาพว่างเปล่าก็สงสัย   “มีอะไรเหรอ?”

 

“เปล่าค่ะ   แค่กำลังคิดว่าผู้หญิงยังจำเป็นอยู่ไหม?”   คำตอบที่ไร้อารมณ์ของรุ่นน้องซึ่งมีแฟนอยู่แล้วพาให้คนฟังเบิกตาโต

 

“จำเป็นสิ  หมายความว่าไงน่ะ? “  คำพูดของชายย้อมผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตชวนให้เธอถอนหายใจ  รุ่นพี่ของเธอช่างไม่เข้าใจสถานการณ์เอาเสียเลย   ก็นี่มันเป็นนิยาย Boy Love ไม่ใช่เหรอ….

 

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ  พี่เชนทำงานที่นี่ต้องมีสติมากๆนะคะ”  ใบเฟิร์นจับไหล่รุ่นพี่และบีบแน่นๆตอกย้ำให้จดจำ   เธอได้แต่หวังว่าผู้ชายธรรมดาๆคนนี้จะไม่โดนดึงเข้าไปในเส้นทางแปลกๆอีกคน  ขอให้บุญพิทักษ์พี่เหมือนกับนามสกุลของพี่นะ….

 

ถ้าเป็นนิยาย Boy Love คาแร็กแบบรุ่นพี่บัญชีคงไม่โดนจับกินหรอก…

เธอคิดว่าแบบนั้นนะ….

 

                นายคณากรสมาชิกใหม่ของร้าน Rafael’s Kitchen มองรุ่นน้องในคณะแบบงงๆ  เขาไม่เข้าใจตื้นลึกอะไรในคำเตือนนั้นเลย  คิดแต่เพียงว่าการทำงานพิเศษต้องมีสติมากกว่าการเรียนอยู่แล้ว   แล้ววันนี้ก็เป็นการเริ่มต้นของการทำงานแบบ 3 Player อย่างที่พ่อครัวชาวฝรั่งเศสได้นิยามเอาไว้…..

 

 

———————-

Free Talk : เชนเหมือนจะเป็นพระรองเลย แต่คาแร็กเตอร์เหมาะจะเป็นเคะของฟาน(?) มากกว่าจะมาช่วยแย่งฟานจากราฟนะ 555 ความสดใสไม่ได้ช่วยให้ร้านครัวราฟาเอลสดใสตาม แล้วบางทีหมอนี่อาจจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างท่คนอื่นคิดก็ได้ (มันมีคนปกติด้วยเหรอ?)

 

เรื่องอายุของตัวละครทั้งสามคน  ราฟ (36)  ฟานหยู (27)  เชน (21)

 
1 ความเห็น

Posted by บน 07/14/2014 in Uncategorized

 

One response to “[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 2

  1. ตป. | S.Luce

    07/18/2014 at 6:24 PM

    อ๊ากกกกกกกกกก ฉากเลียมืออออ
    เชนช่างเป็นซุปเปอร์คนธรรมดาที่มองโลกในแง่ดีได้สุดยอด 555555555

    รู้สึกชอบเชนขึ้นมาเลยค่ะ นี่มันเกิดมาเพื่อเป็นเคะให้ฟานชัดๆ !! ส่วนราฟก็ยังคงรุกต่อไป คราวนี้แพนเค้กโดนพี่อายะกับราฟทำร้ายอ่ะ ต่อไปจะเป็นอะไร หลังจบเรื่องนี้ ยังจะมีอะัไรที่กินได้แล้วไม่คิดลึกอยู่มั้ย 555555

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: