RSS

[HQ-Fic] Could you tell me, Who am I? (Kage x Hina ) Chapter 6

20 ก.ค.

Title : Could you tell me, Who am I?
Fandom : Haikyuu!!
Genre : BL , Comedy
Rating : PG
Pairing : Kageyama x Hinata

——————————————

การทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ดี

แต่ไม่ใช่ทุ่มเทจนไม่รู้จักสิ่งอื่นนอกจากนั้น

 

นอกจากกีฬาแล้วก็ต้องรู้จักเรื่องเรียนและเรื่องอื่นๆไปด้วย

แม้จะเป็นการเรียนรู้อย่างเชื่องช้า

 

แล้วความรู้สึกอย่างอื่นที่อยู่นอกเหนือมิตรภาพล่ะ?

มันเป็นสิ่งที่สมควรเรียนรู้หรือเปล่า?

 

คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดและผิดที่สุด

มันคงขึ้นอยู่กับความสำคัญที่เรามีให้อีกฝ่ายหนึ่งล่ะมั้ง

 

Chapter 6 : เมื่อไม่ได้พูดก็จะสัมผัสได้ถึงความเงียบ

 

            ทุกอย่างที่น่าจะดีขึ้น กลับแลดูถอยหลังกลับไปอีก

 

เวลา 12.00 น. ช่วงเวลาพักเที่ยงของโรงเรียนมัธยมคาราสุโนะ  โรงอาหารนั้นแน่นขนัดไปด้วยเหล่านักเรียนที่เข้ามาแย่งชิงอาหาร  ส่วนนักเรียนที่เตรียมข้าวกล่องมาจากบ้านก็รวมกลุ่มกับเพื่อนฝูงทานอาหารอย่างเป็นสุข  ทางเดินที่เงียบสงัดระหว่างคาบเรียนช่วงเช้ากลับมีคึกคักมีสีสัน

 

บรรยากาศรอบๆมันช่างแตกต่างกับมุมหนึ่งในห้องเรียนม.4 ปานฟ้ากับเหว   เด็กหนุ่มผมสีส้มยุ่งฟูนั่งเกาะหน้าโต๊ะเพื่อนต่างห้องด้วยสีหน้าและแววตาประหนึ่งคนท้องผูก   แม้จะไม่มีคำพูดอะไรให้เจ้าของโต๊ะอึดอัด  กระนั้นก็สร้างความรู้สึกโดนคุกคามใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสึกิชิมะ เคย์ ผู้ซึ่งไม่ชอบรวมกลุ่มกับฮินาตะ โชโยอยู่ดี

 

นับหนึ่งผ่านไป  นับสองผ่านไป  นับสามผ่านไป  ยามากุจิซึ่งนั่งประกอบฉากอยู่ด้วยกันตั้งท่าจะเปิดปากพูด  สึกิชิมะก็เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาเสียก่อน   “วันนี้ไม่รวมฝูงกับราชารึไง?”   เด็กหนุ่มสวมแว่นมองไปยังเจ้าเตี้ยหน้าหงอยตรงหน้า  เห็นแล้วอาหารเที่ยงมันรสชาติกร่อย

 

“ไม่อ่ะ….  ยังไม่อยาก….”    ฮินาตะทำปากยื่น    เห็นแล้วคนโดนคุกคามแบบไร้สาเหตุนึกอยากเอาเกลือไม่ก็พริกป่นมาทา

 

สึกิชิมะถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา  นี่ไม่ใช่เกิดเหตุประหลาดครั้งแรก   แต่ฮินาตะ โชโยมีอาการแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วตะหาก  จู่ๆก็มาขอเกาะกลับบ้านด้วย  วันนี้ก็มาเกาะโต๊ะขอทานข้าวเที่ยงด้วยกันอีก   เพื่อนร่วมทีมวอลเลย์บอลหากไม่โง่ก็ต้องมองออกว่ามีอะไรผิดปกติ…

 

“เห?   หรือว่ายังทะเลาะกันไม่เลิก    จะเลิกคบกันแล้ว?”  ได้ยินแบบนั้นดวงตาสีส้มก็เบี่ยงขึ้นจ้องทะลุแว่นตาคนเย่อหยิ่งทันที

 

“ไม่ได้ทะเลาะกันซักหน่อย   ฉันกับคาเงยามะไม่ได้ทะเลาะกัน!”    ตัวล่อผู้หวังจะเป็นเหมือนยักษ์ใหญ่ตัวจิ๋วรีบส่งเสียงค้าน

 

ไม่ได้ทะเลาะกันแต่หลบหน้ากัน?   แบบนั้นเรียกว่าไม่ได้ทะเลาะกันหรือเปล่า?  ฮินาตะนึกย้อนไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น  พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกัน  ไม่มีปากเสียงอะไรกัน  เพียงแค่ได้ยินความในใจที่ชวนให้ตะลึง หดหู่ ผิดหวัง สะเทือนใจ…  ความรู้สึกของคาเงยามะ โทบิโอะ   เซตเตอร์คนนั้นไม่ได้คิดว่าเขาเป็นเพื่อนเลย…   ฟังแล้วเหมือนเป็นภาระ…

 

                พวกเราไม่ได้เป็นคู่หูกันหรอกเหรอ?

 

“ไม่ได้ทะเลาะกันซักหน่อย……”   เสียงที่สดใสเฉาลงเหมือนใบไม้แห้ง…  น้ำเสียงแผ่วลงอย่างชัดเจน

 

คิดเองก็ยิ่งหดหู่ใจเอง  ใบหน้าของคนซื่อบื้อหมองลงทุกทีๆ   สึกิชิมะและยามากุจิได้แต่มองเงียบๆ   พวกเขาสองคนก็ไม่อาจทานมื้อกลางวันได้แบบสงบเหมือนกัน  อารมณ์ในตอนนี้คล้ายกับทานข้าวเปล่ากับมองแตงกวาดองอย่างนั้นล่ะ

 

“ถ้าพวกนายไม่ได้ทะเลาะกัน  แล้วจะหลบหน้ากันทำไมเล่า”   เพื่อนร่วมชมรมกีฬาซึ่งกระบนใบหน้าเอ่ยถาม   ฟังแล้วแทงใจดำชอบกล

 

ฮินาตะที่สะดุ้งตัวครู่หนึ่งหลุบสายตาลงต่ำ    “ก็……   ก็ไม่รู้เหมือนกัน…..”  คำตอบที่ได้ก็ไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้เลย

 

“นายนี่มันหัวทึบจริงๆ”   คนไม่ได้ร่วมวงทะเลาะด้วยยังรู้ได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน  คงหวังให้เรื่องนี้จบเร็วๆยาก…

 

เด็กหนุ่มคลั่งไคล้วอลเลย์บอลโดนซ้ำเติม  แม้อยากเถียงก็ถึยงไม่ออก   เพราะเขาหัวทึบจริงๆ(?)   คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่มาหาที่พึ่งจากผู้ชายขวางโลกตรงหน้านี้   แต่จะไปพึ่งพาพวกรุ่นพี่มันก็ออกจะ….   แล้วฮินาตะก็ส่งสายตาคล้ายกับต้องการความช่วยเหลืออีก

 

“สึกกี้….”  ยามากุจิใช้ศอกสะกิดเพื่อนที่นั่งเฉยชาไม่สนใจความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมทีม   สายตาของฮินาตะ โชโยเห็นแล้วน้ำย่อยมันไม่อยากทำงานชอบกล….

 

“มองหน้าแบบนั้นมีปัญหาอะไรอีก?”   นักเรียนม.4สวมแว่นตารู้สึกได้ถึงสายตาคุกคามที่ส่งมา   มื้อเที่ยงนี้ช่างไม่สงบสุขเสียเลย…

 

“ฉันลืมเอาข้าวกล่องมา  ขอกินของนายด้วยได้มั้ยสึกิชิมะ…”   ดวงตาสีส้มทอประกายน่าสงสาร    เสียงสัตว์ประหลาดในท้องดังออกมา  เสียงดังฟังชัด…..

 

เรียวปากของสึกิชิมะเหยียดยิ้ม   รอยยิ้มที่เห็นแล้วน่าจะมีความหวัง  แต่…..   “ไม่ได้  ฉันไม่อยากแบ่งข้าวกับสัตว์เซลล์เดียว”    ต่อให้เป็นเพื่อนร่วมทีมอายุเท่ากัน   เด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่ก็ไม่ได้ใจกว้างเหมือนส่วนสูงเลย  ช่างใจร้ายใจดำเสมอต้นเสมอปลาย…

พวกเราไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน

แต่สมองและจิตใจมันช่างหดหู่เหลือเกินที่ได้ยินคำพูดนั้น

 

ในช่วงเวลาเดียวกันด้านบนดาดฟ้าก็มีบรรยากาศที่ไม่แตกต่าง    คาเงยามะ โทบิโอะนั่งพิงหลังรั้วลวดเหล็กพลางมองขึ้นไปยังท้องฟ้าครามด้านบนด้วยสายตาที่เหม่อลอย  นกบินผ่านไปตัวที่หนึ่ง  ตัวที่สอง ตัวที่สาม…   กับข้างในกล่องอาหารไม่ได้ลดลงเลย

 

กระเพาะอาหารคล้ายกับขี้เกียจทำงานแล้วก็ลาไปพักร้อน   ความอยากอาหารเท่ากับศูนย์   ความคิดล่องลอยไปถึงเรื่องเมื่อวานพลางคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมา   ตั้งใจคิดยิ่งกว่าทำข้อสอบ  เพราะหลังทำข้อสอบเสร็จเขาไม่เคยเก็บมันกลับมาคิดใหม่เลย

 

เขาทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ?    สีหน้าแววตาของเจ้าตัวล่อผมสีส้มสดใสถึงได้แลดูหดหู่นัก   ตอนที่เจอกันช่วงเช้า  เห็นหน้าแล้วต่างคนต่างก็เดินหนีกันไปคนละทาง  ไม่ได้ทะเลาะก็เหมือนทะเลาะกันไปแบบที่ไม่รู้สาเหตุ   เรื่องราวยิ่งบานปลายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

 

คาเงยามะยิ่งเหม่อลอย  ข้าวกล่องที่เย็นอยู่แล้วก็ตากลมจนเย็นชืดมากขึ้นทุกที    “ทำไมนั่งอยู่คนเดียวล่ะคาเงยามะ?”   แล้วเสียงคุ้นเคยก็เรียกความสนใจจากเด็กหนุ่มได้

 

เซตเตอร์รุ่นน้องม.4 หันไปเจอเซตเตอร์รุ่นพี่ม.6   รองกัปตันทีมวอลเลย์บอลเห็นรุ่นน้องอยู่คนเดียวก็มีสายตาแปลกใจ    “คุณสึกาวาระ?”   สายตาของคาเงยามะ โทบิโอะดูว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก

 

สึกาวาระเห็นแบบนั้นแล้วจึงเดินเข้ามาใกล้ๆ ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะมาที่ดาดฟ้า  กระนั้นจะเดินกลับลงไปเลยก็คงไม่ดี   “วันนี้นายไม่ได้กินข้าวกับฮินาตะเหรอ?”   ช่างเป็นคำถามที่เสียดแทงใจคนฟังนัก

 

เงาดำอันหดหู่แผ่ออกมาจากร่างกายเด็กหนุ่มผมดำ  คาเงยามะใกล้จะถูกกลืนลงไปในหลุมดำเต็มที   เซตเตอร์รุ่นพี่เห็นสภาพแล้วเหงื่อตก    “ยังไม่คืนดีกับฮินาตะอีกเหรอคาเงยามะ?”   เขาใช้คำพูดนี้ถูกต้องไหมนะ?

 

คาเงยามะเงียบไปครู่ใหญ่  ก่อนจะเริ่มอ้าปากพูดออกมา   “…..เมื่อวานผมทำตามที่คุณสึกาวาระบอกแล้ว  แต่ผลตรงข้ามเลยล่ะครับ…..”

 

คนฟังเลิกคิ้วขึ้น   “ตรงข้ามยังไงเหรอ?”   คำแนะนำที่พูดออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ   ทั้งที่ต้นเรื่องของทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพวกรุ่นพี่

 

“….ตอนนี้ผมรู้สึกว่าทุกอย่างแย่ลง….”  ยามนึกถึงใบหน้าเมื่อวานของฮินาตะ โชโย   หัวใจคล้ายกับโดนบีบอัดด้วยความรู้สึกกระวนกระวายและสับสน

 

เขาพูดอะไรผิด?  เขาทำอะไรผิด?  เขาทำอะไรกระทบใจหมอนั่นเข้าเหรอ?  หรือสิ่งที่เขาพูดออกไปมันทำร้ายจิตใจคนที่แอบชอบเขามากเกินไป?  ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกย่ำแย่จากสีหน้าและแววตาของคู่หู  จากที่พูดคุยกันได้เป็นปกติ  ตอนนี้แค่มองหน้ากันยังทำไม่ได้…  ต่างคนต่างเดินหนี….

 

ไม่มีคนวอแววุ่นวายมันเงียบแบบนี้นี่เอง

 

รองกัปตันแลมองใบหน้าอึมครึมของเด็กหนุ่มตรงหน้า   อารมณ์หดหู่ของอีกฝ่ายแผ่มาถึงอย่างชัดเจน   ทั้งที่มันฟังดูน่าเป็นห่วง  แต่อีกใจหนึ่งสึกาวาระรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องดีๆอยู่เหมือนกัน   ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องวิตกกังวลของคนอื่นก็เถอะ

 

เพราะมันแสดงถึงความสนิทสนมระหว่างคู่หู  พัฒนาการของเด็กหนุ่มสองคนที่ไม่ลงรอยกัน   ดวงตาสีเข้มเห็นใบหน้ากลั้นยิ้มของรุ่นพี่ก็นึกแปลกใจ   “… มีอะไรตลกเหรอครับ?”

 

คุณแม่ของชมรมคลี่ยิ้ม   “เปล่าหรอก  ขำพวกนายด้วย  ขำตัวเองด้วย”   ได้เป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของสองคนนี้อีกแล้วสินะ  พวกเด็กน้อย….

 

“คาเงยามะ  ถ้ายิ่งให้ความสำคัญมาก  ก็ยิ่งกังวลใจมากนะ  เวลาทะเลาะกันน่ะ”    สึกาวาระนึกถึงความรู้สึกในเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น  เรื่องราวของทีมวอลเลย์บอลคาราสุโนะก่อนหน้าที่สมาชิกใหม่จะเข้ามา

 

เหตุการณ์ที่โนะยะกับอาซาฮีมีปากเสียงกันในวันนั้นมันร้ายแรง… ร้ายแรงถึงขั้นความหวังที่เพื่อนร่วมทีมจะกลับมานั้นริบหรี่  แต่ในที่สุดเมื่อทุกคนเข้าใจกันได้  ความสัมพันธ์และความเชื่อใจก็ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นไปอีก  เพราะฉะนั้นแล้วในการทะเลาะกันแต่ละครั้ง..  มันก็อาจจะมีเรื่องดีๆที่ซ่อนอยู่หลังผ่านพ้นไปแล้วก็ได้

 

เซตเตอร์รุ่นน้องตั้งใจฟังคำพูดนั้น   “เรื่องของพวกคุณอาซาฮีน่ะเหรอครับ”   คนถูกถามพยักหน้าตอบแบบเคอะเขินที่พวกรุ่นน้องต้องเข้ามาพัวพันหลังจากนั้นด้วย

 

“เมื่อวานนายบอกว่านายกลัวที่จะไปชอบฮินาตะสินะ”   รุ่นพี่ผมสีอ่อนตั้งคำถาม   ได้ยินแบบนั้นแล้วคนฟังก็นึกย้อนกลับไปยังคำพูดที่ตัวเองพูดเอาไว้…

 

เขาได้ยินมาว่าฮินาตะนั้นชอบเขา  และเขาก็เริ่มกลัวที่จะไปชอบหมอนั่นตอบขึ้นมา เพราะว่าพวกเราเป็นคู่หูอยู่ด้วยกันแทบตลอด  ความรู้สึกมากเกินกว่าเพื่อนมันคงไม่ดีแน่   ทั้งที่คิดแบบนั้น…  พอเกิดเรื่องให้มองหน้ากันไม่ติด   สมองรู้สึกว่างเปล่า….

 

ข้างกายแลดูว่างเปล่ายิ่งกว่า….

คล้ายกับตอนที่มองไปข้างตัวในสนามแล้วไม่มีใครอยู่รับลูกตรงนั้น…

 

“ใช่ครับ ผมกลัวแบบนั้นล่ะ แต่ตอนนี้………”    กลับรู้สึกว่ามีสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า…  บางสิ่งที่นึกถึงแล้วมือมันก็เย็นเยียบ…  จินตนาการได้ถึงความว่างเปล่า…

 

กลัวว่าจะเสียบางอย่างไป…..

 

“เหงาขึ้นมาแล้วล่ะสิที่ไม่มีฮินาตะ ฮ่าๆ”  สึกาวาระพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน    ได้ยินประโยคนั้นแล้วใบหน้าที่บูดบึ้งเป็นปกติของอดีตราชาก็กลายเป็นสีแดงก่ำ

 

“ผมไม่ได้เหงาซักหน่อย!  แค่เจ้าเซ่อนั่นไม่อยู่!”    คำพูดกับใบหน้ามันช่างสวนทางกันเสียจนคนมองขำ   นิ้วชี้มาที่หน้าคล้ายกับต้องการสื่อว่ามันแสดงออกทางสีหน้านะ…

 

คาเงยามะรีบหลบเบี่ยงใบหน้าไปทางอื่น  ปากพูดไปแบบนั้น  แต่ใจจริงมันก็…เหงา?  คำว่าเหงาที่ผุดขึ้นมาในสมองเรียกให้สองมือยกขึ้นมาตบแก้มตัวเองให้ได้สติ     “ก็แค่รู้สึกเงียบๆล่ะครับ  ไม่ได้เหงาซักนิด”   ยิ่งพูดเหมือนยิ่งขุดหลุมฝังตัวเองจนมิด

 

“ไม่เหงาก็ไม่เป็นไร  รีบๆคืนดีกับฮินาตะก็แล้วกัน”  เรียวปากรุ่นพี่คลี่ยิ้มแฝงทั้งความหวังดีและการหยอกล้อไว้ด้วยกัน

 

เด็กหนุ่มที่ได้รับคำปรึกษาไม่ตอบอะไรมากกว่าไปกว่านี้   “คุณสึกาวาระพูดจาน่าเชื่อถือเหมือนมีประสบการณ์เลยนะครับ”

 

“ฮ่ะ? เปล่าๆๆๆ ประสบการณ์อะไรไม่มีหรอก!”  รุ่นพี่ผู้มากประสบการณ์ใบหน้าเป็นสีแดงก่ำเมื่อโดนชม(?)  สองมือปัดไปมาแลดูมีพิรุท    ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่เชื่อ  แต่เพราะคู่สนทนาเป็นคาเงยามะ โทบิโอะ  เด็กหนุ่มม.6ผมสีอ่อนจึงรอดมาได้  เมื่ออีกฝ่ายนั่งเงียบเพื่อใช้ความคิดในเรื่องของตัวเอง

 

ก่อนที่จะหันไปหารุ่นพี่ด้วยความสงสัย   “ผมก็ลืมถาม  มาทำอะไรที่ดาดฟ้าล่ะครับ?”   จบคำถามรุ่นพี่ม.6ก็นิ่งไปทันที

 

“นั่นน่ะสิ   มัวแต่คุยกับนายเพลินจนลืมไปเลยว่าฉันมาทำอะไร”    ที่ปรึกษากลายเป็นฝ่ายเขินรุ่นน้องแทน  มันช่างน่าอับอายเหลือเกิน….

 

สีดำเป็นสีที่กลืนได้ทุกสี

แต่บางครั้งความรู้สึกหดหู่มันก็ไม่ใช่สีดำไปเสียทั้งหมด

 

ความหดหู่นั้นเป็นสีเทาหมอง  ยังสามารถเติมสีขาวลงไปเพื่อให้มันเจือจางลงไปได้   ปัญหาบางอย่างจึงเป็นเรื่องที่ยังมีทางออก   อีกาที่บินได้ตามธรรมชาติ   ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาทางกลับขึ้นไปบินเหมือนเดิมได้  หลังจากที่มันพักฟื้นปีกของมันเรียบร้อยแล้ว

 

ความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดของคู่หูก็เช่นเดียวกัน  สุดท้ายมันจะต้องกลับมาดีเหมือนเดิม  หากความรู้สึกผูกพันยังคงมีอยู่  และสัมผัสถึงมันได้ก่อนจะสายเกินแก้…

 

เสียงกริ่งบอกหมดเวลาพักเที่ยงดังเตือนให้นักเรียนทุกระดับชั้นกลับไปพร้อมกันที่ห้องเรียนของตัวเอง   โรงอาหารกลับคืนสู่ความสงบหลังสงคราม    ทางเดินและบันไดเกิดการไหลของฝูงชน  สำหรับบางคนคาบเรียนช่วงบ่ายก็เหมือนฉากเริ่มต้นของการนอนกลางวัน  บางคนก็เป็นระฆังเริ่มต้นของการสะสมความรู้เตรียมสอบ

 

และการเตรียมตัวก่อนเข้าห้องเรียนของบางคนก็คือห้องน้ำ   ภายในห้องน้ำชายอันเป็นแดนลี้ลับของเด็กสาว  ฮินาตะ โชโยยืนล้างมือด้วยสบู่ตรงอ่างล้างหน้า  ด้านข้างนั้นมีสึกิชิมะซึ่งกำลังล้างหน้า  และถัดไปเป็นยามากุจิที่ยืนถือแว่นตาและผ้าขนหนู

 

ดวงตาปราศจากเลนส์แว่นของเด็กหนุ่มตัวสูงเหล่มองมาทางวัตถุ(?)สีส้ม    “มาเข้าห้องน้ำก็ต้องตามมาอีก  นายเป็นลูกไก่รึไง”

 

“ฉันปวดฉี่หลังกินข้าว  นายเป็นเจ้าของห้องน้ำเหรอ?”  ฮินาตะโต้ตอบกลับไป  ปากพูดแบบนั้นสึกิชิมะก็รู้สึกว่าตัวเองโดนตามอยู่ดี

 

“สึกกี้เอานี่แว่นตากับผ้า”  เพื่อนนักเรียนใบหน้ามีกระยื่นของจำเป็นให้   จากเดิมที่มีคนตามแค่หนึ่ง  ตอนนี้มีสัตว์เซลล์เดียวตามต้อยๆมาอีกคน….

 

โบราณเขาว่า พระจันทร์และดวงอาทิตย์ไม่อาจขึ้นพร้อมกันได้ฉันใด   สึกิชิมะ เคย์กับฮินาตะ โชโยก็มิอาจเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันได้ฉันนั้น   นี่มันเป็นการฝืนธรรมชาติที่ควรจะเป็น    และนี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเสียด้วย  หรือมันจะใช่?

 

“พวกนายควรจะไปคืนดีกันซะ  ฉันไม่อยากมีสัตว์เซลล์เดียวคอยตามเพราะว่าเหงา   มันเหมือนมีแบคทีเรียตามตัวเลย”   พระจันทร์เริ่มไล่พระอาทิตย์

 

“ฉันไม่ได้เหงาซักหน่อย   ไม่ได้ตามนายตลอดด้วย  ก็แค่เดินมาห้องน้ำที่เดียวกัน”  ปกติก็แค่ไปห้องน้ำกับคาเงยามะ…..ก็แค่นั้นเอง

 

เด็กหนุ่มสวมแว่นถอนหายใจพร้อมกับยักไหล่   ไล่ต้อนคนเซ่อไปก็เท่านั้น   ไม่ยอมรับความจริงหรอก   พระอาทิตย์เห็นท่าทางคล้ายกับเยาะเย้ยของพระจันทร์ก็รีบเดินไปทางประตูห้องน้ำเพื่อแสดงสปิริต!  เขาไม่ได้เหงาหรือเป็นอะไรตามที่อีกฝ่ายบอกนะ!!

 

แต่ยามเมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมาก็ได้ประจันหน้า….

กับคนที่หลบเลี่ยงกันมาตั้งแต่เช้า…..

 

ดวงตาสีส้มกระพริบปริบๆใส่อีกคนที่สูงกว่าซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของประตู   ส่วนดวงตาสีดำเข้มก็จ้องเขม็งนิ่งไม่กระพริบตามาทางเดียวกัน…   มันคือการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง   ในที่สุดก็มาปะหน้าที่ห้องน้ำเดิมๆที่เคยมาด้วยกันนั่นเอง

 

เด็กหนุ่มม.4 ทั้งสองพากันเงียบกริบคล้ายกับลืมปากเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง    สิ่งแรกที่ผุดมาในสมองของทั้งคู่คือควรจะทักอีกฝ่ายไหม…  แต่ทั้งคู่ก็ไม่พูดอะไรออกมา  มัวแต่ยืนอึ้งและทำตัวเป็นก้อนหินอยู่หน้าประตูห้องน้ำชายอย่างนั้นแหละ….

 

“คนอื่นจะเข้าจะออก  อย่ายืนขวางสิ”   ตัวละครสมทบสวมแว่นตาและเพื่อนข้างกายเดินมาหยุดด้านหลังของเจ้าคนบื้อผมสีส้ม   มือจะจับประตูห้องน้ำค้างไปถึงไหน…

 

เมื่อเห็นตัวเอกผมสีดำ  สึกิชิมะก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น   สัตว์เซลล์เดียวทั้งคู่เลย  ทำหน้าแบบเดียวกันเปี๊ยบ   “จะพูดอะไรกันก็รีบพูด   มีคนจะเข้าห้องน้ำอีก”  ช่างสงสารคนที่อยากเข้าห้องน้ำตอนนี้….

 

ทั้งคาเงยามะและฮินาตะต่างอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก   อดีตราชารู้สึกเหมือนยังไม่ทันเตรียมใจก็ต้องมาลงสนามจริงแบบที่ไม่ได้ซ้อม  สิ่งที่ปรึกษากับรุ่นพี่มายังมิทันได้ไตร่ตรอง  โค้ช(?)ก็ส่งมาลงสนามซะแล้ว…  เกิดอาการใบ้กินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก…

 

สิ่งแรกที่ทำจึงเป็นการฉีกยิ้ม   ยิ้มอันน่าสยองที่ทำให้คนมองขนลุกชัน…. “…ไง…..”    อย่ายิ้มเลย…

 

ฝ่ายคู่กรณีที่โดนทำร้ายจิตใจ(?)มาเมื่อวานรู้สึกหลอน  “….วะ…หวัดดี…..คาเงยามะ…”   ทั้งคู่ต่างก็อยากหนี  แต่คนหนึ่งอยากเข้าห้องน้ำ อีกคนก็อยากออกจากห้องน้ำ  แต่ดันไม่มีคนหลบ….

 

สถานการณ์อันแสนอึดอัดนี้ชวนให้คนมองขัดใจเสียเหลือเกิน   เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่  ใยต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ด้วย   “หลีกได้แล้ว  พวกฉันกับคนข้างในจะกลับห้องเรียน”   ผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มจำนวน….

 

ฉับพลันฮินาตะก็อ้าปากพูดอะไรออกมาจนได้   “ซ้อมวันนี้นายไม่ต้องเล่นกับฉันก็ได้นะ ไม่เป็นไร  นายส่งลูกให้คนอื่นก็ได้”   ประโยคนั้นทำให้คนฟังอึ้ง…..

 

….เวลานั้นสมองมันรวน สั่งการอะไรออกไปก็ไม่ทันคิดก่อน…

 

นิ้วชี้ของคนตัวเตี้ยผมสีส้มชี้ไปทางด้านหลัง   มันน่าอึดอัดเกินไปที่ได้รู้ว่าพวกเราไม่ใช่คู่หู   “ฉันให้สึกิชิมะเซตลูกให้ก็ได้  นายไม่ต้องลำบาก”

 

….รู้ตัวอีกทีก็พูดออกไปแล้ว…

 

เวลานั้นนอกจากราชาเจ้าแห่งคอร์ทจะอึ้ง    ก็มีคนอึ้งอีกคนคือคนที่โดนลากเข้าไปยุ่งกับเรื่องบ้าๆอย่างงงๆ   ได้ข่าวว่าคนข้างหลังไม่ใช่เซตเตอร์….   คาเงยามะรู้สึกเหมือนทุกอย่างนิ่งไปทันที   ไม่ได้มองเลยว่าตรงหน้านั้นฮินาตะกับสึกิชิมะกำลังพูดอะไรกันอยู่….

 

“ทำไมต้องเป็นฉัน  ฉันไม่เคยพูดว่าจะช่วย”   เสียงของคนตัวสูงไม่ได้ผ่านเข้าหูทางนี้เลย

 

ครั้งหนึ่งเจ้าเซ่อนี่เคยบอกว่าจะไม่หลับตารับลูกของเขาแล้ว   ตอนนั้นที่มีปากเสียงกัน  มันไม่ได้รู้สึกอย่างนี้…   ตอนนี้พวกเราทะเลาะกันจริงๆแล้วสินะ?   มือข้างขวากำหมัดแน่น…  ดวงตาสีเดียวกับอีกาจ้องไปพร้อมกับสีหน้าเหี้ยมโหด…..

 

“ถ้าจะงี่เง่าขนาดให้มิดเดิลบล็อกเกอร์ส่งลูกให้ก็ตามใจนาย”   คาเงยามะตอบเสียงเข้ม   นอกจากกระทบหนึ่งคน  คนที่โดนลากมาเอี่ยวก็โดนไปด้วย

 

สึกิชิมะยิ้มออกมา  “ก็ดีกว่าเซตเตอร์ที่ถูกทิ้งเนอะราชา~  ”    แทงใจดำคนพูดประโยคก่อนหน้าเข้าอย่างจัง….  ใบหน้าเซตเตอร์คล้ายกับมีเงาดำมาปกคลุม

 

ถูกทิ้ง?  ถูกทิ้ง?  ถูกทิ้ง????    ครั้งหนึ่งที่ส่งลูกไป  ที่ตรงนั้นกลับไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลย….   ถูกจี้ใจดำเข้าอีกที่ตรงนั้นคล้ายกับมีไฟฟ้าสถิตแล่นผ่านศีรษะคนตัวเตี้ยเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนขั้นกลางตรงนั้น    ผมที่ฟูอยู่แล้วเหมือนจะฟูขึ้นอีกแบบไร้สาเหตุ….

 

“หลบได้แล้วเจ้าเซ่อ!!  ฉันจะเข้าห้องน้ำ!”   พูดจบร่างกายของฮินาตะก็ขยับหลบให้โดยอัตโนมัติ…  ความเคยชินช่างน่ากลัวจริงๆ….

 

น่าแปลกใจที่ไม่โดนด่า?  ไม่โดนยื้อ?     ดวงตาสีส้มมองตามหลังเพื่อนสนิทซึ่งเดินผ่านหน้าเขาไปภายในห้องน้ำชาย   ตอนที่เคยพูดว่าจะเลิกหลับตา ตอนนั้นทะเลาะกันเสียยกใหญ่   จู่ๆเขาก็เกิดความคิดที่ว่า… พวกเรามีปากเสียงกันตรงๆจะดีกว่าไหมนะ… น่าอึดอัด…..

 

ฉากหน้าห้องน้ำชายช่างสร้างดราม่าไม่ขึ้นเลย

 

แม้จะสัมผัสได้ว่าบางสิ่งที่หายไปก่อให้เกิดความเหงา   แม้จะสัมผัสได้ว่าสิ่งที่หายไปทำให้รู้ว่ามันแปลก   แทนที่จะเข้าชนกับปัญหานั้น  กลับยิ่งหนีเพียงเพราะไม่ได้เตรียมใจ…   คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็ไม่ได้รู้อะไรเลย…  หากก้าวผ่านมันไปได้จะยิ่งสนิทกันขึ้นไหม?

 

ทั้งที่พวกเราเข้ากันได้ดียิ่งกว่าใคร…

กลับมีอะไรเข้ามาบังไม่ให้เห็นสิ่งที่พวกเราเป็นอยู่….

 

….ทั้งที่พวกเราต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรของตัวเอง…

 

 

 

———————————

Free Talk : ทั้งที่สึกกี้ไม่ใช่พระรอง แต่บทเหมือนจะส่งไปทางนั้นเลย(?) พระรองรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้ช่วยอะไร ก๊ากกกกก หลังจากผ่านอีเวนท์นี้ไปได้แล้ว คงต้องใส่บทหวานๆของราชากับฮินาตะแล้วสินะ ก่อนที่จะยิ่งลงเหว(?)ไปมากกว่านี้

ตอนหน้าก็จะใส่ฉากหวานแล้วล่ะ ก๊ากกก ใกล้แล้ว….

 
4 ความเห็น

Posted by บน 07/20/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[HQ-Fic] Could you tell me, Who am I? (Kage x Hina ) Chapter 6

  1. Konekolennie

    07/21/2014 at 12:23 AM

    กรีดดดดด ;-; ทำไมตอนนี้ยิ่งอ่านยิ่งดราม่าคะ
    มีความรู้สึกบีบมากเลยคะ สงสารทั้งคาเกยามะกับฮินาตะเลย ไม่ได้รู้ตัวเลยนะ ฮินาตะ พูดทำร้ายจิตใจราชาอย่างแรง

    สารภาพว่าน้ำตาเกือบปริ่มคะตอนนี้ Y Y ทะเลาะกันไปเลยน่าจะดีกว่าจริงๆ
    รอคอยบทสวีทหวานของคู่นี้นะคะะ

     
  2. wboo

    07/21/2014 at 3:16 PM

    รุ้สึกเหมือนเรื่องจะยิ่งบานปลาย…

    รีบๆคืนดีกันเร็วๆน้าาาาาา

     
  3. Cloverbie13

    07/24/2014 at 6:48 AM

    ความเข้าใจผิดเป็นบ่อเกิดของปัญหา..
    การไม่พูดกันยิ่งทำให้บานปลาย…
    แต่กับคนไอคิวต่ำสองคนคุยกันไปยิ่งจะทำให้เลวร้าย ถถถถถถถถถถถถ
    เจ็บจริงๆ ปวดจริงๆ บีบจริงจริ๊งงงงงงงงงงงง
    รอตอนต่อไปนะคะ อยากให้หวานๆกันแล้ว ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ

     
  4. maimoi

    07/31/2014 at 10:11 PM

    กรี้ดดดดด ดราม่ามากกกกค่ะTwwwT รอตอนต่อไปค่ะ!! รอฉากหวานน!! ////

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: