RSS

[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 3

05 ส.ค.

การทำงานพิเศษวันแรกของหนุ่มนักศึกษาบัญชีผู้ร่าเริงเป็นไปอย่างสงบ  มันสงบจริงๆ…  เพราะมีเวลานั่งว่างมากกว่าเวลาเดินทำงาน   หลังจากเดินไปเก็บโต๊ะของลูกค้าที่เดินออกไปก่อนหน้านี้เสร็จ  เด็กหนุ่มเสื้อเชิ้ตสีขาว ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลก็กลับมานั่งที่บริเวณแคชเชียร์

 

ดวงตาสีธรรมชาติของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทอดมองเก็บรายละเอียด  สิ่งแรกที่นายคณากร บุญพิทักษ์ พนักงานใหม่ของร้านรู้สึกคือ…   ร้านอาหารแห่งนี้มีลูกค้าบางตาเลยทีเดียว  อีกทั้งลูกค้าส่วนมากก็เป็นผู้หญิง  ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะร้านอาหารที่มีเจ้าของและพนักงานหน้าตาดี   สำหรับร้านค้าหลายแห่ง  พนักงานหน้าดีมันถือว่าเป็นจุดขายทำให้ลูกค้าได้เหมือนกันทั้งชายและหญิง

 

แล้วปัจจัยอะไรทำให้ลูกค้าน้อยกันล่ะ?   หากคิดในมุมมองการตลาดแบบง่ายๆ ด้วยหลัก 4P   ในเรื่องของ Product  ร้านอาหาร Rafael’s Kitchen มีอาหารที่อร่อย  สะอาด สวยงาม วัตถุดิบที่ใช้ก็ดี  ไม่มีข้อติติงอะไรในส่วนนี้เลย   เรื่องของ Price  ราคาก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ทั่วไป  ไม่ถือว่าแพงกว่าหรือต่ำกว่า   เรื่องชอง Place สถานที่ตั้งของร้านอยู่ในย่านเอกมัย  แต่เพราะอยู่ในจุดที่ต้องขับรถหรือนั่งรถประจำทางเข้ามา  ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ามายาก  แต่อย่าดูถูกความพยายามของนักล่าอาหาร   ไม่ว่าจะลึกลับแค่ไหนพวกเขาเหล่านั้นก็หาเจออยู่ดี

 

เพราะฉะนั้นเขาคิดว่าปัจจัยหลักคงจะเป็น Promotion

 

หากใบเฟิร์นซึ่งเป็นรุ่นน้องไม่บอกให้รู้  เขาก็ไม่เคยรู้ว่ามีร้านอาหารแบบนี้ด้วย  และคิดว่ามีอีกหลายคนที่ไม่รู้จัก   ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเขาก็ยังไม่ได้ค้นดีๆเสียด้วยสิ    คิดแล้วมือของนักศึกษาหนุ่มก็หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด Browser ค้นหาข้อมูล

 

“ทำหน้าตาจริงจังเชียว  มีอะไรรึเปล่าคะพี่เชน  ว่างเกินเหรอคะ?”  เสียงหนึ่งดึงความสนใจของเขาเสียก่อน  เธอคือรุ่นน้องสาวที่คุ้นเคย แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ค่อยคุ้นเคยกันเพราะเธอไม่แต่งหน้า

 

“พี่กำลังนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ  แปลกใจนิดๆที่ลูกค้าที่นี่น้อย”   ใบเฟิร์นฟังแล้วมีใบหน้านิ่ง    มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก..

 

ดวงตาใสไร้อายแชโดว์และอายไลเนอร์จ้องมองใบหน้าหนุ่มมองโลกในแง่ดี   “ทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆก็คงเข้าใจเองล่ะค่ะ… ของแบบนี้  เข้าใจเองดีกว่าพูดให้ฟัง…”

 

คณากรฟังสิ่งที่รุ่นน้องพูดก็ยิ่งไม่เข้าใจสถานการณ์ของร้าน Rafael’s Kitchen   มันไม่ได้แย่ถึงขนาดร้านมีแววเจ๊ง  แต่มันควรจะดีได้มากกว่านี้   หรือจะมีเจ้าที่ดุ?   หรือว่าฮวงจุ้ยไม่ดี?   หรือมันจะเป็นปัจจัยในเรื่องเหนือธรรมชาติที่เขาไม่ค่อยรู้เรื่องกันล่ะ?

 

“เชน  เอาซีซาร์สลัดไปเสิร์ฟที่โต๊ะ 3 หน่อย”   ไม่ทันจะได้คิดวิเคราะห์ต่อ   เสียงจากในครัวของเจ้าของร้านก็เรียกให้เขาต้องวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

 

“ครับๆ!”   เด็กหนุ่มผู้ร่าเริงตอบรับและรีบไปยกออเดอร์ตามคำสั่ง   จ้างพนักงานคนเดียว ได้ทั้งคนดูแคชเชียร์  คนเสิร์ฟ  คนเก็บกวาด  คุ้มจริงๆ…

 

ราฟาเอลมองดูพนักงานใหม่ผ่านทางช่องส่งอาหารพลางยิ้ม   เชนรู้สึกได้ว่าดวงตาสีฟ้ามองมาก็มองกลับ  “มีอะไรอีกรึเปล่าครับ   ผมจะได้ยกไปทีเดียว”   ไม่ข้องใจในสายตาที่จับจ้องเลยสักนิด  กลับสนใจเรื่องงานแทน…

 

อีกฝ่ายถามมาแบบนั้น  พ่อครัวผมทองยิ่งยิ้มอย่างมีเลศนัย     “ฝากส่วนหนึ่งของฉันกับฟานด้วยนะ”  มือใหญ่เนียนยื่นสัมผัสมือเด็กเสิร์ฟ

 

คำว่า [ส่วนหนึ่ง]  ที่ออกจากปากของพ่อครัวราฟาเอล   ฟานหยูซึ่งอยู่ในครัวได้ยินเข้าจึงเดินมาสมทบเพื่อแก้ความเข้าใจผิดๆ   “อย่าไปสนใจคำพูดของหมอนี่เลย  ราฟาเอลชอบใช้ภาษาไทยแปลกๆ”    ทำอาหารร่วมกันไม่ได้หมายถึงมีความสัมพันธ์ร่วมกันใดๆทั้งสิ้น

 

ราฟาเอลมิทันได้อ้าพูดตอบ   เด็กหนุ่มชาวไทยก็เป็นฝ่ายตอบเชฟชาวจีนตัดหน้าเสียก่อน  “ไม่เป็นไรครับพี่ฟ้า  ผมเข้าใจนะครับ   อาหารเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของพ่อครัวนี่ครับ”  พ่อครัวทั้งสองเกิดอาการนิ่งเพราะออร่ามองโลกในแง่ดีนั้น

 

พ่อครัวมืออาชีพต้องมีใจใฝ่รักในอาหาร…

มีความตั้งใจที่จะทำอาหารที่เลอค่าที่สุดให้แก่คนที่ได้รับประทาน

 

ถึงแม้เจ้าตัวจะทำอาหารไม่เก่งกาจเท่าคนที่เป็นเชฟมืออาชีพ  และอยู่ในสถานะฝากปากท้องไว้กับพวกร้านอาหาร   นายคณากร บุญพิทักษ์ก็เข้าใจดีว่าอาหารของคนครัวนั้นมีความตั้งใจและความรักผสมผสานรวมอยู่ในนั้นด้วย

 

“ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะเอาไปเสิร์ฟอย่างดี”    ช่างมองโลกในแง่ดีและสดใส  แตกต่างจากผู้ชายดำมืดอย่างราฟาเอล เอริคและอีกสองคนในร้านอย่างแท้จริง….

 

เชนเดินจากไปพร้อมกับอาหารที่เกิดมาจากความเร่าร้อนภายในครัว   เชฟต่างสัญชาติพากันมองตามอย่างเงียบงัน  คนหนึ่งมองตามด้วยสายที่แสนชื่นชมในความสดใส  ส่วนอีกคนมองนิ่งๆก่อนจะเหลือบมองไปทางใบหน้าคมของชายผมสีทองในชุดสีขาว

 

“มองมาด้วยสายตาแบบนั้น  เดี๋ยวฉันก็มีอารมณ์หรอก”   ไม่ใช่แค่ใช้ปากพูด  มือก็ยื่นไปหมายจะแทะโลมซักเล็กซักน้อย

 

ฟานหยูใช้ผ้าเช็ดมือปัดออกไปอย่างแผ่วเบา  “รู้สึกอายเด็กบ้างรึเปล่าน่ะ”  ด้วยอายุของนักศึกษาเมื่อเทียบกับพวกผู้ใหญ่

 

ชายหนุ่มยักไหล่บ่งบอกว่าไม่มีอะไรให้อาย  และไม่รู้จะอายเรื่องอะไร   “ทำไมต้องอายเหรอ?  ฉันก็พูดถูกแล้วนี่  อาหารทุกจาน  เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากการร่วมรักของเธอกับฉัน”  แปลไทยเป็นไทยว่าทำอาหารด้วยกันในครัว…..

 

“ไม่ใช่ทุกจาน”  เสียงทุ้มตอบปฏิเสธกลับเรียบเฉย   หักหาญไม่รักษาน้ำใจ

 

“แต่ก็ใช้ส่วนประกอบจากตู้เย็นเดียวกันทุกจาน”   ราฟาเอลตอบโต้พร้อมกับยักไหล่    ห้องครัว Rafael’s Kitchen นั้นก็เหมือนเตียงนอนเพื่อร่วมรักกับเจ้าของ…

 

พ่อครัวชาวจีนผู้นิ่งเฉยมองใบหน้าระรื่นของอีกฝ่ายครู่หนึ่ง  แล้วเขาก็ละไปทำอย่างอื่นต่อโดยไม่แสดงอาการตอบกลับใดๆ    ทัศนคติสุดโต่งของราฟาเอล เอริคก็เหมือนไม้แก่ที่ดัดยาก  ไม่ควรไปต่อล้อต่อเถียงให้ยืดยาว  ควรจะทำเมินไปอย่างทุกครั้งจะดีกว่า

 

ฝ่ายที่โดนเมินเป็นปกติรีบเดินตามไปเท้าแขนลงที่ไหล่หนุ่มจีนผมสีดำขลับ  “ฟาน   เธอมองไม่เห็นอะไรในตัวเชนเลยเหรอ?”    ดวงตาสีฟ้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเชฟเพื่อนร่วมงาน    สิ่งที่ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสมองเห็นคืออะไร…?

 

ฟานหยูเหลือบสายตาเหล่มองใบหน้ายิ้มแย้มของราฟาเอล   “ฉันมองคนอื่นไม่เหมือนที่นายมองหรอก”   พูดจบก็เรียกเสียงหัวเราะเบาๆออกจากปากผู้ชายที่ไม่อาจเดาความคิดอื่นนอกจากความหื่นได้

 

“นั่นสิน๊า~”  คำพูดของพ่อครัวหนุ่มชาวฝรั่งเศสแลดูมีความนัยที่ยากจะคาดเดา    ความนัยที่เจ้าตัวคนพูดเข้าใจเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

ความร่าเริงสดใสซึ่งแลดูเหมือนเปลือกนอกให้คนทั่วไปเห็น

….แต่สำหรับบางคนกลับมองเห็นลึกไปกว่านั้น….

 

เหมือนดังเช่นเรื่องของการทำอาหาร   วัตถุดิบหนึ่งชิ้นไม่ได้หมายความว่ามีรสชาติเพียงอย่างเดียว  บางอย่างนั้นมีรสชาติที่แฝงอยู่  ซึ่งรสชาติที่ซ่อนอยู่ของวัตถุดิบนั้นจะเปิดเผยออกมาได้ด้วยกรรมวิธีการปรุงที่แตกต่างกัน  ยกตัวอย่างเช่นข้าวสวย  ทานแบบปกติก็คือรสชาติแบบข้าว  แต่หากเคี้ยวไปนานกว่านั้นจะรู้สึกว่ามันหวาน

 

มนุษย์นั้นก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเพียงด้านเดียว….

 

เจ้าวัตถุดิบใหม่ที่โดนโยนเข้ามาในร้านอาหาร Rafael’s Kitchen  เดินตรงไปเสิร์ฟอาหารให้กับสองสาวพนักงานบริษัทซึ่งนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับอุปกรณ์เครื่องเล่นของตัวเอง  คนหนึ่งกดหน้าหา iPad อีกคนหนึ่งก็ก้มหน้าแชทในโทรศัพท์   ทั้งที่มาด้วยกัน แต่ทั้งคู่กลับไม่คุยกัน….

 

“อาหารได้แล้วครับ ซีซาร์สลัด”  นายเชนวางจานอาหารลงกลางโต๊ะ   สิ่งที่ลูกค้าทั้งสองทำคือรีบถ่ายรูป  จากนั้นก็กลับไปนั่งพิมพ์ข้อความในอุปกรณ์ของตัวเองโดยไร้คำพูดต่อกัน…

 

หนุ่มนักศึกษาซึ่งคุ้นชินกับวิถี Social ของสาวๆอยู่แล้วถอนหายใจ   ในมหาวิทยาลัยหรือที่ไหนๆก็มีภาพแบบนี้เกิดขึ้นเต็มไปหมด   มาทานข้าวด้วยกัน  แต่สิ่งที่ทำคือคุยกับคนที่ไม่ได้มาด้วยกัน    ดวงตาสีเข้มจ้องมองอยู่พักหนึ่ง  ในที่สุดก็เปิดปากพูด….

 

“มาทานข้าวด้วยกัน  ก็ควรจะคุยกันนะครับ ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตา”    คำพูดที่หลุดออกจากปากของพนักงานเสิร์ฟดึงให้สองสาวพากันเงยหน้าขึ้นมาจ้อง    รุ่นน้องที่คณะซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันถึงกับสะดุ้งที่รุ่นพี่เข้าไปยุ่งเรื่องของลูกค้า…

 

สองสาวผู้ใช้เวลาไปกับการคุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนตรงหน้าพากันจ้อง  ใบเฟิร์นรู้สึกเสียวสันหลังแทนรุ่นพี่ขึ้นมา  แต่ยังไม่ทันจะโดนสาวด่า  เด็กหนุ่มก็ยิ้มแป้นออกมาเสียก่อน  “เดี๋ยวแบตหมดเร็วนะครับ”

 

คำพูดจากปากคนหวังดีพาให้สาวออฟฟิศ A และ B รู้สึกละอายขึ้นมาหน่อยๆ  พวกเธอพร้อมใจกันมองหน้ากันและกัน  ก่อนจะ….   “งั้นน้องเรียกราฟมาให้หน่อยได้มั้ย?”

 

“ที่นี่ไม่ใช่โฮสคลับหรือบาร์นะครับ  จะให้เรียกเชฟมาคุยเล่นมันก็ไม่ค่อยดี”    นักศึกษาหนุ่มตอบกลับไปอย่างที่ควรจะเป็น  แม้จะสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมลูกค้าจึงรู้จักชื่อของเชฟ  บางทีอาจจะเป็นคนรู้จัก?   แต่มันก็ไม่ถูกไม่ควรเท่าไหร่

 

“เอ๊ะ  อะไรกันน่ะ  คุยโทรศัพท์ก็ไม่ได้  คุยกับคนรู้จักก็ไม่ได้ น้องนี่ยังไง”  ผู้หญิงติดแชทเริ่มชักสีหน้าใส่เด็กละอ่อนกว่า  สถานการณ์เริ่มเหมือนน้ำบนเตาที่ค่อยๆเดือด  รุ่นน้องใบหน้าใสตั้งท่าจะเดินเข้ามาช่วย  แต่….

 

“ไม่เป็นไรหรอกเชน  ฉันชอบคุยกับลูกค้าที่น่ารักอยู่แล้ว   ถ้าได้คุยกันการทานอาหารก็จะยิ่งเร้าอารมณ์”   จู่ๆเชฟผมสีทองก็โผล่มาจากด้านหลัง   มือตวัดกอดคอพนักงานทำงานพิเศษอย่างสนิทสนม

 

ชายชาวไทยซึ่งยังไม่รู้ตัวว่าเกือบจะโดนลูกค้าตบมีสีหน้าสงสัย  “จะทานอาหารต้องบิ๊วอารมณ์ด้วยเหรอครับ?  ไม่ใช่ว่าหิวก็ทานได้?”

 

“การจะมี Sex ต้องมีการเล้าโลมก่อน   จะทานอาหารก็ต้องเล้าโลมให้เบิกทางให้หลอดอาหารก่อน”  ลูกค้าผู้หญิงเคอะเขินกันทั้งคู่   แต่คู่สนทนาของพ่อครัวสุดประหลาดทำหน้าตามึนงงปะติดปะต่อเรื่องไม่ถูก    แลดูเป็นศัพท์เฉพาะของการทำอาหารที่เจ้าตัวไม่เข้าใจ….

 

กระนั้นนายคณากรก็ยิ้มออกมา    “คุณราฟนี่ตลกดีนะครับ เปรียบเทียบได้ล้ำมากเลย  มุขนี้ขำดีครับ”  มันไม่ใช่มุข…

 

“เธอชอบบทรักแบบไหนล่ะเชน  ต่อไปจะได้ทำอาหารช่วงพักให้ถูกใจเธอ”   เชนก็ยังหัวเราะออกมาได้เพราะคิดว่ามันคือมุขตลกอยู่ดี…

 

ยังไม่รู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าประหลาดอีกเหรอ

 

ความคิดนี้ปรากฏขึ้นในใจของใบเฟิร์นที่เฝ้ามองอย่างเงียบงัน   เธอกุมขมับก็แล้ว  บิดร่างกายด้วยความหงุดหงิดก็แล้ว   ร้องตะโกนออกมาแบบไม่มีเสียงก็แล้ว   ใยรุ่นพี่ของเธอจึงเป็นคนดี แสนซื่อ มองโลกโคตรจะดีได้ขนาดนี้  สุดยอดคนธรรมดาที่แข็งแกร่งที่สุดที่หลงมาในร้านครัวราฟาเอล

 

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ?”   ฟานหยูเดินถือจานสเต็กออกมาจากห้องครัวด้วยตัวเอง    ใบเฟิร์นหันไปมองชายหนุ่มพลางถอนหายใจ

 

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณฟาน   ราฟออกมาแก้สถานการณ์ได้ทันพอดี… เฮ้อ….”   หนุ่มชาวจีนฟังแล้วเลิกคิ้ว  ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้น

 

เธอเห็นดวงตาสีดำนั้นยังคงจ้องมอง  เธอจึงรีบปัดมือไปมา   “ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรอกค่ะ  พี่เชนกับลูกค้าแค่คุยกันไม่รู้เรื่องนิดหน่อย”

 

เชฟหนุ่มผมดำมองไปยังที่มา  แค่เห็นเพื่อนร่วมงานกำลังฉอเลาะกับลูกค้าหญิงก็เลิกสนใจ    “งั้นเหรอ  งั้นก็ช่างมันเถอะถ้าไม่มีอะไรร้ายแรง”  พูดจบเขาก็ส่งจานอาหารให้กับเด็กสาวข้างบ้าน  แล้วจึงเดินกลับเข้าห้องครัวไปแบบไม่ใส่ใจอะไรต่อ

 

ใจคอจะไม่ถามรายละเอียดมากกว่านี้หน่อยเหรอ…

 

ร้านอาหารซึ่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนย่อมมีอะไรที่แปลกใหม่เพิ่มขึ้นมาด้วย  รู้ตัวอีกทีเข็มนาฬิกาภายในร้านคาเฟ่ย่านเอกมัยก็หมุนวนตามท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี  ร้านอาหารที่เปิดมาทั้งวันก็ถึงเวลาปิดร้านเสียที  ภารกิจการต้อนรับลูกค้าเป็นอันจบลงเมื่อวางป้าย Close และเริ่มงานสุดท้ายของวัน  นั่นคือการเก็บกวาด

 

เด็กทำงานพิเศษไฟแรงเดินเช็ดถูโต๊ะเสร็จก็ยกเก้าอี้ขึ้นเพื่อจะได้ทำความสะอาดพื้นได้สะดวก   ความขมักเขม้นของคนไฟแรงเป็นที่ชื่นชมของเจ้าของร้านซึ่งยืนมองจากด้านหลังของเคาน์เตอร์   หากเด็กสาวข้างบ้านไม่รับหน้าที่ล้างจาน  ป่านนี้คงได้เห็นนายคณากรแยกร่างไปล้างจานด้วย

 

“เป็นเด็กดีจริงๆเลยนะ  มีชีวิตชีวาเหมือนของที่ให้ความสดชื่น”   ราฟาเอลรับรู้ได้ถึงพลังงานชีวิตของวัยรุ่น   ช่างน่าสงสัยว่าสมัยชายหนุ่มอายุเท่ากับเชน ความใสมีเท่ากันไหม…

 

ใบเฟิร์นเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับทาโลชั่นบนมือทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้แห้งกร้าน  “ไอติมเหรอคะ?  หรือว่าบะหมี่เย็น?”

 

“พูดถึงเก็กฮวยสินะ”  คนเริ่มประเด็นยังไม่ทันตอบ  เสียงพ่อครัวชาวจีนก็ดังเข้ามาแทรก  ภาพดอกไม้สีเหลืองสวยบานสะพรั่ง….  เก็กฮวยหรือ Chrysanthemum tea  เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรดับพิษร้อน แก้ร้อนในชนิดหนึ่ง

 

ฟานหยูเดินลงมาจากชั้นสองหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดลำลองที่สวมใส่มา  ราฟาเอลหันไปยิงกระสุนรักใส่   “สมกับเป็นคนจีน     เดาใจฉันได้ด้วย  สมแล้วที่มี sex ผ่านทางอาหารด้วยกันบ่อยๆ”   แปลไทยเป็นไทยอีกครั้งว่ามันคือการช่วยกันทำอาหาร….

 

ดวงตาสีดำจับจ้องเรียบเฉย   “ถ้าเก็กฮวยใช้ดับอะไรที่มันร้อนเกินไปของนายได้  ก็น่าจะลองต้มให้นายดื่มวันละลิตร”   บางทีลิตรเดียวก็อาจจะไม่พอ

 

“งั้นฉันก็น่าจะเอาพริกไทยให้เธอกินบ่อยๆ   เผื่อจะร้อนรุ่มใส่ฉันขึ้นมาบ้าง”  ภายใต้สายตาที่เรียบเฉยของฟานหยูคล้ายกับมีพายุน้ำแข็ง  ปราการน้ำแข็งอันสูงใหญ่ยิ่งขยายกว้างขึ้นทุกที….

 

ใบเฟิร์นฟังบทสนทนาของสองหนุ่มพลางกลั้นหัวเราะ   บางครั้งสองหนุ่มพูดจากันก็ฟังดูเหมือนเรื่องติดเรทฉายหลังเที่ยงคืน  แต่หลายครั้งที่ฟังการปะทะคารมของคนที่นิสัยแตกต่างกันมากก็สนุกดี   ไม่มีฝ่ายไหนแพ้ชนะอย่างชัดเจน  ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เพราะถ้าโต้คารมกันยาวๆคงไม่มีใครยอมใคร

 

ถ้าเป็นคนรักกันคงจะตีกันตาย(?)

 

“ผมทำความสะอาดเสร็จแล้วครับ”  เชนเดินมารายงานผล   เจ้าของร้านที่คุยหยอกกับเพื่อนเพลินไปหน่อยหันไปมองสำรวจ  ภาพที่เห็นคือโต๊ะเก้าอี้เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน  ตั้งใจทำมากจริงๆ

 

“เฟิร์นต้องดูไว้เป็นตัวอย่างนะ  แต่งงานไปจะได้ไม่โดนแม่แฟนติเอาได้”  ราฟาเอลหันไปบอกสาวข้างบ้านด้วยความหวังดี  แต่คนฟังได้ยินแล้วเคือง…

 

หนุ่มบัญชีวัย 21 ปีหันไปหาพ่อครัวชาวจีนในชุดลำลอง   “พี่ฟ้าจะกลับแล้วเหรอครับ   เดี๋ยวผมออกไปด้วย”  เชนรีบวิ่งไปเอากระเป๋าด้านหลังเคาน์เตอร์

 

คนที่โดนมัดมือชกไปแบบยังไม่ทันได้ตอบมองแบบอึ้งๆ   เรียก [พี่ฟ้า]  จะได้ยินกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่ชินอยู่ดี   ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจ    “งั้นฉันกลับก่อนล่ะ”   ใบหน้าที่เรียบเฉยหันไปลาเพื่อนร่วมงานสองวัย  ไม่กี่วินาทีต่อมาเด็กหนุ่มย้อมผมสีน้ำตาลก็วิ่งมาหยุดข้างๆ

 

“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ  พี่ไปนะเฟิร์น”   เชนยกมือไหว้เจ้าของร้านผมสีทอง  อาจจะทำแบบลวกๆแต่ก็มีมารยาท  เสร็จแล้วก็หันไปโบกมือลารุ่นน้องร่วมคณะที่มหาวิทยาลัย   จากนั้นก็เดินตามหลังเชฟชาวจีนผู้เฉยชาออกนอกประตูร้านไป  ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่สดใสจริงๆ

 

ในร้านเหลือไว้เพียงความเงียบเหงากับคนสองคน  สองคนที่ไม่ลุ้นให้เป็นคู่กันในนิยายเรื่องนี้ได้   เชฟในชุดสีขาวหันไปมองหน้าคนที่เหลืออยู่   “ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนโดนแย่งความรักเลยน๊า~”   ชายหนุ่มผมสีทองแสร้งถอนหายใจทั้งหน้ายิ้มแย้ม  คนหนุ่มนี่เข้ากันได้ง่ายจริงๆ

 

ราฟาเอลพูดออกมาแบบนั้น  ใบเฟิร์นก็หันไปมองหน้า   “ราฟมีความรักให้โดนแย่งด้วยเหรอ?   คุณฟานไม่เคยให้นี่”  คำพูดจากเด็กสาวข้างบ้านช่างโดนใจ  คนฟังไม่โกรธ ซ้ำยังเรียกเสียงหัวเราะขำขันหลุดรอดจากปาก

 

“เอ… หรือฉันต้องเรียกว่าคู่ขาดีนะ   เพราะพวกเราทำอาหารด้วยกันทุกวัน”    หากการทำอาหารในครัวนั่นคือ Sex   ผู้หญิงที่ต้องทนเห็นภาพนั้นบ่อยๆคงจะเป็นคนหื่นกามชอบดูหนังสด…

 

“งั้นราฟคงต้องช่วยตัวเองไปก่อนนะ  ตอนนี้ชักหิว  ขออะไรทานเล่นหน่อยนะคะ”   เด็กสาวใบหน้าใสลูบท้องที่เริ่มร้องของตัวเอง    เธอใช้พลังงานหมดไปกับการล้างจานแล้ว  กลับไปนอนทั้งหิวๆก็คงนอนไม่หลับ  จะต้มมาม่ายามดึกก็จะทำให้หน้าเหี่ยวเร็ว

 

“ทำอะไรดีล่ะ?  หนักๆ หรือเบาๆ   ชอบบทรักแบบไหน?”   ความอยากอาหารในกระเพาะของใบเฟิร์นบรรเทาลงในทันที….  พาลให้นึกถึงประโยคคล้ายๆกันที่อีกฝ่ายใช้ถามรุ่นพี่ของเธอเมื่อตอนกลางวัน

 

“อย่าพูดกับพี่เชนแบบนี้บ่อยๆนะคะ   เดี๋ยวซักวันพี่เชนกลัวแล้วลาออกไป  ยิ่งหาคนมาทำงานยากๆอยู่ด้วย…”   แม้เป็นรุ่นน้องก็ประเมินไม่ได้ว่าฝ่ายนั้นจะมองโลกในแง่ดีได้ถึงระดับไหน   หากเป็นมหาวิทยาลัยก็พอจะเดาได้   แต่ในร้านอาหารแห่งนี้มันเกินลิมิตคนธรรมดาไปเยอะ….

 

“ฉันพูดอะไรผิดงั้นเหรอ  ภาษาไทยของฉันมัน very good นะ”   มันดีเกินไป….  ล้ำลึกชนิดเจ้าของภาษายังต้องตกใจ

 

ใบเฟิร์นหมดแรงจะเตือน  เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเตือน   ราฟาเอลยื่นมือไปขยี้ผมเด็กสาวนักศึกษา   แล้วชายหนุ่มจึงเดินเข้าห้องครัวไปเตรียมออาหารตามคำขอ…..    ถ้าจะต้องกลัวว่ามีคนจะจากร้านแห่งนี้ไป   มันคงไม่ใช่แค่พนักงานพาร์ตไทม์ ..  เพราะยังมีคนอื่นอีกที่ไม่ใช่พนักงานเต็มตัว….

 

การทำงานร่วมกันครั้งนี้จะยาวนานหรือแสนสั้น ยังไม่มีใครรู้

ทั้งตัวเด็กทำงานพิเศษ และเชฟผู้มาจากแดนมังกร…

 

            หน้าร้านอาหารในยามค่ำคืนค่อนข้างมืด   มีเพียงแสงไฟนีออนจากเสาไฟให้แสงสว่างป้องกันโจรผู้ร้าย   แสงดาวธรรมชาติบนท้องฟ้าไม่อาจส่องผ่านลงมาถึงพื้นดินของกรุงเทพมหานคร  กระนั้นเสียงจากถนนใหญ่ก็ยังคึกคักเพราะการจราจรที่แน่นขนัดเป็นปกติ

 

ชายชาวจีนเดินมาหยุดข้างรถยนต์ของตัวเอง   ตั้งท่าจะเปิดประตูรถก็ชะงักมือก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่มที่ออกมาจากร้านพร้อมกัน   ฝ่ายนักศึกษาหนุ่มรู้สึกตัวว่าโดนมองก็หันมามองตอบ  จังหวะความเงียบเกิดขึ้นหลายวินาทีกว่าคนมองจะเอ่ยปาก

 

“นายกลับยังไง   ถ้าเป็นทางผ่าน ฉันจะไปส่งที่บ้าน”     หากไม่ใช่ทางผ่านชายชาวจีนก็ยากที่จะไปส่งเนื่องจากไม่ชินเส้นทางการสัญจรในเมืองหลวงของประเทศไทยนัก   กลางวันว่ายาก  กลางคืนยิ่งยากกว่า

 

“ไม่เป็นไรครับ  ผมขับมอเตอร์ไซด์มา”  เชนชี้ไปทางมอเตอร์ไซด์สีแดงดำซึ่งจอดอยู่ริมฟุตบาทไม่ใกล้ไม่ไกล   มันคือ Yamaha Vino น่ารักน่าชังทีเดียว…  เข้ากับอิมเมจของเด็กหนุ่มมาก

 

“บ้านนายอยู่แถวนี้?”   คำถามของฟานหยูพาให้คนถูกถามมีท่าทีเงอะงะไปครู่หนึ่ง   คล้ายกับจัดการความคิดยังไม่เรียบร้อย

 

“ไม่ถึงกับอยู่แถวนี้หรอกครับ   แต่ก็ไม่ห่างเท่าไหร่  คอนโดผมอยู่แถว….เอ่อ….  รู้จักนานามั้ยครับ?”   ถามออกไปเผื่อคนต่างชาติจะไม่คุ้นเคย

 

แต่มีหรือที่ชายชาวจีนซึ่งมีญาติเป็นคนไทยจะไม่รู้จัก   ยิ่งเป็นชื่อเดียวกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ก็ยิ่งคุ้นเคย   “อยู่คนเดียว?”   ถามคำถามสุดท้ายแล้วเด็กหนุ่มก็ผงกศีรษะตอบ

 

“ไหนๆพี่ฟ้าก็ถามผมเยอะแล้ว  ขอผมถามกลับบ้าง   พี่ฟ้ากับคุณราฟนี่เป็นเพื่อนกันเหรอครับ  เห็นเปิดร้านอาหารด้วยกัน?”    น้ำหนักของคำถามมันเทียบกันไม่ได้เลย..  ฟานหยูถึงกับนิ่งไปพักใหญ่ๆ

 

“เปล่า   พวกเราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน  ร้านนี้ก็ไม่ได้เปิดด้วยกัน”  เป็นคำตอบที่คนถูกพาดพิงมาได้ยินอาจจะใจสลายก็เป็นได้….

 

ดวงตาสีเข้มของชาวเอเชียแบบเดียวกันสังเกตเห็นความงงในสีหน้าของอีกฝ่าย   “อากง…เอ่อ คุณตาของฉันเป็นเจ้าของอาคารนี้    ฉันเลยมาช่วยงานที่นี่ซักพัก”

 

เชนตั้งใจฟังคำอธิบายนั้นอย่างตั้งใจ   คำพูดเหล่านั้นสร้างความประหลาดใจให้เด็กหนุ่มไม่น้อย   “ผมนึกว่าพี่ฟ้ากับคุณราฟเป็นเพื่อนสนิทกันซะอีก   ดูสนิทกันมากเลย”

 

มองตรงไหนว่าสนิทกัน?    นี่คือคำถามที่ปรากฏในใจของหวัง ฟานหยู  แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ถามออกไป   กระทั่งเด็กสาวข้างบ้านก็ยังไม่ได้มองว่าทั้งคูสนิทกัน   ในสายตาของผู้ชายปกติทั่วไปน่าจะมองว่าการกระทำของราฟาเอล เอริคมันไม่ใช่พฤติกรรมที่เอามาใช้กับเพื่อนผู้ชาย…   ควรจะดีใจเสียกว่าที่เด็กหนุ่มผู้มองโลกในแง่ดีมองว่าเป็นเพื่อน  ดีกว่าถูกถามว่าเป็นอย่างอื่น…..

 

“ฉันกับราฟาเอลเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองสัปดาห์  คงเรียกว่าเพื่อนสนิทไม่ได้หรอก”   และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่   เป็นการรักษากำแพงความสัมพันธ์ให้มีระยะห่าง…

 

….เจตนาที่โดนโถมเข้าหา  มันยากจะมองให้เป็นมิตรภาพ…

หากใช่… ก็เป็นการสร้างมิตรภาพที่น่าอึดอัดยิ่งนัก

 

เพื่อนร่วมงานเก่าของราฟาเอล เอริคเป็นคนแบบไหน?   เรื่องนั้นเป็นปริศนาที่เจ้าตัวไม่เคยเล่าออกมาอย่างละเอียดๆ    ต่อให้เล่าออกมาก็เป็นมุมมองของทางฝั่งพ่อครัวฝรั่งเศสด้านเดียว   ไม่ใช่ในมุมมองของเพื่อนร่วมงานเก่า  คนพวกนั้นทนทำงานด้วยกันนานขนาดไหน?   และมีบรรยากาศร่วมกันอย่างไร… ก็คงน่าอึดอัดไม่แพ้กัน…

 

แต่กระนั้นแล้วพ่อครัวสุดประหลาดคนนั้นก็ยังมีแรงดึงดูดให้บางคนหนุนหลัง  คนหนึ่งคือเจ้าสัวเอกนภา   คนที่สองก็คือผู้หญิงปริศนาที่นิวยอร์ก  เธอคนนั้นบอกให้ราฟาเอล เอริคออกเดินทางเพื่อตามหาสิ่งที่จำเป็น   และฝากฝังให้เจ้าสัวเอกนภาจัดการเรื่องธุระที่ตั้งร้านอาหารในประเทศไทยให้

 

แล้วพ่อครัวตาสีฟ้าผู้นั้นค้นหาสิ่งที่ต้องตามหาเจอหรือยัง?

 

ชายหนุ่มชาวจีนตาสีขนกาเชื่อว่าผู้ชายคนนั้นคงมิอาจค้นเจอ   แม้เขาจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรก็ตาม  และคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปสนใจ..   เพียงแค่เผลอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็น่าแปลกใจตัวเองแล้ว   เรื่องของเพื่อนร่วมงานชั่วคราวไม่ใช่เรื่องที่ต้องนำมาใส่ใจ

 

“พี่ฟ้า?   มีอะไรครับจู่ๆก็เงียบไป”    เชนเอ่ยถามพลางยกมือขึ้นมาโบกไหวๆใกล้ใบหน้าของชายหนุ่มอายุมากกว่า 6 ปี

 

“ไม่มีอะไร   แต่นายถามเยอะกว่าที่ฉันถามนายซะอีก”  ฟานหยูบอกให้เด็กหนุ่มรู้ตัว   คนถูกทักรู้ตัวก็หัวเราะเผื่อนๆ  คำถามส่วนตัวอีกตะหาก

 

“แค่สงสัยน่ะครับ  นึกว่าพี่ฟ้ากับคุณราฟเป็นเพื่อนสนิทกัน   ถึงเนื้อถึงตัวเป็นธรรมชาติมาก”  ขอถามอีกครั้งในใจเถอะว่ามองยังไงว่านั่นคือสนิท….    แล้วนั่นคือชม?

 

“นายกลับบ้านเถอะ  ฉันก็จะกลับ”  ชายหนุ่มผมดำเปิดประตูรถของตัวเอง    เชนแม้ยังไม่เข้าใจก็ไม่คิดจะถามเซ้าซี้   รีบยกมือขึ้นไหว้พี่ผู้ชายอายุมากกว่าด้วยรอยยิ้ม

 

“แล้วเจอกันพรุ่งนี้ครับพี่ฟ้า  ขับรถดีๆครับ”    แล้วนายคณากรก็เดินตรงดิ่งไปหารถมอเตอร์ไซด์ Vino ของตัวเอง  แม้จะมืดแล้วก็ไม่ลืมหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวมใส่ตามกฏจราจร

 

ฟานหยูสตาร์ทรถ รอกระทั่งมอเตอร์ไซด์ของหนุ่มนักศึกษาขับออกไป  เมื่อเห็นห่างออกไปถึงระยะหนึ่งจนมั่นใจได้ว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าขับรถกลับบ้านแน่ๆแล้วจึงเลื่อนเกียร์เพื่อขับเคลื่อนรถออกไป…  แล้วการทำงานภายในร้าน Rafael’s Kitchen ของหวัง ฟานหยูก็จบลงไปอีกวันหนึ่ง

 

หากราฟาเอล เอริคเดินทางข้ามฟ้าตามคำบอกให้ตามหาสิ่งที่จำเป็น… 

หวัง ฟานหยู ก็เป็นชายหนุ่มที่ยังไม่ค้นเจอสิ่งที่ตัวเองขาดหายไปเช่นกัน 

 

ทุกๆที่ที่ผู้คนมีกิจกรรมร่วมกัน  ที่นั่นล้วนแต่มีการสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ   แค่มาเจอหน้ากันก็อาจจะรู้จักกันแค่ผิวเผิน  แต่หากทำงานร่วมกัน   ถ้าไม่ใช่การคบหาทางผลประโยชน์  มิตรภาพก็คงผลิบานขึ้นมาได้บ้างในทางใดทางหนึ่ง…   สมาชิกแค่สองจุดห้าคน(?)อาจไม่ช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง  …แต่เมื่อมีมาเพิ่มอีกคน  ความสัมพันธ์ในร้านอาหารก็อาจจะดีขึ้น…

 

อาหารจานหนึ่งมองภายนอกแล้วแลดูสมบูรณ์แบบ  แต่เมื่อลองตักขึ้นมารับประทานกลับรู้สึกว่ายังมีสิ่งที่ขาดหายไป   รสชาตินั้นไม่สมบูรณ์แบบ  รสชาติของวัตถุดิบนั้นโดดเด่นเป็นตัวของตัวเองไม่ผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกัน..  ยังคงเรียกว่าจานอาหารที่สมบูรณ์แบบไม่ได้

 

พ่อครัวบางคนสามารถทำอาหารให้รสเลิศได้

แต่การทำอาหาร  ไม่ใช่ศาสตร์ที่ใช้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตัวเอง

 

            บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยการจราตรที่ติดขัด  รถมอเตอร์ไซด์นั้นมีประโยชน์มากในการลัดเลาะตามช่องทางแคบๆระหว่างตัวรถ   แม้นั่นจะทำให้คนที่นั่งในรถยนต์รู้สึกร้อนๆหนาวๆ  หวั่นใจว่ารถของตัวเองจะโดนขูดขีดเข้าเพราะความไม่เชี่ยวชาญของคนขับหรือเปล่า

 

เด็กหนุ่มสวมหมวกกันน็อกขับขี่ Vino อย่างคล่องแคล่ว   ถนนเส้นทางกลับบ้านเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย  แต่ไม่คุ้นถึงขนาดจะพูดว่าหลับตาขับก็ถึงบ้านได้….    เชนขับมอเตอร์ไซด์แทรกตามช่องว่างระหว่างรถยนต์บนถนน ตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆเพื่อเดินทางกลับบ้านให้ไวที่สุด

 

จนกระทั่งผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมงอย่าง Family Mart ก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่ามีของที่ต้องการจะซื้อ    นายคณากรจึงรีบเบรคกะทันหัน..    โดยที่ไม่ทันระวังว่ามีรถยนต์คันหนึ่งกำลังตามหลังมาด้วยในระยะไม่ห่างกันนัก…

 

….โครม…

 

การเบรคกะทันหันของนักศึกษาหนุ่มก่อให้เกิดอุบัติเหตุ    โชคดีที่รถยนต์ญี่ปุ่น 4 ประตูสีขาวมุกหยุดรถได้ทัน  การปะทะระหว่างด้านหน้ารถยนต์กับล้อหลังรถมอเตอร์ไซด์จึงไม่รุนแรงนัก…  มิฉะนั้นแล้วคนที่จะเจ็บหนักก็คือคนที่เบรคเพราะ Family Mart

 

เชนที่เหวอไปพักหนึ่งตั้งสติได้ก็รีบมองรถคู่กรณี  โชคดีอย่างแรกคือมีแค่มอเตอร์ไซด์เขาและรถคันนั้น  หากมีรถอีกคันตามหลังคงเป็นเรื่องใหญ่     โชคดีที่สองคือไม่มีตำรวจ   โชคดีที่สามคือพวกเขาอยู่ในเลนริมฟุตบาท จึงไม่กีดขวางเส้นทางจราจรให้วุ่นวาย

 

แต่…   ”….ซ…..ซวยจริง…..”  ดวงตาอันหวาดหวั่นของหนุ่มบัญชีปี 3 จ้องไปยังกระโปรงรถเก๋งด้านหลัง   มันไม่ได้บุบสลาย แต่มันก็มีรอยถลอก….   ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจก็เกิดการแลกสีกันไปแล้ว

 

บานประตูรถสีขาวเปิดออก   ขายาวๆของเจ้าของก้าวลงมาจากรถพร้อมกับเดินมาหา    “ได้แผลรึเปล่าครับ?”   เสียงพูดที่สุภาพขับให้คนฟังรู้สึกโล่งอกเมื่อไม่โดนเปิดฉากด่าทอ

 

“ผมไม่เป็นไรเลยครับ  ขอโทษจริงๆครับ!”   สองมือรีบยกขึ้นไหว้เจ้าของรถคู่กรณี   อีกฝ่ายหนึ่งแลดูคล้ายนักธุรกิจด้วยเสื้อสูทสีดำทั้งดำ  ซ้ำยังสวมแว่นตาดูภูมิฐาน

 

ชายผมดำสวมแว่นตามองไปยังจุดที่ปะทะกัน   อาจจะไม่รุนแรง แต่รถยนต์ของชายหนุ่มก็มีรอยถลอก  รถของเขาก็เป็นรอย..   เชนมองพลางภาวนาว่าจะไม่ซวยไปกว่านี้… แต่….   “บางทีคงต้องคุยกันหน่อยนะครับ”   ประโยคนี้ทำใจคนฟังตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม….

 

เขาไม่น่าอยากซื้อ Chocolate Lava เลยจริงๆ…..

 

——————————

Free Talk : ทิ้งท้ายไว้ที่เรื่องของนายเชนกับหนุ่มปริศนาหนึ่งคน (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) แล้วพาร์ตหน้าก็จะเป็นพาร์ตสุดท้ายของบทที่ 3 แล้ว เพราะถ้าซอยออกไปอีกหลายพาร์ตคงไม่ดีแน่ ต่อให้จำนวนหน้าในไฟล์จะออกมาเท่าๆกันทุกบทก็เหอะ

เพิ่งสังเกตว่าตอนนี้ไม่มีทำร้ายอาหารนะเนี่ย ก๊ากกกก แถมฉากสวีท(?)ของราฟกับฟานก็ออกจะน้อยกว่าปกติ … เอ๊ะ? ปกติสองคนนั้นไม่ได้สวีทกันเหรอ ฮา
ปล. เงาพระเอกของราฟมันดูจางๆลงเพราะแสงสว่างส่องใส่สินะ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 08/05/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: