RSS

[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 4

12 ส.ค.

โลกก็เหมือนจานกลมใบหนึ่ง

ที่ไม่ว่าจะเข้าออกร้านอาหารร้านไหน ก็ต้องเจอจานกลมๆอยู่สักใบจนเป็นเรื่องปกติ

 

ณ ร้านอาหาร  Fast Food ยอดนิยมของคนทุกช่วงวัยอย่างร้านแมคโดนัล ตอนนี้มันกลายมาเป็นสถานที่นัดพบอย่างไม่เป็นทางการของคู่กรณีกับผู้ปกครองคนก่อเหตุ  จากด้านหน้าผ่านประตูทางเข้าไปในพื้นที่ส่วน Mc Cafe แลเห็นภาพเด็กหนุ่มนักศึกษาวัย 21 ปีซึ่งเผลอประมาทในการจอดรถจักรยานยนต์นั่งมองแก้ววนิลาเชคแบบกระวนกระวาย  ในขณะที่ชายหนุ่มสวมเสื้อสูทสีดำและแว่นตายกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบด้วยท่าทีสงบไม่รีบร้อน   เด็กและผู้ใหญ่ช่างมีการแสดงออกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

เชนเหลือบมองหน้าผู้ใหญ่ตรงหน้าเป็นระยะๆ  อีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะบ่นหรือแม้แต่เร่งรัดให้นักศึกษาโทรตามผู้ปกครองซ้ำ พฤติกรรมการแสดงออกของฝ่ายตรงข้ามช่างนิ่งและสงบประหนึ่งอาจารย์ห้องปกครองตามโรงเรียนมัธยมก็มิปาน   หากให้เดาเล่นๆฝ่ายตรงข้ามคงจะประกอบอาชีพครูเป็นแน่…  เพราะมันเป็นความนิ่งที่แตกต่างจากพี่ชายที่ได้รู้จัก ณ ร้านอาหารที่ทำงานพิเศษอยู่

 

ความเงียบระหว่างการรอคอยยิ่งชวนให้นายคณากรประเมินคนตรงหน้าเรื่อยเปื่อยเป็นการฆ่าเวลา  ผมสีดำหวีเรียบ แว่นตาสีดำเรียบๆ  สูทสีดำเรียบๆ  ทุกอย่างบนร่างกายของชายหนุ่มไม่ทราบชื่อช่างเรียบร้อยภูมิฐาน กระทั่งรถยนต์ที่เด็กหนุ่มเพิ่งก่อเหตุทำให้มันเกิดรอยก็ยังเป็นสีดำสนิท   หากอีกฝ่ายบอกมาว่าชอบสีดำก็คงไม่น่าแปลกใจ  หรือไม่ก็อาจจะกลับมาจากงานอมงคลบางอย่าง

 

ในที่สุดชายสวมแว่นตาก็เหลือบสายตาขึ้นมองเจ้าเด็กอ่อนวัยกว่าที่เอาแต่จดๆจ้องๆ   “มีอะไรรึเปล่าครับ  หรือว่าผู้ปกครองติดต่อมาแล้ว?”

 

“เปล่าครับๆ  ตอนนี้คงกำลังมา  คงอีกไม่นานหรอกครับ”  เชนกรอกตาไปมาชวนให้สงสัย   คู่กรณีสังเกตพฤติกรรมนั้นเงียบๆ  เจ้าอาการที่เหมือนมีอะไรไม่สะดวกใจและปิดบัง

 

“ถ้ามาเร็วก็จะดีครับ  เป็นเยาวชนกลับบ้านดึกดื่นไม่เป็นผลดีกับการเรียนสักเท่าไหร่”   ชายผมดำสีธรรมชาติยกมือขึ้นขยับแว่น  คำพูดแลดูหวังดีกับอนาคตของชาติอย่างน่าประหลาดใจ…

 

เชนหัวเราะออกมาเบาๆ  เรียวปากระบายยิ้มกว้าง   “ผมกลับดึกได้ครับ  ช่วงนี้ไม่มีเรียน  แล้วที่บ้านก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น”  ข้อมูลเกี่ยวกับคนตรงหน้าซึ่งเดาไว้เล่นๆปรากฏขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ   บางทีอีกฝ่ายอาจจะเป็นคุณพ่อที่เข้มงวดกับลูกตัวเองก็เป็นได้

 

ที่สำคัญแว่นตานี่… ทำให้คนดูดีได้จริงๆ หนุ่มแว่นสินะ

 

ชายในชุดสูทฟังคำพูดนั้นจบก็พยักหน้าตอบรับ  ไม่มีการถามอะไรต่อ  กระทั่งเด็กหนุ่มผู้สดใสอย่างเชนก็ยิ้มค้างพยักหน้าตาม ไม่มีบทสนทนาต่อใดๆ  ต่างคนต่างก็ใช้สายตาจดจ้องอย่างอื่น   สถานการณ์ของทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในสถานะจะมาพูดเล่นสนุกสนานกันเยี่ยงสหายเพิ่งรู้จัก  เพราะนี่คือการเรียกผู้ปกครองมาคุยเรื่องอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากความประมาทของนักศึกษาหนุ่ม

 

หนึ่งนาที สองนาที สามนาที….  สิบห้านาที สี่สิบกว่าวินาที  ในที่สุดบานประตูกระจกของร้าน Fast Food ซึ่งมีลูกค้าหมุนเวียนอยู่ตลอดแม้มืดค่ำก็เปิดออกอีกครั้ง   คราวนี้เผยร่างที่แลดูไม่ใช่ตัวประกอบทั่วไป  หากแต่เป็นชาวต่างชาติผมสีทองตาสีฟ้าร่างกายสูงใหญ่   เสื้อโปโลคอปกกับกางเกงสี่ส่วนแลดูเข้ากับบุคลิกของเจ้าของ    นัยน์ตาสีฟ้านั้นกวาดมองคล้ายกับมองหาใครบางคน

 

จนกระทั่งสายตาของผู้มาเยือนมาหยุดลงที่ส่วนของคาเฟ่ในร้าน   ประจวบเหมาะกับชายหนุ่มในสูทดำหันมาได้จังหวะ   “คุณราฟาเอล?   ไม่นึกว่าพ่อครัวแบบคุณจะมาหา  Fast Food  ทานนะครับ”  รู้สึกแปลกใจที่เจอเจ้าของร้านอาหารในร้านอาหารแบบนี้

 

คิ้วสีอ่อนเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจที่ได้เจอคนรู้จัก  “ว่าไงวิทย์  น่าแปลกใจเหมือนกันนะที่มาเจอเธอในที่แบบนี้”  พ่อครัวหนุ่มทักทายนายวิศรุต เขมตะวัน ทนายของเจ้าสัวเอกนภาอย่างสดใส

 

“ฝ่ายผมตะหากที่ต้องแปลกใจที่เจอคุณ ยิ่งคุณอยู่คนเดียวยิ่งแปลก”  ประโยคประหนึ่งสรรเสริญเรื่องความเจ้าชู้พาให้ราฟาเอลหลุดหัวเราะ

 

“เธอก็พูดเกินไปนะ  แต่ฉันก็ไม่ค่อยอยู่คนเดียวจริงๆนั่นล่ะ  อาหารทำทานคนเดียวมันไม่อร่อย  มันต้องมีคนช่วยชิม  มีคนช่วยแบ่งปันความรู้สึกสุขสม แล้วก็ถามว่ารู้สึกดีรึเปล่า?”  แววตาที่ทอดมองฝ่ายตรงข้ามช่างเหมือนสายตาเชิญชวน   กิจกรรมการทำอาหารและการรับประทาน  สิ่งกระตุ้นให้ยิ่งเลิศรสคือ  [คู่]

 

เฉกเช่นเดียวกับการมีคู่ที่ดีทำให้กิจกรรมบนเตียงสนุกขึ้น

 

บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองในเวลานี้คล้ายกับลืมไปว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย  วิศรุตเพียงแค่พยักหน้าตอบ  แสดงออกว่ารับฟังแล้วแต่ไม่มีความเห็นใดๆ  ถึงแม้จะรับรู้ถึงสายตาที่มีความหมายโดยนัยแอบแฝง  ชายหนุ่มสวมแว่นตาก็ไม่อาจตอบอะไรพ่อครัวเจ้าเล่ห์ได้ในตอนนี้

 

“คนที่นัดไว้มารึยังล่ะครับ?”   หากเดาสุ่มก็คงจะเป็นหญิงสาวสักคนอีกตามเคย

 

พ่อครัวชาวฝรั่งเศสอมยิ้มนิดๆ หลังจากมองคนรู้จัก  พลันสายตาก็ถัดไปยังอีกคนที่อยู่ด้วย สายตาเปลี่ยนเป็นแปลกใจในทันที  “อ่าว  นี่ไงคนที่ฉันจะมาหา”  ราฟาเอลชี้ไปทางเด็กหนุ่มซึ่งนั่งร่วมโต๊ะกับทนายผมสีดำ

 

เชนยกมือไหว้ชายหนุ่มผมสีทอง  การทักทายที่แสดงออกถึงความรู้จักแต่ละฝ่ายต่างทำให้ทนายวิศรุตและเด็กหนุ่มเชนแปลกใจกันเอง  “คุณราฟาเอลรู้จักเด็กคนนี้ด้วยเหรอครับ?”

 

“คุณรู้จักคุณราฟด้วยเหรอครับ?”   ต่างคนต่างถามประโยคที่มีความหมายทางเดียวกัน   พ่อครัวชาวฝรั่งเศสได้ฟังก็ยิ้มและหัวเราะในความบังเอิญเกินไปนี้

 

“แล้วพวกเธอสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ?”  นิ้วชี้ไปทางคนซ้ายทีขวาที  มีอะไรดลใจให้พระเจ้าจัดฉากการพบกันในครั้งนี้เหรอ…

 

กรุงเทพมหานครออกจะกว้างใหญ่ยังอุตส่าห์โคจรมาเจอกันได้อีก

นิยายนี่มันนิยายจริงๆ(?)

 

โต๊ะอาหารที่เคยมีกันแค่สองคน  ยามนี้มีตัวละครเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคน  เด็กหนุ่มที่เงียบผิดวิสัยเริ่มกลับมายิ้มแย้มเป็นปกติเมื่อได้เจอคนรู้จัก   ถึงแม้จะเป็นคนรู้จักที่เพิ่งเจอกันได้แค่สองวันสำหรับเด็กหนุ่มก็มองว่าพ่อครัวราฟาเอล เอริคเป็นคนที่วางใจได้    แล้วทนายหนุ่มของครอบครัวเจ้าสัวเอกนภาวางแก้วกาแฟที่เริ่มเย็นลงบนโต๊ะเชื่องช้า…

 

“คุณราฟาเอลเป็นผู้ปกครองของเด็กคนนี้เหรอครับ  ผมบอกให้เขาโทรเรียกผู้ปกครองมา  ไม่นึกว่าจะโทรหาคุณซะได้”  วิศรุตนึกแปลกใจในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่   ชายหนุ่มไม่อยากจะคิดถึงในทิศทางเรื่องชู้หนุ่มชู้สาว…

 

“ฉันยังแปลกใจเลยนะที่เชนโทรมาหา เชนทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านน่ะวิทย์”   ราฟาเอลยื่นมือไปจับไหล่นักศึกษาหนุ่ม  บีบไหล่แสดงความสนิทสนม

 

“โลกกลมดีจังนะครับ   ผมไม่นึกเลยว่าคุณวิศรุตจะรู้จักกับคุณราฟด้วย”    และยิ่งอึ้งกว่าเมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นทนายความ  ไม่ใช่อึ้งเพราะผิดคาดที่ไม่ใช่อาจารย์อย่างที่คิด  แต่อึ้งเพราะเป็นทนายของคุณตาของพี่ชายชาวจีนที่ได้เจอกัน ณ ซุปเปอร์มาเก็ตวันนั้น….

 

“เอาเป็นว่าเรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้นครับ  ผมบอกให้เรียกผู้ปกครองมาคุย ทำไมถึงไม่เรียกผู้ปกครองมาล่ะครับ?”  ทนายความแสนสุภาพมองหน้าคู่กรณีในอุบัติเหตุ    เชนคล้ายกับสะอึกไปหนึ่งอึก

 

แม้แต่ราฟาเอลซึ่งโดนเรียกมาแบบงงๆ ก็ใช้ดวงตาสีฟ้ามองเด็กหนุ่ม   สองสายตาของคนสองสัญชาติพากันมองเป็นทางเดียวชวนให้อึดอัด   พ่อหนุ่มวัยรุ่นยกมือขึ้นเกาศีรษะพร้อมหัวเราะเฝื่อนๆ   “พ่อแม่ไม่อยู่น่ะครับ  ตามมาก็มาไม่ได้  ติดต่อคนอื่นดีกว่า  แฮะๆ”

 

เชนเห็นสายตาของคนฟังก็รีบท้วงโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันจะได้ถาม  “ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ผมตายแล้วนะครับ  ตอนนี้พ่อแม่อยู่ต่างประเทศ”   จากสายตา ดูเหมือนพวกผู้ใหญ่จะเผลอคิดกันไปแบบนั้นจริงๆ…..

 

พ่อครัวผมทองยกมือขึ้นแนบอก  “แบบนี้นี่เอง~   โล่งอกไปนะ  นึกว่าจะเป็นเรื่องเศร้าจนน่าปลอบใจซะแล้ว”   คำพูดแฝงความหมายลึกลับเรียกให้ทนายหนุ่มเหลือบมอง

 

เด็กหนุ่มก็หัวเราะร่วน   “เอาเฟรนฟรายไหมครับ?   ผมก็ลืมชวน”  เชนเลื่อนถาดสีช็อกโกแลตซึ่งมีกล่องมันฝรั่งเส้นทอดกองใหญ่  ถ้าเป็นผู้หญิงเห็นคงยกมือขึ้นมานับแคลอรี่ไม่พอ…..

 

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยชอบ ทานแล้วฉันจะรู้สึกกระหาย เหมือนมียาปลุก” ยาปลุกอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมันฝรั่งทอด… เด็กหนุ่มย้อมผมสีน้ำตาลนั่งกระพริบตาปริบๆ.

 

ชายสวมแว่นตั้งท่าจะแก้ต่างให้ก็โดนพูดแทรก  “จะหิวน้ำมากใช่มั้ยล่ะครับ  ผมก็เป็น  คงเพราะมันเค็มมาก ฮ่าๆๆ”  สื่อสารกลับแบบสดใสจนคนร่วมฉากแลดูอึ้ง

 

“การใช้เกลือเสมือนยาปลุกน่ะ กระตุ้นความต้องการจากปลายลิ้น ทำให้หยุดไม่ไดั ต้องร่วมรักไปเรื่อยๆ”  วิศรุตแอบส่งเสียงในลำคอให้คนพูดรู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกมา  แต่มันก็ไร้ผลนั่นล่ะ….

 

ศาสตร์ของการใช้เกลือในของทอดบางชนิดทำให้คนทานเสพย์ติด

เปรียบเสมือนร่างกายที่โดนกระตุ้นความต้องการออกมามากกว่าปกติ

ยิ่งเสพย์สมยิงรู้สึกดี จนกระทั่งถึงจุดสุดยอดที่ไม่อาจเติมเต็มกระเพาะอาหารได้อีก

ใบหน้าและแววตาของนักศึกษาบัญชีรุ่นพี่ของใบเฟิร์นแสดงออกชัดเจนว่าไม่เข้าใจความหมายลึกๆ เด็กหนุ่มเข้าใจว่ามันเป็นการใช้ภาษาไทยแปลกๆในแบบฉบับของพ่อครัวเท่านั้น อารมณ์เดียวกับการพูดคุยกับช่างคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะหลุดคำเฉพาะทางออกมาได้

 

“ว่าแต่… มันเกิดอะไรขึ้นล่ะ  ทำไมวิทย์มาอยู่กับเชนในเวลาแบบนี้?”  นัยน์ตาสีฟ้าทอประกายใคร่รู้  ร้านอาหารปิดก็นับว่าดึกมากแล้ว

 

ทนายวิศรุตเล่าความอย่างละเอียดตามลำดับเหตุการณ์  ราฟาเอลที่โดนลากมาเกี่ยวข้องพยักหน้าตามสิ่งที่ได้รับฟัง  ตามกระบวนการปกติแล้วทนายหนุ่มควรจะเรียกประกันมาจัดการ  แต่เมื่อคู่กรณีเป็นเด็กนักศึกษา  ซ้ำอุบัติเหตุก็ไม่ได้ร้ายแรง  ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะเจอผู้ปกครองเพื่อตักเตือนแทน

 

ทว่าเรื่องก็พลิกเมื่อเด็กหนุ่มกลายเป็นคนรู้จักของคนรู้จัก(?)

 

เด็กหนุ่มผู้ก่อเรื่องโดยไม่ได้ตั้งใจรีบยกมือไหว้ขอขมาทั้งคู่   “ขอโทษคุณราฟที่รบกวนนะครับ  ขอโทษคุณวิศรุตด้วยที่ผมไม่ระวัง”   สีหน้าของชายย้อมผมสีน้ำตาลบ่งบอกว่ารู้สึกผิดอย่างตรงไหนตรงมา

 

ทนายหนุ่มแว่นขยับขาแว่นตา   “เอาเป็นว่าช่างมันเถอะครับ  มันไม่ได้ร้ายแรง  คราวหลังคุณก็ขับรถระวังๆหน่อย  คนเราไม่ได้โชคดีทุกครั้ง”  ผู้เสียหายสอนสั่งให้เด็กที่เผชิญโลกมาน้อยกว่าเก็บไปคิด  เชนรีบยกมือไหว้ซ้ำอีกครั้ง   เด็กหนุ่มช่างสมกับมีนามสกุลบุญพิทักษ์…

 

ราฟาเอลจับไหล่เจ้าคนขับรถไม่ระวัง  “โชคดีไปน๊า  วิทย์เป็นคนใจดี  ดีแล้วที่ชนรถวิทย์”  วิศรุตฟังแล้วสำลักน้ำลาย

 

“ผมก็เริ่มคิดว่าโชคดีแล้วล่ะครับที่ชนรถคุณวิศรุต”   เชนยิ้มออกมาอย่างจริงใจ  ภาพนายจ้างลูกจ้างเออออห่อหมกกันเองทำเอาเจ้าของรถยนต์ที่เป็นรอยพูดไม่ออก  สองคนนี้อายุห่างกันมากกว่านี้คงนึกว่าเป็นพ่อกับลูก

 

ก่อนที่สองหนุ่มจะสอนสั่งกันเองในทางผิดๆ  วิศรุตก็ส่งเสียงกระแฮ่มในลำคอเพื่อดึงความสนใจ   “เชนทำงานที่ร้านคุณราฟาเอลตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะครับ  ผมไม่เคยเจอที่ร้าน”  แม้แต่คนรู้จักที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องของหนุ่มนักศึกษาเจ้าของ Vino คนนี้

 

เชนเจอคำพูดสุภาพแม้กับคนอายุน้อยกว่าก็ตั้งตัวไม่ถูกไปวูบหนึ่ง   “เพิ่งเริ่มงานเมื่อเช้าเองครับ  รุ่นน้องที่มหาลัยแนะนำให้ผมมาทำงาน”

 

“ใบเฟิร์นแนะนำหรือว่าหลอกให้มาทำงานน่ะครับ”  วิศรุตเผลอหลุดปากความในใจออกมา  คนมองโลกในแง่ดีทำหน้าเอ๋อ  ส่วนเจ้าของร้านก็หัวเราะ

 

แม้เจอกันไม่ถึงวันและอาจจะไม่รู้จักกันดีพอ  จากลักษณะภายนอกของนายคณากร บุญพิทักษ์  ทนายหนุ่มเชื่อว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นคนที่น่าเป็นห่วง…  จะมีภูมิคุ้มกันภัยจากพ่อครัวราฟาเอล เอริคหรือเปล่า?   เยาวชนของชาติจะรอดน้ำมือสถานที่อันตรายแบบนั้นหรือไม่…

 

“โธ่วิทย์  ฉันไม่เคยบังคับจิตใจใครนะ  ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ฉันก็รอให้เต็มใจทั้งนั้นล่ะ”  บังคับขู่เข็ญมันไม่ใช่ Style ของราฟาเอล เอริค

 

ดวงตาใต้แว่นมองจ้องไปยังดวงตาสีฟ้าคราม   “คงต้องรอคุณฟ้านานหน่อยนะครับ”  ประโยคที่รู้กันสองคนเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง

 

ชื่อบุคคลที่สามซึ่งถูกอ้างอิงขึ้นมาขับให้เด็กหนุ่มร่วมฉากเดียวกันนึกบางอย่างขึ้นมาได้  “จริงๆผมก็กะว่าจะโทรหาพี่ฟ้า แต่ผมเพิ่งนึกได้ว่าไม่มีเบอร์โทร”  คำเรียกชื่อนั้นช่างสะดุดหูทนายหนุ่ม  ชวนให้ต้องเหลือบมองหน้าคนที่โดนคิดถึงแบบแก้ขัดเพื่อดูปฏิกิริยา

 

กระนั้นคนโดนเรียกมาแบบไม่ได้ตั้งใจจะนึกถึงเป็นคนแรกก็ยิ้มออกมา  “พูดตรงดีจัง  ชอบแฮะ”   ถ้าโทรเรียกหวังฟานหยู ชายคนนั้นคงไม่มาหรอก…  วิศรุตคิดอย่างนั้น…

 

เชนมีสีหน้ากังวลว่าจะทำให้เข้าใจผิด   “ไม่ได้หมายความว่าผมไม่นับถือคุณราฟนะครับ  แต่ผมเกรงใจเพราะคุณราฟเป็นเจ้าของร้าน  แล้วผมก็เหมือนจะสนิทกับพี่ฟ้ามากกว่า”   ในใจของทนายหนุ่มเกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้ง…  สนิทฝั่งเดียวหรือเปล่านะ…?

 

ราฟาเอลคลี่ยิ้ม   “ฟานก็สนิทกับฉันนะ  จะเรียกฉันหรือฟานก็เหมือนคนๆเดียวกันล่ะ  พวกเราทำกิจกรรมด้วยกันบ่อย”  พูดเองเออเองจนวิศรุตที่ฟังอยู่ด้วยอยากเรียกความยุติธรรมให้หลานเจ้านายแทน

 

แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดปากพูด  นักศึกษาหนุ่มก็โยนระเบิดแบบตรงๆออกมาเสียก่อน  “เพราะทำงานด้วยกันสินะครับ แต่ก่อนจะแยกกัน  พี่ฟ้าเพิ่งบอกว่าไม่ได้สนิทกับคุณราฟ”  เด็กหนุ่มตอบซื่อๆตรงๆไม่บิดเบือน  หากเป็นคนอื่นพูดอาจจะคิดได้ว่าโดนประชดไม่ก็เยาะเย้ย

นิยามความสนิทของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน

และบางครั้งมิตรภาพก็อาจจะเหมือนรักข้างเดียว

 

ราฟาเอลจับที่หัวใจของตัวเอง  แสร้งทำเป็นมีอาการเจ็บ   “เจ็บปวดจังเลยที่ได้ยินงี้  ฟานใจร้ายเสมอต้นเสมอปลายเลยน๊า~”

 

“คุณราฟตัดพ้ออย่างกับจีบพี่ฟ้าเลยนะครับ  ฮ่าๆ”  เชนถามไปโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะเด็กหนุ่มเชื่อว่าทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้น

 

ทนายวิศรุตกลั้นขำ ภาพที่ได้เห็นนั้นเหมือนผลงานศิลปะว่าด้วยการปะทะกันระหว่างความมืดกับแสงสว่าง  พ่อครัวสายมารกับนักศึกษาสายสวรรค์ สองหนุ่มกินกันไม่ลงเลยทีเดียว ต่างคนต่างพูดในสิ่งที่คิด นับตั้งแต่รู้จักกับพ่อครัวฝรั่งเศสคนนี้เมื่อสองปีก่อน  ปีนี้คงเป็นปีที่ดีของร้านอาหารครัวราฟาเอลเป็นแน่

 

“นี่ก็มืดมากแล้ว  เสร็จธุระแล้วก็แยกย้ายเถอะครับ”  วิศรุตซึ่งเงียบมาพักใหญ่รีบเข้ามาแทรกกลางบทสนทนา ก่อนที่หลานชายเจ้าสัวจะโดนยกมาพูดถึงมากไปกว่านี้  อีกทั้งตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาที่จะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเองเสียที

 

พ่อครัวผมทองมองนาฬิกา  “ไหนๆออกมาแล้ว ฉันไปทำมื้อดึกให้ลูกค้าดีกว่า”  มือใหญ่หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหารายชื่อ….

 

“พ่อครัวนี่มีทำงานนอกเวลาด้วยเหรอครับ?  หรือว่ามีงานจ้างรอบดึกที่ไหน?”   เชนไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดเจ้าของร้าน   ทนายซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ไม่อยากอธิบาย

 

ชายสูงวัยกว่าเหลือบมองหน้าคู่กรณีเด็ก “เชนกลับบ้านเถอะครับ  ถึงพ่อแม่ไม่อยู่  เป็นเด็กก็ควรจะกลับให้ถูกเวลา”   เวลาในนาฬิกาตอนนี้คือ 23.34 น. ดึกในระดับหนึ่งแล้ว

 

เชนมองนาฬิกาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ารบกวนเวลาของพวกผู้ใหญ่ไปมาก  พร้อมกับรู้ตัวว่ากำหนดเวลาตัวเองก็คลาดเคลื่อนเสียแล้ว    “ห้าทุ่มกว่าแล้วเหรอครับ แย่ล่ะ  กลับไปดูไม่ทันแล้ว”   เด็กหนุ่มเอ่ยถึงรายการอะไรบางอย่าง ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งสองไม่คิดจะถามลงรายละเอียด

 

“ถ้ามีธุระก็กลับเถอะครับ ไม่มีอะไรแล้ว”  วิศรุตย้ำอีกครั้ง  เชนจึงสังเกตได้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองไม่เคลื่อนที่ไปไหนสักที่คล้ายกับรอให้เขาไปก่อน

 

สองมือยกขึ้นพนมมือไหว้หนึ่งชายไทยแท้ หนึ่งชายชาวตะวันตก  “ขอโทษอีกครั้งนะครับที่ก่อเรื่อง  พรุ่งนี้เจอกันที่ร้านครับคุณราฟ  โชคดีครับคุณวิศรุต”  ก้าวไปไม่กี่ก้าว  สองขานั้นก็หยุดแล้วหันกลับมามองหน้าทนายสวมแว่นตา

 

“แล้วอีกอย่างนะครับ ผมอายุ 21 แล้ว  ไม่เด็กแล้วล่ะครับ  ผมไปล่ะครับ”  เชนเดินโบกไม้โบกมือก่อนจะก้าวออกจากประตูกระจกร้าน Fast Food ออกไป  นัยน์ตาสีดำเข้มใต้เลนส์แว่นมองกระทั่งลับสายตา  อายุนักศึกษาคนนั้นมากกว่าที่เดาเอาไว้ในใจ

 

พ่อครัวหนุ่มผิวปาก  คำพูดเด็กหนุ่มช่างโดนใจ   “ถ้าไม่ติดกับว่าช่วงนี้ฉันชอบอาหารรสชาติเข้มๆ  ฉันก็อยากลองรสชาติเดิมๆเหมือนกันน๊า”

 

“คุณราฟาเอลมีรสชาติเดิมๆที่ชอบด้วยเหรอครับ  ผมนึกว่าพ่อครัวไม่เลือกที่รักมักที่ชังเสียอีก”  ชายผู้เป็นทนายอ้างอิงถึงงานทำอาหารของพ่อครัว

 

คิ้วคมสีอ่อนเลิกขึ้น  “เลือกที่รักมักที่ชัง?  หมายความประมาณว่าชอบเป็นอย่างๆรึเปล่า?”  หนุ่มต่างชาติถามความหมายของคำที่ไม่แน่ใจ

 

“ใช่ครับ หมายความแบบนั้น  ในกรณีของคุณราฟาเอลก็หมายถึงไม่เลือก ทานได้หมด”  คำพูดของวิศรุตขับเรียกเสียงหัวเราะขำขัน

 

นิยามการเป็นพ่อครัวของราฟาเอล เอริค Cooking การทำอาหารเท่ากับ Sex การร่วมรัก  พ่อครัวเป็นฝ่ายทำอาหารให้กับคนอื่น  กระนั้นแล้วบางครั้งพ่อครัวก็ต้องการคนอื่นเป็นคนทำอาหารให้ทาน และในเวลาเดียวกัน… พ่อครัวก็ต้องการผู้ช่วยทำอาหารร่วมกัน

 

อยู่ในสถานะแบบใดก็ได้…ซึ่งทำให้ตัวเองได้เสพย์ความสุข

 

“ว่าแต่เชนจะรีบกลับบ้านไปดูรายการอะไรล่ะเนี่ย ดึกป่านนี้ละครรอบดึก?”  พ่อครัวผมทองคาดเดาถึงรายการโทรทัศน์ในช่วงเวลานี้  จะว่ามีฟุตบอลแข่งก็อาจจะใช่   ช่วงเวลาแบบนี้ชายหนุ่มทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ใช่ดูโทรทัศน์ แต่เป็นแสดงหนัง(?)

 

“เรื่องของเด็ก  บางทีก็เข้าถึงยากครับ”   ทนายผู้มีประสบการณ์ครอบครัวขยับแว่นตา   ดวงตาสีฟ้าได้ยินก็เหลือบมอง

 

“ลูกสาววิทย์ยังเด็ก ป่านนี้คงไม่ดูทีวีหรอกมั้ง”   เมื่อเห็นว่าดวงตาสีดำมองมาคล้ายกับไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้   ราฟาเอลก็รู้กาลเทศะแล้วไม่สนทนาเรื่องนี้ต่อ

 

……วิศรุต เขมตะวัน อายุ 34 ปี อาชีพ ทนายความ  สถานะ หย่าร้าง…..

 

ทนายวิศรุตจ้องมองสีหน้าและแววตาระรื่นของราฟาเอล เอริค  ห้วงคิดพลันนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับพ่อครัวหนุ่มเมื่อสองปีก่อน  การพบกันครั้งแรกระหว่างการทำสัญญาเช่าอาคารเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร   พ่อครัวชาวฝรั่งเศสยังไม่เข้าใจภาษาไทยสักคำ นอกจากคำว่า “สวัสดี” “ผมรักคุณ” และประโยคพื้นๆที่ชาวต่างชาติรู้บ้าง  เพราะฉะนั้นการสื่อสารจึงต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก  และตั้งแต่ตอนที่ชายผู้นี้พูดภาษาอังกฤษ…  เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกๆ

 

กระทั่งตอนที่เจ้าสัวปรึกษาเรื่องยกมรดกที่ดินตรงนั้นให้กับหลานชายชาวจีน  ทนายหนุ่มก็ยังนึกอยากท้วงถามถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพราะมันคือความตั้งใจของชายชราผู้มีเหตุผลและไตร่ตรองทุกอย่างเป็นอย่างดีแล้ว  เรื่องการมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับคุณหวังฟานหยู  ผู้ชายที่แสนเรียบเฉยจนแทบไม่คิดว่ามีสายเลือดแบบเดียวกับเจ้าสัวเอกนภานั้น  ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามสิทธิ์ของเจ้าตัว  แต่ใครจะนึกว่าคุณตาจะส่งหลานชายลงไปทำงานกับพ่อครัวฝรั่งเศสคนนั้นด้วย

 

เจ้าสัวเอกนภาบอกว่าพ่อครัวทั้งสองมีสิ่งที่สามารถเรียนรู้จากกันและกันได้   ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ทนายของเจ้าสัว  ความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับการเป็นผู้จ้างกับลูกจ้างแต่ทนายวิศรุตก็ผูกพันกับครอบครัวนี้  และรู้ดีว่าทั้งสองฝั่งมีนิสัยใจคออย่างไร เพราะฉะนั้นจึงนึกกังวลเรื่องการทำงานของทั้งคู่อยู่เหมือนกัน….

 

แต่ทุกอย่างนั้นคงมีเหตุและมีผลในตัวของมัน แม้จะยังไม่สมบูรณ์

 

ความประทับใจแรกที่ได้เจอแต่ละคน มันช่างน่าจดจำจริงๆ  และนอกจากหลานชายของนายจ้าง ตอนนี้ร้านอาหาร Rafael’s Kitchen มีสมาชิกใหม่ซึ่งน่าเป็นห่วงเพิ่มมาอีกคน  ภาพอนาคตหลังจากวันนี้จะเป็นอย่างไรยังไม่แจ่มชัด  แค่มีเจ้าของร้านอย่างชายฝรั่งเศส  ทิศทางในอนาคตของที่แห่งนั้นต่อให้เป็นหมอดูก็คงเดาไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป….  จะเปลี่ยนหรือจะคงรูปเดิม  จะยั่งยืนหรือจะสูญสลาย  ความสัมพันธ์ของพวกเขายังเป็นภาพที่เลือนลาง

 

วัตถุดิบมาวางอยู่ในห้องครัวแล้ว

แต่ภาพเมนูที่จะทำออกมานั้น… ยังไม่สามารถจินตนาการภาพและรสชาติได้

 

*****************************************************************

 

ถึงแม้ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งมากขนาดไหน   ภาพท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครก็ไม่อาจแลเห็นดวงดาวได้แจ่มชัด  แสงและสีที่เห็นชัดที่สุดในยามค่ำคืนกลับเป็นแสงการจราจรบนท้องถนน  ไฟหน้ารถ  ไฟเบรค  ไฟสัญญาณจราจร  แสงไฟข้างทาง เมืองหลวงช่างส่องสว่าง ไม่นานคงเริ่มใกล้เคียงกับนครที่ไม่เคยหลับไหลอย่างเกาะฮ่องกง  สถานที่อันเป็นที่ทำงานและบ้านของพ่อครัวผู้มาจากแผ่นดินใหญ่…

 

สายเลือดมังกรในร่างกายพ่อครัวหนุ่มแลดูจะเข้มข้น  แต่ความผูกพันทางสายเลือดที่มีกับแดนสยามแลดูจะเข้มยิ่งกว่า  ฟานหยูนั่งอ่านหนังสือภาษาไทยภายในห้องนั่งเล่นทั้งที่รอบกายไม่เงียบสงบเอาเสียเลย  จอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ห่างมีเสียงพากษ์เกาหลีดังมาเป็นระยะๆ  ชายหนุ่มอ่านภาษาไทยไปพลางก็เริ่มจะสับสนกับเสียงละครของคุณตา  หากยื้ออ่านต่อไป  คำว่าสวัสดีคงมีอันกลายเป็นคำว่า [สวัสฮาเซโย]

 

ชายชาวจีนปิดหนังสือแล้วหันไปทางคุณตาผู้หลงใหลในวัฒนธรรมแดนกิมจิ  หันไปก็เห็นภาพชายชรากำกระดาษทิชชู่ซับน้ำตาจากฉากประหารในละครย้อนยุค   “อากง  ไหวรึเปล่าครับ?”

 

“อั๊วไหว….   มันเศร้ามากเลยนะฟ้า  ลื้อไม่เข้าใจหรอก”   ต้องไม่เข้าใจแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าไม่ได้ดูเลยสักตอนเดียว กลางวันทำงาน กลางคืนจึงจะกลับ

 

ฟานหยูเหลือบมองภาพที่ฉายอยู่ในโทรทัศน์  ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นราชินีเหยียดยิ้มแสยะใส่ชายคนหนึ่งในชุดนักโทษ  ประเมินจากสภาพแวดล้อมแล้วอาจจะเป็นฉากการใส่ความให้น้องชายหรือไม่ก็พี่ชายของตัวละครเอกโดนประหาร  หากถามว่าชายหนุมเข้าใจเนื้อเรื่องหรือไม่  คำตอบคือเล็กน้อย  เพราะเจ้าตัวอ่านคำแปล Subtitle ภาษาไทยไม่ทัน  อีกทั้งมันยังเป็นเสียงพูดเกาหลี ความเข้าใจจึงบังเกิดจากภาพเท่านั้น

 

“ดึกแล้วอากงไว้ดูต่อพรุ่งนี้เถอะครับ  นอนเถอะ”   หลานชายที่หวังดีกับสุขภาพของคุณตาเดินไปปิดเครื่องเล่น  ชายชรานัยน์ตาเบิกกว้าง

 

“กำลังสนุกเลยฟ้า!!”  อายุเยอะแล้วแต่ทำตัวเหมือนเด็กที่โดนแย่งของเล่น  พ่อครัวชาวจีนมองอย่างระอา  ครั้นจะชักจูงให้ไปติดใจอย่างอื่น  เขาก็ไร้ความสนใจเรื่องละคร

 

ฟานหยูเดินไปจับไหล่สองข้างที่บอบบางไปตามวัยที่ร่วงโรย  “ดูต่อพรุ่งนี้เถอะครับ  อากงแก่แล้วอย่านอนดึกมากจะดีกว่า”  ประคองดึงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นตาม

 

แรงคนมีอายุมีหรือจะสู้คนหนุ่มแน่น   เจ้าสัวเอกนภาจำใจต้องละทิ้งละครเกาหลีเอาไว้ตรงนั้น  แม้มันจะค้างคาเพียงใดก็ต้องทำใจข่มตานอนไปก่อน  สองร่างพากันเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักชั้นสอง   ห้องนอนของเจ้าของบ้านอยู่ด้านในสุดซึ่งเป็นห้องใหญ่ที่สุด   ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก  ตกแต่งอย่างไทยแท้  ประดับด้วยกรอบรูปซึ่งมีรูปถ่ายเก่าๆที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์มสมัยก่อน  มีทั้งรูปสมัยยังหนุ่ม รูปครอบครัว  รูปแต่งงาน  ในบรรดารูปเหล่านั้นมีภาพของคุณแม่ของชายหนุ่มสมัยยังเด็กรวมอยู่ด้วย

 

และรูปที่ใหม่ที่สุดก็คือรูปที่ถ่ายกับหวัง ฟานหยูช่วงปีก่อนหน้านี้

 

ทุกครั้งที่เข้ามาในห้องนอนของคุณตาญาติสนิทในแดนสยาม   ฟานหยูรับรู้ได้ทุกครั้งว่าอีกฝ่ายรักครอบครัวมากขนาดไหน  ผูกพันและให้ความรักแม้นบางคนจะห่างเหินออกไปไกล  เพราะแม้แต่หลานชายในแดนไกลอย่างตนยังได้รับมรดกในส่วนที่เขาไม่คิดว่าตัวเองสมควรจะได้   ความรู้สึกเกรงใจ หนักใจ ลังเลใจจึงบังเกิดบ่อยครั้ง…

 

การจะอยู่หรือจะไปจากเมืองไทย เขาจำเป็นต้องตัดสินใจ

 

การย้ายสำมะโนครัวมาเริ่มชีวิตใหม่ที่กรุงเทพมหานครนั้นใช่ว่าจะลำบาก ซ้ำยังสะดวกสบายกว่าอาศัยอยู่ที่เกาะฮ่องกงตามลำพังเสียอีก   เพียงแต่ภาระหน้าที่การงานที่สร้างเอาไว้ที่นั่น  มันเป็นความรับผิดชอบที่ไม่อยากจะทิ้งไป  สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาคือความเห็นแก่ตัวใช่หรือไม่?

 

“ฟ้า  ลื้อทำหน้าเครียดอีกแล้วนะ”   เจ้าสัวเอกนภาจับแขนของหลานชายก่อนจะเดินผ่านหน้าไปทางเตียงนอนขนาดใหญ่   ชายหนุ่มมองไปทางกระจกเงาก็มิได้เห็นว่าตัวเองมีสีหน้าตึงเครียดอะไร

 

บางทีอีกฝ่ายคงจะมองลึกไปถึงข้างในใจ   “ไม่มีอะไรที่อากงต้องกังวลหรอกครับ  ผมคงจะเหนื่อยจากงาน”  ความเหนื่อยไม่ได้มาจากลูกค้า  แต่มาจากเจ้าของร้าน….

 

ชายชราจ้องมองและส่งยิ้ม ยามเมื่อชายหนุ่มเดินมาหยุดข้างเตียงจึงเอ่ยถาม   “ทำงานกับอาราฟมาพักใหญ่แล้ว  ลื้อเป็นยังไงบ้าง  ได้เรียนรู้อะไรเยอะมั้ย?”

 

“ก็เหมือนเดิมครับ อากงถามทุกวัน ผมก็ตอบได้แบบเดิม”  หากตัดเรื่องคำเปรียบเปรยหื่นกามออกไป  เทคนิคและกระบวนการทำอาหารของพ่อครัวชาวฝรั่งเศสนั้นน่าเรียนรู้

 

พ่อครัวอาหารจีนมีการทำอาหารแบบหนึ่ง  พ่อครัวอาหารฝรั่งเศสก็มีการทำอาหารอีกแบบหนึ่ง  ความละเอียดก็แตกต่างกัน  เรื่องความปราณีตสวยงามในอาหารฝรั่งเศสถือว่ามีมากกว่าอาหารจีนทั่วไป  ราฟาเอลจึงมีความละเอียดละออสูง…  เพราะเปรียบสิ่งที่ทำอยู่กับการสัมผัสผู้หญิง

 

“แล้วลื้อสนุกไหม?  เทียบกับตอนที่ลื้อทำงานที่เก่า”  คำถามต่อมาพาให้คนฟังคิดเปรียบเทียบ ที่เก่ากับที่ใหม่..  เหล่าเพื่อนร่วมงาน…

 

“ก็ไม่ได้น่าเบื่อครับ”  ความรู้สึกนี้ชัดเจนที่สุด   ไม่ได้สนุก แต่ในขณะเดียวกันก็นิยามว่ามันน่าเบื่อไม่ได้  ถึงแม้จะแทบไม่มีลูกค้าเลยก็ตามที…

 

ใบเฟิร์น เด็กสาวข้างร้านผู้สดใส และไม่ใส่ใจเรื่องหน้าสดของตัวเอง

เชน  หนุ่มพาร์ตไทม์ผู้มองโลกในแง่ดีจนล้น  สมาชิกใหม่ที่ยังไม่รู้จักดี แต่ก็เป็นเด็กดี

ราฟาเอล…….  เจ้าพ่อครัวซึ่งมีความคิดและจินตนาการเหนือคนทั่วไป

 

เพื่อนร่วมงานแบบนี้เขาไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน  แต่ความผูกพันยังมีไม่มากพอให้ตัดสินลาออกจากร้านอาหารที่ฮ่องกง  ยังไม่สามารถละทิ้งความเป็นอยู่ที่คุ้นเคยที่นั่นได้    ใบหน้าที่เรียบเฉยหากแต่แฝงความลังเลของชายหนุ่มชาวจีน  คนเป็นตามมองออกด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่า

 

มือที่เหี่ยวย่นสัมผัสแขนและเลื่อนมากุมมือหลานชาย  “อั๊วไม่ใช้ความเป็นตาบังคับให้ลื้อต้องมาอยู่เมืองไทยแบบลำบากใจหรอก   อั๊วอยากให้ลื้อเรียนรู้สิ่งต่างๆ  เปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ๆตัวลื้อ”   จากเดิมที่เป็นหวังฟานหยูผู้เฉยเมยกับคนอื่นมากเกินไป

 

ดวงตาสีดำขลับเหลือบไปทางอื่น  “ถ้าตัวผมมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้   เรื่องที่มีคนฝากฝังราฟาเอลกับอากง  สิ่งที่หมอนั่นจำเป็น  ผมคิดว่ามันคงเป็นสามัญสำนึกล่ะครับ”   คำพูดจากปากฟานหยูเรียกเสียงหัวเราะจากชายชรา  หัวเราะจนต้องสำลักในความขำ

 

“เดี๋ยวก็หายใจไม่ทันหรอกครับ”  ฟานหยูเดินไปหาน้ำให้ชายชรา  การหัวเราะเป็นเรื่องดี แต่หัวเราะมากไปตอนอายุอานามเยอะแล้วก็ไม่ไหว

 

เจ้าสัวเอกนภาหยุดขำได้ก็มองหน้าหลานชายชาวจีน  “เมื่อก่อนลื้อไม่ค่อยพูดถึงใครแบบนี้  อั๊วว่าลื้อเริ่มเปลี่ยนไปแล้วนะหลานอั๊ว”  คำพูดของชายชราตรึงให้ร่างกายของฟานหยูนิ่ง

 

“ต่อให้ไม่ใช่ผม  คนที่รู้จักราฟาเอลก็ต้องพูดแบบนี้ได้ครับ”   หากลองได้ทำงานด้วย  ได้ลองรู้จักนิสัยใจคอ  มีหรือจะไม่มองว่าพ่อครัวคนนั้นเป็นคนแปลกประหลาด…

 

“แต่อั๊วไม่คิดแบบลื้อนา”  นัยน์ตาเจ้าสัวบ่งบอกว่าคิดอย่างที่พูด  ฟานหยูมองกลับแล้วไม่เข้าใจเลยว่าใยคุณตาจึงไม่คิดว่าพ่อครัวผมทองนั่นนิสัยแปลกๆ…

 

เจ้าสัวเอกนภาเป็นคนใจดีแต่ก็มิใช่ใจดีกับทุกคน มิฉะนั้นคงทำธุรกิจบนสังคมที่มีผูคนหลากหลายทั้งดีและไม่ดีมาอย่างยาวนานไม่ได้  ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าบางทีรุ่นน้องที่ฝากฝังเรื่องของนายราฟาเอลจะเป็นรักครั้งแรกหรือกิ๊ก(?)ของคุณตาหรือเปล่า

 

“ผมจะเปิดใจทำความเข้าใจคนรอบตัวที่นี่ให้มากขึ้นครับ”  ฟานหยูถอนหายใจออกมา เวลาที่เหลือก่อนที่วีซ่าจะหมดและต้องกลับแผ่นดินใหญ่  เขาจะทุ่มเททำในสิ่งที่ญาติสนิทเพียงคนเดียวต้องการก็ได้  แม้จะเหลือเวลาไม่นานนัก

 

ได้ยินว่าหลานชายรับคำแล้ว  ชายชราก็หมดห่วงแล้วล้มตัวลงนอนราบกับเตียงนอนและหมอนสุขภาพ  “ลื้อต้องใจกว้างแบบชื่อที่อั๊วตั้งให้ ดีมากๆ”

 

ชื่อไทยที่คุณตาตั้งให้เต็มๆ คือชื่อ “ฟ้าคราม”

หมายความว่า Blue Sky

 

เพียงนึกถึงเรื่องชื่อนั้นใบหน้าที่เรียบเฉยของชายหนุ่มก็คล้ายกับจะตึงขึ้นมาทันที  มันเป็นชื่อที่ดี แต่มันเหมือนชื่อผู้หญิงมาก  หลังจากที่เข้าใจสภาพแวดล้อมในประเทศไทยมากขึ้น  เขาก็ยิ่งพบว่าคนที่ใช้ชื่อนี้มักจะเป็นผู้หญิง.. ที่มาของการตั้งก็แค่เป็นเรื่องของการออกเสียง..  ซึ่งจริงๆอากงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

 

“ราตรีสวัสดิ์ครับอากง  พรุ่งนี้เช้าผมจะทำข้าวต้มที่อากงชอบไว้ให้”  ถ้ามองให้ลึกมันอาจจะเป็นชื่อที่ตั้งใจมอบให้หลาน..   หากเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนแม่ของเขาไม่แต่งงานกับคนจีน

 

ฟานหยูเดินมาปิดไฟและออกจากห้องนอนของชายชราเพื่อกลับไปห้องนอนของตัวเอง  แต่ก้าวไปเพียงไม่กี่ก้าวก็นึกได้ว่าโทรศัพท์มือถือยังตั้งชาร์ตแบตอยู่ที่ชั้นล่างจึงลงไปเอา  หนุ่มลงบันไดไปหยิบอุปกรณ์สื่อสารในห้องนั่งเล่น พลันเห็นข้อความอีเมล์เข้าแจ้งเตือนอยู่บนหน้าจอ   ชื่อของผู้ส่งคือเจ้าของภัตตาคารจีนที่ฟานหยูทำงานอยู่   เปิดอ่านก็พบข้อความถามไถ่ทุกข์สุขธรรมดาๆ….

 

เพื่อนร่วมงาน….การลาออกและเปลี่ยนงานเป็นเรื่องธรรมดา พ่อครัวมากมายก็เลือกที่จะหาประสบการณ์ในหลายๆสถานที่ ครัวของโรงแรม ร้านอาหารของคนอื่น  ร้านอาหารของตัวเอง  นับจากวันนี้คงต้องคิดโดยไม่ปิดใจให้แคบเพียงแค่ว่า [เดี๋ยวก็ต้องกลับไปฮ่องกง]

 

การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้ช่างยุ่งยากจริงๆ

 

*******************************************

 

คอนโดมีเนี่ยมระแวกสถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT เป็นที่อยู่อาศัยยุคใหม่สำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง ขณะนี้เวลา 02.00 น. นอกจากร้านสะดวกซื้อ7-11 ซึ่งอยู่บริเวณปากซอย ทั้งถนนและทางเดินในอาคารล้วนอยู่ในความเงียบสงัด

 

ณ ห้องนอนเดี่ยวเกือบมุมสุดสำหรับอาศัยอยู่คนเดียวนั้นตกแต่งแบบเรโทรย้อนยุค ข้าวของเครื่องใช้บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของห้อง ทว่าเจ้าของห้องกลับไม่ใช่ตัวละครหลักในเรื่องนี้…… อ่าว?   รูปถ่ายประดับในห้องเผยภาพหญิงสาวหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับลูกค้าร้านครัวราฟาเอลราวกับเป็นคนเดียวกัน..

 

เจ้าของร้านที่อ้างถึงก็ใช่ว่าจะอยู่ไกล ราฟาเอล เอริคในชุดลำลองหลบยืนสูบบุหรี่บริเวณระเบียงเพื่อไม่ให้กลิ่นคละคลุ้งภายในห้องของหญิงสาว การที่พ่อครัวหนุ่มไม่อยู่บ้านของตัวเองในยามวิกาลแสดงว่าที่พูดเล่นไว้ก่อนหน้านั้นคือตั้งใจจริง งานหลักจบที่ปิดร้าน หลังปิดร้านก็หามื้อดึก….

 

ชายหนุ่มดื่มด่ำทิวทัศน์และบรรยากาศบนระเบียงชั้นสูงของคอนโดมีเนี่ยมพลางนึกประดิษฐ์สูตรอาหาร ไม่นานนักเสียงข้อความจากโทรศัพท์ก็มาดึงความสนใจออกไป มือใหญ่หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาเมียงมอง รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏที่ริมฝีปาก

 

ข้อความนั้นเขียนด้วยภาษาอังกฤษ  แต่เพื่อความลื่นหูจึงต้องผ่านวุ้นแปลภาษาให้ได้อารมณ์  [เจ๊ทำโทรศัพท์เสียเลยฝากฉันส่งข้อความหานาย นายยังอยู่ดีกินดีสินะ?]   ด้านบนของแถบข้อความเห็นชื่อของผู้ส่ง Darren แอปเปิ้ลน่าเคี้ยว… ประโยคหลังเป็นชื่อบันทึกเฉพาะตัวของเจ้าของโทรศัพท์…

 

สรรพนาม [เจ๊] ที่คนรับคนส่งรู้กันว่าคือใครพาให้คนอ่านอารมณ์ดี  มือใหญ่พิมพ์ตอบกลับ [สุขภาพกาย สุขภาพบทเตียงดีหมด  แล้วพวกเธอคิดถึงฉันกันมั้ย?]

 

แม้ความเร็วอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยจะมีจำกัด แต่ข้อความตอบกลับช่างส่งไวประหนึ่งดูดสัญญาน 4G จากทั้งตึกมา [เอซกับครอนบอกว่าไม่คิดถึง ไม่ต้องหอบของกลับมา] อ่านจบราฟาเอลก็หัวเราะเบาๆ อดีตเพื่อนร่วมงานแต่ละคนช่างเสมอต้นเสมอปลาย

 

[ฝากบอกสองคนนั้นว่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมนะ ฝากหอมแก้มด้วย] พิมพ์ส่งกลับไปแบบนั้นมีหรือคนรับฝากจะทำตาม

 

[ฉันเก็บปากไว้หอมแก้มลูกสาวจะดีกว่าหอมพวกนั้น]  ราฟาเอลผิวปากอารมณ์ดี   คนกลุ่มนั้นคือ…ความหลังที่ผ่านมาเมื่อไม่นาน

 

….นิวยอร์กในความทรงจำ…

 

ราฟาเอลบี้ก้นบุหรี่ลงในที่เขี่ย  จากนั้นชายหนุ่มก็ก้าวกลับเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาว   ราตรีนี้ยาวนาน  เช้าจึงจะเป็นเวลาทำงานของ Rafael’s Kitchen

 

อาหารนั้นไม่มีพรหมแดนสามารถเข้าถึงได้ทุกคน   มนุษย์นั้นแม้จะต่างชาติต่างภาษา คนกลุ่มหนึ่งก็มาพานพบกันในประเทศแห่งหนึ่ง  แม้นิสัยใจคอแตกต่าง พวกเขาเหล่านั้นก็โคจรมาร่วมงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง  เคยมีคนบอกว่ามิตรภาพที่ได้พบในช่วงวัยทำงานนั้นไม่ยั่งยืน กระนั้นแล้วก็ไม่มีคำยืนยันชัดเจนว่าเป็นแบบนั้นเต็มร้อย  บางคนอาจได้พบจุดเปลี่ยนที่ยังไม่สายเกินแก้ก็เป็นได้

 

อาหารจีน อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย

การนำอาหารหลายๆชาติมาผสมผสานกันนั้นเรียกว่า Fusion

 

อาหารจานนี้สุดท้ายจะออกมาเป็นเมนูรสชาติแบบไหนกันนะ

 

 

————————————————————————-

 

Free Talk : ในที่สุดบทที่ 2 ก็จบลงแล้ว ตัดออกมาเป็น 4 พาร์ต บทของการเปิดตัวตัวละครคณากร บุญพิทักษ์หรือว่านายเชน

พัฒนาการของราฟกับฟานมาเรื่อยเรียงๆ เพราะตามไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นตามเวลาจริง สองคนนี้เพิ่งรู้จักกันเอง ช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่วันมาก จะก้าวกระโดดไปไกลแบบโดดดึ๋งๆก็แลดูจะเร็วเกินไป เลยต้องปูสายสัมพันธ์กับเรื่องนิสัยใจคอแต่ละคนก่อน ต่อไปก็จะลงลึกมากขึ้นเรื่อยๆในตัวละครทั้ง 4 คน

ตอนแรกเลยคุณทนายคิดไว้ว่าจะเป็นแค่ตัวละครเสริม แต่ทำไปทำมาเขียนบทเชนแล้วคิดว่าหมอนี่ไม่เหมาะจะเป็นพระรอง แต่เหมาะจะเป็นคู่รองเหมือนกันนะ น่าจะมีคนมายุ่งๆ(?) ซึ่งก็ต้องดูความเป็นไปได้ต่อไปข้างหน้า ฮา
ปล. ตอนนี้พิมพ์ในไอแพดทั้งหมดเลยเพราะแทบไม่ได้อยู่หน้าคอมช่วงวันหยุด

 
1 ความเห็น

Posted by บน 08/12/2014 in Uncategorized

 

One response to “[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 2 : Part 4

  1. นางสาวบ.จะวิ่งบนทะเล (@koku_hj)

    01/18/2015 at 10:29 PM

    หืมมมมมม ไม่ใช่ เชนxฟาน เรอะ!! /เชียร์สุดใจ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: