RSS

[HQ-Fic] Could you tell me, Who am I? (Kage x Hina ) Chapter 11

21 ส.ค.

Title : Could you tell me, Who am I?
Fandom : Haikyuu!!
Genre : BL , Comedy
Rating : PG
Pairing : Kageyama x Hinata

——————————————

คนคนหนึ่งมีความสำคัญกับเรามากขนาดไหนนั้น

หลายคนก็ไม่รู้ตัวเลย หลายคนก็รู้ตัวตั้งแต่แรก และบางคนรู้ตัวเมื่อสาย

 

แต่เมื่อรู้ตัวว่าสำคัญมากขนาดไหน

สิ่งที่ทำได้ก็คือรักษาเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้

 

มันอาจจะเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตเพียงไม่กี่ปี

หรืออาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานไปตลอดช่วงชีวิต

 

นกนั้นจำเป็นต้องมีปีกเพื่อนำไปสู่ท้องฟ้าอันแสนไกล

หากฉันบินไม่ได้  นายก็คือปีกที่พาฉันขึ้นไป

 

Chapter 11 : ปีกที่พาโบยบินไปสู่ทิวทัศน์ที่สูงที่สุด

 

Q : เพื่อนร่วมทีมสำคัญมากขนาดไหน?

 

โรงยิมเนเซี่ยมกว้างของสโมสรถูกแปรสภาพเป็นฉากถ่ายภาพทำข่าวชั่วคราวในช่วงเย็นวันหนึ่ง   กลุ่มนักข่าวนิตยสารฉบับดังยืนถ่ายภาพด้วยกล้อง DSLR  จากริมสนาม  คอยบันทึกภาพจังหวะการเสิร์พและเซ็ตลูกวอลเลย์บอลที่สวยงามตรงใจที่สุด เพื่อนำไปเป็นภาพประกอบของบทสัมภาษณ์

 

ยามลูกยางกระทบพื้นอีกฝั่งของตาข่ายเป็นบอลที่ 10  ก็ดูเหมือนทีมช่างภาพจะได้ภาพที่ตรงใจเสียที   กลุ่มสัมภาษณ์ซึ่งมีอุปกรณ์บันทึกเสียงและสมุดบันทึกจึงเดินเข้ามาในเขตเส้นสีขาวเพื่อปฏิบัติหน้าที่   คำถามซึ่งถามค้างเอาไว้คงจะได้คำตอบ

 

นักกีฬาหนุ่มมีสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย   เขาหมุนลูกบอลในมือไปมาเพื่อรำลึกความทรงจำบางอย่าง   “ผมเคยไม่เห็นหัวเพื่อนร่วมทีมจนถูกเรียกว่าราชาเจ้าแห่งคอร์ท”   นัยนะนอกจากความเก่งคือหมายถึงความเผด็จการที่มีต่อคนรอบข้าง

 

“จนเข้าเรียนมัธยมปลายที่คาราสุโนะ  ตอนนั้นผมก็มีเพื่อนร่วมทีมที่เรียกว่าเพื่อนร่วมทีมได้เต็มปาก  แล้วพวกเขาก็ยอมรับผมด้วย”   ดวงตาของชายหนุ่มจับจ้องยังลูกกลมๆซึ่งมีความทรงจำอันแน่นอยู่มากมาย  เกินครึ่งชีวิตที่ใช้ชีวิตกับกีฬานั้น

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตสามารถเปลี่ยนคนได้ตลอดชีวิต

 

หนุ่มวอลเลย์โยนลูกบอลขึ้นเหนือศีรษะของตัวเองและเหวี่ยงแขนตบมันออกไปยังอีกฝั่งหนึ่งของสนามที่ว่างเปล่า   “ถ้าผมไม่ได้เข้าเรียนที่คาราสุโนะ  ถ้าผมไม่ได้เจอหมอนั่น  ผมคงไม่มีทางเปลี่ยน”   แววตาและสีหน้าของนักกีฬาหนุ่มแม้จะดูนิ่งอยู่บ้าง  กระนั้นก็มองออกได้ว่าพูดถึงความทรงจำที่มีค่า

 

เพื่อนร่วมทีมซึ่งมีค่าในวัยเยาว์

 

กลุ่มนักข่าวทั้งบันทึกเสียงและจดข้อความลงในสมุดจด  แล้วพวกเขาก็เอ่ยถามต่อ   “ตอนนี้ยังติดต่อหรือเจอกันไหมคะ กับเพื่อนร่วมทีมเก่าๆ”   กาลเวลาที่เปลี่ยน สถานที่ที่เปลี่ยน  สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  บางครั้งก็ทำให้คนเราขาดการติดต่อกันไป

 

ชายหนุ่มไม่มีความลังเลและตอบอย่างตรงไปตรงมา  “ก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆล่ะครับ  งี่เง่า เซ่อ ซื่อบื้อไม่เปลี่ยน  บ้าจริง……”    แววตาของนักกีฬาหนุ่มผมสีดำแลดูทะมึนเสียจนนักข่าวผู้สัมภาษณ์อดเสียวสันหลังไม่ได้  หากแต่ไม่นานใบหน้าซึ่งดูเหมือนโกรธเคืองนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าซึ่งมีความสุข…

 

เหล่าคนฟังพากันกระพริบตาปริบๆอย่างสงสัยในคำพูดนั้น  ฟังดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดี…?    แต่นักกีฬาหนุ่มก็ไม่ขยายความอะไรต่อ   เขาเพียงแค่มองออกไปยังสนามอีกฝั่งของตาข่าย.. มองไปแบบนั้น  แล้วมองมายังที่ว่างในสนามฝั่งเดียวกัน

 

“คงรู้ได้ไม่ยากหรอกครับ  ว่าผมหมายถึงใคร”   พูดจบนักกีฬาหนุ่มก็โค้งและเดินออกไปเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นได้สัมภาษณ์ต่อ   ทิ้งปริศนาให้กลุ่มนักข่าวซึ่งอยากรู้อยากเห็นเก็บเอาไปขบคิดกันเองต่อไป

 

ตราบเท่าที่ยังเดินอยู่บนเส้นทางของกีฬาลูกยาง

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คงยากจะเปลี่ยนแปลง

 

********************************************************

 

ยามปลดเปลื้องความลังเลใจ  ท้องฟ้าที่เคยบินขึ้นไป คงบินได้สูงยิ่งกว่าเดิม

 

ปุยนุ่นสีขาวร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า  มันคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในฤดูหนาว อันมีชื่อเรียกว่า [หิมะ]  จังหวัดมิยางิกำลังเข้าสู่ช่วงที่หนาวเย็นประจำปีอีกครั้ง  อุณหภูมิอากาศซึ่งค่อนข้างต่ำทำให้หลายคนอยากนอนอยู่บนเตียงภายในห้องอุ่นๆมากกว่าจะออกมาเดินตากลมข้างนอก

 

ยกเว้นก็แต่กลุ่มคนที่มีภารกิจ…   บนถนนคดโค้งบนเนินเผยภาพจักรยานมีตะกร้าด้านหน้ากำลังวิ่งท้าลมหนาว   มองเข้าไปใกล้จะยิ่งเห็นคนขับและคนซ้อนท้ายชัดเจนขึ้น    เด็กหนุ่มสองคนในเสื้อโค้ทตัวหนาสีเข้มหายใจออกมาเป็นไอ  อุณหภูมิร่างกายกับภายนอกมันต่างกันมาก…   ความหนาวเย็นวัดได้จากอุปกรณ์ป้องกันความหนาวบนร่างกายของทั้งคู่   มีทั้งผ้าพันคอ ถุงมือไหม หมวกไหมพรม

 

“หนาว หนาว บรื๋อออออออ”   ฮินาตะ โชโยบ่นอุบมาจากที่นั่งซ้อนท้ายด้านหลังของจักรยาน   สองมือจับไหล่ของคนถีบเพื่อเป็นที่ทรงตัวระหว่างที่ใช้เท้าเหยียบที่วางเท้าของคนนั่งซ้อน   ยืนขึ้นเพื่อมองทิวทัศน์ด้านหน้า  และแช่แข็งหน้าตัวเองด้วยสายลมที่พัดมากระทบ

 

“อย่าน้ำมูกไหลหยดใส่หัวฉันนะเว้ย!”   พนักงานถีบจักรยานกิตติมาศักดิ์ตะคอกเสียงดัง    เพราะหันกลับไปมองไม่ได้จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไรบ้าง

 

คนโดนทักรีบยกมือข้างหนึ่งมาปาดจมูกตัวเอง    “ยังไม่ไหลเลยเฟ้ย!   ฉันไม่ได้ซกมกขนาดนั้น!”   ไม่ขนาดนั้นแต่อ้วกเรี่ยราดในสนามซ้อมเป็นประจำๆ…..

 

“เออ  ก็ดีแล้วที่ไม่เซ่อขนาดนั้น”  คำพูดของคาเงยามะทำให้ฮินาตะอยากรัดคอไม่ก็ทำอะไรสักอย่างใส่ แต่เมื่อคิดถึงความปลอดภัยของตัวเองก็ไม่ทำจะดีกว่า…   จักรยานกลิ้งตกเนินกันไปคงดูไม่จืดแลอันตรายด้วย…

 

วันนี้เป็นวันแรกของค่ายฝึกซ้อมชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะ     ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก  นักเรียนปีหนึ่งทั้งสองก็ตื่นเต้นและตื่นเช้ากว่าปกติด้วยความตื่นเต้นอีกเช่นเคย …  ไม่ใช่แค่ตื่นเช้าธรรมดา  เพราะคนถีบจักรยานต้องตื่นยิ่งกว่าเช้าเพื่อมาให้ถึงบ้านของคู่หู

 

ถ้าขยันเรียนได้สักครึ่งของเล่นกีฬาก็ดี

 

เมฆหนาปกคลุมท้องฟ้าจนไร้ซึ่งแสงแดด   ลมเย็นๆพัดผ่านหน้าแต่ละครั้งก็ทำให้ขนมันลุกเกรียวใต้เสื้อผ้า  และบางครั้งคนปั่นจักรยานก็จะหลุดจามออกมา   เด็กหนุ่มผมส้มที่ไม่ได้ออกแรงอะไรเริ่มสังเกตเมื่ออีกฝ่ายจามติดกันสองครั้ง  เริ่มรู้สึกเป็นห่วง…

 

“นายจะเป็นหวัดรึเปล่าอ่ะ?  ถ้าไม่สบายก่อนเข้าค่ายแย่แหงๆ”   จะใช้มือลองจับวัดอุณหภูมิก็ขี้เกียจถอดถุงมือออก  อีกทั้งวัดไข้กลางอากาศหนาวก็วัดยาก

 

เด็กหนุ่มผมดำยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาถูไถจมูก  ทรงตัวจักรยานด้วยมือข้างเดียว   “ลมเย็นมันแรงเฉยๆ   ฉันไม่ปล่อยให้ตัวเองป่วยหรอกน่า”  การเป็นนักกีฬาที่มีวินัยอีกอย่างคือไม่ปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอจนทำให้การเล่นกีฬาบกพร่อง…

 

คู่หูฟังแล้วครุ่นคิดว่าตนเองจะทำอะไรได้บ้างในตอนนี้  “ทำไงให้นายไม่หนาวดีหว่า……..”  เป็นตัวภาระให้คนขับอย่างเดียวมันก็กระไรอยู่   ฉับพลันก็เกิดไอเดียดีๆขึ้นในใจ

 

นึกออกแล้วก็ต้องลงมือปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริง   ฮินาตะวางคางเกยกลางศีรษะของเด็กหนุ่มผมสีขนกา    “ทำตัวเป็นผ้าพันคอให้เปล่า?”   เรียวปากฉีกยิ้มหน้าทะเล้น

 

จุดไข่ปลาลอยขึ้นมากลางความเงียบ…   ความคิดแบบนี้มันเอามาจากไหนอีก   คาเงยามะทำหน้านิ่ง   “ไม่ต้อง   แค่นี้ก็ทรงตัวลำบาก”   จักรยานคุณป้าไม่ใช่จักรยานเทพ   นับน้ำหนักสองคนวิ่งบนถนนลื่นๆจากหิมะที่ละลายก็ต้องอาศัยสมาธิสูงมากแล้ว

 

คนถามรู้คำตอบอยู่แล้วจึงยังคงยิ้มทะเล้นต่อ   ว่าแล้วก็ใช้สองแขนกอดรัดรอบลำคอของเพื่อนสนิท   ผ้าพันคอยี่ห้อฮินาตะ โชโย สมบูรณ์แบบ!    “อุ่นขึ้นเยอะเลยแฮะ~~”   คำพูดไม่ได้บ่งบอกว่าห่วงว่าอีกคนจะหนาว แต่ห่วงตัวเองที่กำลังหนาวมากกว่า….

 

จักรยานเซไปครู่หนึ่ง  ด้วยทักษะของคนขับเพียงแป๊ปเดียวก็กลับมาคงที่เหมือนเดิม  “ฟังที่พูดมั้ยฟะ!?”   คาเงยามะตวาดเสียงดัง  ถึงปากจะพูดแบบนั้นก็มิได้บอกให้เจ้าผ้าพันคอตัวหนักคลายวงแขนออกอยู่ดี

 

เด็กหนุ่มผมสีส้มยิ้มระรื่นเพราะเคยชินกับพฤติกรรมของคู่หูไปแล้ว  ถึงแม้ปากจะบ่น  หลายครั้งก็ไม่ต่อต้านอะไรอยู่ดี   แบบนี้เรียกว่าปากว่ามือขยิบได้ไหม?   สำนวนมันว่าแบบนี้รึเปล่านะ?   แม้จะเป็นความคิดในสมอง เด็กหนุ่มก็ชักไม่แน่ใจเรื่องสำนวน…..

 

ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ได้ผ้าพันคอมนุษย์มีสีแดงระเรื่อที่แก้มซึ่งยากจะแยกว่าเกิดจากอากาศหนาว หรือว่าเกิดเพราะความเคอะเขิน  สภาพตอนนี้เหมือนแบกโคอาล่าไว้บนหลัง   ถึงอย่างนั้นมันก็อบอุ่น…  ไออุ่นจากร่างกายเหมือนฮีตเตอร์ชั้นดี…

 

ตอนนี้คงต้องยอมไปก่อน….   “เกาะดีๆล่ะเจ้าเซ่อ”    คาเงยามะยอมแพ้คนข้างหลัง    ปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่ได้น่ารำคาญอะไร….

 

สามัญชนได้เห็นราชายอมศิโรราบอีกครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองได้ชัยชนะ   “Yes sir!”  คนนั่งส่งเสียงสดใส  ทำทุกอย่างตามที่บอกอย่างสุขสันต์….

 

สองหนุ่มนักเรียนปีหนึ่งตัวปัญหาแห่งชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะ   ตั้งแต่รู้ตัวว่าชอบอีกฝ่าย  เหตุการณ์นั้นก็ผ่านมา 2 ฤดูเข้าไปแล้ว.. จากหน้าร้อนสู่ใบไม้ร่วง  และตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูหนาว  หากถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง…  ก็คงแทบจะไม่มีอะไรที่เปลี่ยน…

 

            ระหว่างเด็กหนุ่มทั้งสองในเวลานี้คืออะไร?

มันไม่ใช่สถานะคนรัก  เพราะทุกอย่างมันเป็นความเคยชินไปแล้ว

 

16 ปีหักลบช่วงจำความไม่ได้   ชีวิตของเด็กนักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งทั้งสองวนเวียนอยู่กับเรื่องกีฬา  วิถีชีวิตแบบเด็กผู้ชาย  ประสบการณ์ความรักนั้นมีแสนน้อยนิด  ตัวอย่างใกล้ตัวนอกจากพ่อแม่ก็ไม่มี   จะนับความรักล้นใจที่รุ่นพี่นิชิโนะยะกับรุ่นพี่ทานากะมีให้ผู้จัดการชมรมวอลเลย์บอลมาเป็นตัวอย่างอ้างอิงก็ไม่ได้…

 

นกที่ไม่เคยบินบนท้องฟ้าสีชมพูก็ต้องลองผิดลองถูกไปอีกสักพัก

 

จากเส้นทางที่คดโค้งของเนินเขา  ในที่สุดก็เข้าสู่ทางลาดธรรมดาที่ราบเรียบ  อย่างน้อยการขับขี่ก็ง่ายขึ้นกว่าถนนเปียกๆบนเนินซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้    ถนนเส้นนี้จะทอดยาวไปถึงหน้าประตูโรงเรียนมัธยมคาราสุโนะ    ยิ่งเข้าใกล้ที่หมายมากขึ้นเท่าไหร่     การเข้าค่ายก็ใกล้เริ่มต้นขึ้น…

 

แต่การเข้าค่ายซ้อมครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าค่ายธรรมดาๆ…  มันมีความหมายยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ   เป็นการซ้อมเฉพาะกิจเพราะครั้งนี้จะเป็นการเข้าค่ายร่วมกับรุ่นพี่เป็นครั้งสุดท้าย….  ฤดูใบไม้ผลิซึ่งใกล้มาถึงนี้จะมีพิธีจบการศึกษาของโรงเรียนคาราสุโนะ  นั่นคือการส่งพวกรุ่นพี่ปีสามไปยังเส้นทางใหม่…

 

สิ่งที่เด็กหนุ่มทั้งสองตื่นเต้นนอกจากเรื่องเข้าค่ายก็คือเรื่องนี้…   ยิ่งใกล้ที่หมาย   รอยยิ้มบนหน้าของฮินาตะ โชโยก็ลดน้อยลง…    “นี่คาเงยามะ……”

 

น้ำเสียงหงอยห่อเหี่ยวแบบนั้น  คนฟังรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร   “พวกรุ่นพี่ไม่ได้ตาย  นายอย่าเฉาล่วงหน้าสิฟะ”   การจบการศึกษาไม่ใช่การจากลากันไปชั่วชีวิต….

 

“รู้เว้ย……… แต่เหงาอ่ะ……”   ภาพชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะซึ่งไม่มีพวกรุ่นพี่ปีสามอยู่แล้ว  ยังไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ว่าจะต้องเห็นภาพนั้น…. สำหรับฮินาตะ โชโย  ชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะเป็นเพื่อนร่วมทีมชุดแรกในชีวิตที่เป็นเพื่อนร่วมทีมกันจริงๆ

 

คาเงยามะพ่นลมหายใจทางจมูกแทนถอนหายใจทางปาก  ความรู้สึกแบบนั้นใช่ว่าเด็กหนุ่มจะไม่เข้าใจ   สำหรับคาเงยามะ โทบิโอะ  ชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะก็นับเป็นเพื่อนร่วมทีมชุดแรกที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อน…  มันน่าใจหาย….

 

เพียงแต่ฟูมฟายไปก็ทำอะไรไม่ได้….     “เจ้าเซ่อ   แทนที่แกจะหงอยล่วงหน้า  แกซ้อมให้เลือดตากระเด็นดีกว่า”   รุ่นน้องมีสิ่งที่ต้องทำอยู่

 

ฮินาตะคลายวงแขนที่กอดรัดเป็นผ้าพันคอให้คู่หู  กลับมาใช้สองมือเกาะที่ไหล่นั้นเหมือนเดิม   “ก็ซ้อมเยอะกว่าเดิมแล้วนา!”

 

เด็กหนุ่มผมดำเอ่ยสั่งสอนเตือนสติด้วยเสียงมุ่งมั่น    “พวกเราจะต้องเป็นกำลังให้ชมรมหลังจากที่พวกรุ่นพี่จบไปแล้วให้ได้เว้ย  พวกรุ่นพี่จะได้หมดห่วง”   ปีหนึ่งในวันนี้จะกลายเป็นสมาชิกปีสอง และสมาชิกปีสองก็จะขึ้นเป็นปีสาม…

 

….ก้าวสู่ยุคใหม่ของชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะ…

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสื้อทีมเบอร์ 10 แห่งคาราสุโนะนิ่งเงียบไป    คำพูดของคู่หูนั้นถูกต้อง   นกกาที่ได้กลับไปโผบินอีกครั้ง  จะให้มันกลับมาอยู่ที่จุดเดิมไม่ได้อีก  มีแต่ต้องพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ  จนกว่าวันที่พวกเขาจะก้าวออกจากรั้วโรงเรียนนี้ไป…

 

หลังจากคิดได้เพราะคำพูดของคู่หู  รอยยิ้มก็กลับคืนบนใบหน้าฮินาตะ   “นั่นสินะ   จะว่าไปอีกไม่กี่เดือน พวกเราก็อาจจะมีรุ่นน้องแล้วแฮะ”   เหล่าปีหนึ่งเลือดใหม่จะมีใครสนใจวอลเลย์บอลกันบ้างไหมนะ?

 

“เออ…   อาจจะมีพวกที่เล่นตำแหน่งเดียวกับพวกเราโผล่มาก็ได้”    นัยน์ตาของคาเงยามะทอประกายมุ่งมั่น  เซตเตอร์คนเก่าจบไปก็ใช่ว่าจะไม่มีเซตเตอร์คนใหม่มาอีก

 

“น่าสนุกแฮะ  จะเป็นยังไงนะ”   ภาพอนาคตแบบใหม่ของชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะ   เพื่อนร่วมทีมชุดใหม่ซึ่งยังเป็นเพียงภาพในจินตนาการ…

 

“คงไม่มีพวกเตี้ยๆแบบแกโผล่มาแล้วมั้ง   ไม่มีพวกปากแมวแบบสึกิชิมะก็ดี”  เซตเตอร์เบอร์ 9 พูดลอยๆ  ถ้าไม่มีประเภทหลังมาจะดีมาก…..

 

“ฉันสูงขึ้นตั้ง 2 เซนแล้วนะเฟ้ย!!”   มือขวายื่นออกมาชูสองนิ้ว   อายุแค่ 16 ปีเดี๋ยวก็ต้องสูงได้อีก  แล้วอาจจะสูงกว่าทั้งทีมก็ได้!

 

คนฟังเบ้ปากฟังไปงั้นๆ   แม้ฮินาตะจะสูงขึ้นก็ยังเตี้ยอยู่ดี  หากไม่มีนิชิโนะยะอยู่ในชมรม  หมอนี่ก็จะกลายเป็นคนที่เตี้ยที่สุดในชมรมไปแล้ว    “ชาตินี้แกสูงไม่ทันฉันหรอกว่ะ”   ฮินาตะได้แต่กัดฟันกรอดๆ

 

“ขอให้นายไม่สูง ขอให้นายไม่สูง ขอให้นายไม่สูง!!!”    เด็กหนุ่มผมส้มไม่ชนะด้วยเล่ห์ก็ต้องใช้กล   สองมือยกขึ้นพนมขอเทพเจ้า

 

ดวงตาสีตาเบิกกว้างแยกเขี้ยวในทันที   “ไอ้นี่!!    แกจะแช่งฉันเรอะ!!”   หรือราชาจะต้องคำสาปของสามัญชนเข้าจริงๆ…  ร่างกายอาจจะไม่สูงขึ้นอีกเหมือนอย่างตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุดในการ์ตูนเรื่องหนึ่งซึ่งมีฉากอยู่ในกำแพงขนาดใหญ่…

 

เพราะคู่หูเป็นคนปั่นจักรยานจึงเป็นโอกาสให้ฮินาตะเล่นงานได้โดยไม่โดนทำร้ายร่างกายตอบ   เด็กหนุ่มหัวเราะเริงร่าอย่างมีชัย    แม้นจะถกเถียงกันบ่อยๆ กระนั้นมันก็มีความสุขมากอยู่ดี   และเพราะมีความสุข…  ไม่นานสีหน้าของฮินาตะ โชโยก็เริ่มเหงาหงอยขึ้นมาใหม่

 

สักวันหนึ่งทั้งคู่ก็อาจจะต้องแยกย้ายกันไปคนละเส้นทาง…

เปลี่ยนจากเพื่อน… ไปเป็นคู่แข่งอีกครั้ง

 

“เดี๋ยวพูดมาก เดี๋ยวเงียบ เป็นไรอีก?”    คาเงยามะสัมผัสได้ว่าคนข้างหลังเงียบไปก็เอ่ยทัก   คล้ายกับบางอย่างมันสื่อได้ว่าคู่หูผิดปกติ

 

ฮินาตะกลับมาเกยคางบนศีรษะเจ้าอีกาหน้าบูด    “ถ้าวันนึงพวกเราต้องแยกย้ายกันไปคนละทีม   นายต้องแข่งกันฉันนะ   ยังจำได้เปล่าที่ฉันบอกว่าจะโค่นนายให้ได้”   จะเป็นสิบปีข้างหน้าหรือนานกว่านั้น…  ก็อยากจะทำเป้าหมายนี้ให้ลุล่วงจนได้….

 

ได้ยินแบบนั้นคาเงยามะก็นึกย้อนความ  ครั้งหนึ่งเคยพูดกันเอาไว้ในเช้าวันแรกก่อนการแข่งขัน   “ก็พอจะจำได้อยู่   ไม่ได้ลืม”   เพราะเขาคือคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดของฮินาตะ โชโย….

 

ริมฝีปากเด็กหนุ่มผมสีส้มหยักยิ้ม   “คงจะแปลกดี  ถ้าคนเซตลูกไม่ใช่นายแล้ว”   จะมีคู่หูที่เชื่อใจกันได้ขนาดนี้อีกไหมนะ….

 

เมื่อมีคนเริ่มก็มีคนคิดตาม    คาเงยามะ โทบิโอะเริ่มนึกถึงภาพอนาคต   “ไม่มีใครส่งลูกให้นายได้ดีเท่าฉันหรอก   เจ๋งกว่านี้ไม่มีแล้ว”  ช่างเป็นคำพูดที่เชื่อมั่นในตัวเองอย่างยิ่ง….

 

“ไม่มีคนยอมให้นายโขกสับเท่าฉันหรอกน่า!”  ฮินาตะยกยอตัวเองในเรื่องที่ผิด…   มันน่าโม้รึเปล่าล่ะนั่นคุณสมบัติแบบนั้น….

 

ไม่ทันไรร่างของเจ้าอีกาสีส้มก็เกือบหงายหน้าคว่ำเสียการทรงตัวเพราะการเบรคแบบกะทันหัน   คาเงยามะหยุดจักรยานคุณป้าแล้วตวัดใบหน้าหันมามอง    ดวงตาสีดำที่จ้องเขม็งมาอย่างจริงจังและคล้ายจะอยากพูดอะไรบางอย่างทำให้คนโดนจ้องสงสัย

 

“จู่ๆก็หยุดมีไรอ่ะ!?   เกือบร่วงไปแล้ว!”   ชะตากรรมเกือบนำพาให้ลงไปนอนจูบพื้น  แต่ฟ้ายังใจดีที่ร่างกายยืดหยุ่นได้ดี…

 

เซตเตอร์เบอร์ 9 ยังคงมองนิ่งๆ  คนที่โดนจ้องก็ยิ่งสงสัยจนในหัวมีแต่เครื่องหมายคำถาม    จนในที่สุดปากที่บูดเป็นรูปสระอิคว่ำก็เปิดออก   “ฉันเป็นคนที่ทำให้แกเจ๋งที่สุด  เพราะงั้นต่อให้แกไปเล่นกับคนอื่น  แกก็ต้องคิดว่าฉันเจ๋งที่สุด เข้าใจมั้ยฮ่ะ?”

 

ฮินาตะกระพริบตาปริบๆพลางจ้องกลับ   หลังสมองประมวลผลสิ่งที่ได้ยินจบก็ฉีกยิ้มออกมา   “นายเป็นคู่หูที่เจ๋งที่สุด   เป็นคู่แข่งที่เจ๋งที่สุดของฉันอยู่แล้ว!”

 

เป็นปีกที่พาบินไปสู่จุดที่สูงที่สุดซึ่งไม่มีใครขวางได้

 

“แล้วอย่างอื่น?”   คำตอบที่ได้รับแลดูจะยังไม่เพียงพอ   สายตาของเด็กหนุ่มยังคงคาดคั้นให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากจะได้ยิน

 

ใบหน้างงงวยของสามัญชนช่างทำให้ราชารู้สึกขัดใจ     “เรื่องแค่นี้แกก็คิดไม่ออกเรอะ”   เสียงเข้มถามย้ำรอบที่สอง  ตั้งใจจะขุดขี้เลื่อยในสมองคู่หูออกมาให้จนได้….  กระนั้นแล้วอีกฝ่ายก็ยังทำหน้าตาซื่อบื้อชวนให้ถอนหายใจอยู่ดี   มือที่ใช้เซตลูกยางวอลเลย์บอลสั่นระริกใกล้ลงไม้ลงมือ…

 

แต่ฟ้าคงไม่อยากให้ใครบางคนโดนทำร้ายไปมากกว่านี้    คิดแล้วคิดอีกในที่สุดฮินาตะก็นึกออก  มือข้างหนึ่งทำเป็นกำปั้นทุบมืออีกข้าง   “อ๋อ!    เป็นคนที่ชอบที่สุด!  รองจากวอลเลย์บอลด้วย!”   สิ่งมีชีวิตที่แพ้สิ่งไม่มีชีวิต….

 

คาเงยามะกลับสู่ความสงบ  วูบหนึ่งมุมปากของเด็กหนุ่มกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ   ก็แค่วูบเดียวเท่านั้นเพราะโดนเจ้าของคนพูดอันน่าดีใจนั้นจ้องหน้า   “ทำไมต้องหุบยิ้มด้วยอ่ะ!”

 

“เปล่า!  ไม่ได้ยิ้มเว้ย!  แกตาฝาดแล้ว!”  สารถีปั่นจักรยานกิตติมาศักดิ์หันหน้ากลับไปหมายจะออกตัวเดินทางกันต่อ

 

ดวงตาสีส้มจ้องจับผิด   โรงเรียนก็อยู่อีกไม่ไกล  แต่ดูเหมือนหนทางจะไปคงติดขัดอีกนิดเพราะคำพูดของฮินาตะ โชโย     “นายเขินเหรอคาเงยามะ?”

 

พูดจบเท้าที่ยังติดพื้นของคนพูดก็กลายเป็นลอยขึ้นกลางอากาศ    เด็กหนุ่มผู้ถูกอ่านทางได้จับร่างเตี้ยกว่าตัวเองเหวี่ยงออกไปบนถนนด้านหน้า    เจ้าอีกาขนสีส้มหมุนตัวกลางอากาศแล้วจอดลงพื้นได้อย่างงดงาม…   คะแนนการทรงตัว 10 เต็ม 10….

 

“ก๊ากกกกก   นายเขินสินะ!”    ฮินาตะทรงตัวได้ก็หันมาชี้หน้าหัวเราะใส่คนหน้าบางกับเรื่องแบบนี้    ใบหน้าคาเงยามะพลันกลายเป็นสีแดงก่ำ…

 

เซตเตอร์ออกตัววิ่งพุ่งเข้าใส่พร้อมกระโดดถีบขาคู่!!   “หุบปากไปเลย!!  เจ้าเปื้อกนี่!!”    Kageyama Kick!!  ลูกเตะแก้เขินของราชา….

 

เด็กหนุ่มผมส้มหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว     “ไม่โดน!  กระจอก!    แว๊ก!!!!”   สุดท้ายสามัญชนก็มิอาจหนีพ้นเงื้อมมือของราชา…..

 

ในอนาคตจะสามารถหาคนที่เชื่อใจได้ขนาดนี้อีกไหม?

 

            ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการติดลบ   แต่กลับมีสายใยซึ่งมองไม่เห็นชักนำพาให้มาพบกันในรูปแบบบังคับให้ต้องเป็นเพื่อน  และในที่สุดก็พลิกผันให้กลายมาเป็นสิ่งเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในแต่ละคน   หากโตเป็นผู้ใหญ่จะได้เจอคนแบบนี้อีกไหม?   หรือพวกเราจะเดินไปบนเส้นทางเดียวกันตลอดไป…

 

ตอนนี้อยากอยู่ด้วยกันกับนายต่อไปเรื่อยๆ….

 

จะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากที่สุด  จะเป็นคู่หูที่เชื่อใจกันได้มากที่สุด   เป็นความสัมพันธ์เกือบๆคนรักเพราะไม่ประสีประสา  จะเป็นในรูปแบบไหน  ฝ่ายตรงข้ามก็คือคนที่ชอบ  เป็นคนที่จะก้าวไปในสนามการแข่งขันวอลเลย์บอลด้วยกัน…..  ก่อนจะคิดไกลขนาดนั้น…

 

พวกนายควรจะรีบไปโรงเรียนก่อนรึเปล่า?

 

สมาชิกชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะยืนจับกลุ่มกันหน้าประตูโรงเรียนอย่างพร้อมหน้า    ขาดไปก็เพียงคู่หูตัวปัญหาสองคนซึ่งมักจะมารอตั้งแต่เช้าตรู่    รองกัปตันผมสีเทาอ่อนยืนมองโทรศัพท์สื่อสารของตัวเองเป็นระยะๆ  เด็กหนุ่มรุ่นพี่ลังเลใจว่าควรจะติดต่อหาหรือไม่…

 

“สึกะซัง  ยังไม่มีวี่แววเลยนะครับ”  ทานากะทอดสายตามองออกไปไกลๆ    บนถนนเส้นเดียวที่ตรงมาโรงเรียนมัธยมทั้งสองฝั่ง  ไม่มีวี่แววของรุ่นน้องเลย…

 

“หลับเพลินล่ะมั้งครับ”  สึกิชิมะป้องปากหาว   เด็กหนุ่มแลดูเบื่อหน่ายที่ต้องมาเข้าค่ายร่วมกับคนอื่นๆ   แต่ก็ยอมมาอยู่ดี

 

“เจ้าพวกนั้น……..”   รังสีทะมึนแผ่ออกมาจากร่างของกัปตันซาวามุระพาให้ทุกคนหน้าซีด    หากคู่บ๊องไม่เดินทางมาถึงใน 5 ถึง 10 นาทีนี้  ชะตากรรมของทั้งคู่คงจบลงแบบไม่สวยนัก…..

 

ฝูงนกกายังคงบินสูง…. บินไปด้วยกันเรื่อยๆ….

 

            เพื่อนที่ดีนั้นหาไม่ง่าย  เพื่อนร่วมทีมที่ดีและเข้าขาก็มิได้หาได้ง่ายๆ   ต่อให้ก้าวออกจากรั้วโรงเรียนคาราสุโนะไปแล้ว  ความทรงจำที่ดีระหว่างสมาชิกก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง…   แม้สักวันหนึ่งอาจจะได้กลับมาพบกันในรูปแบบอื่นก็ตามที…  นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตข้างหน้า…  เรื่องของคนสองคนก็เช่นกัน

 

ตอนอายุ 16 ปี เด็กหนุ่มได้ค้นพบจุดเปลี่ยน

สิ่งที่เปลี่ยนตัวเองไม่ให้กลับไปเป็นแบบเดิมอีก

 

ความชอบแบบเด็กๆ ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นความรัก

 

 

 

—————————

Free Talk : ตอนหน้าจบแล้วค่ะ ^w^ สำหรับเรื่องยาวไฮคิวเรื่องแรกของเรา

อ่า…. มีหลายส่วนที่อยากกลับไปแก้ไขหลังจากรวมเล่ม ฮา

ความสัมพันธ์ของคาเงยามะกับฮินาตะ ต่อให้รู้ว่าอีกคนเป็นคนที่ชอบ แต่ทั้งคู่ก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี อาจจะมีความสนิทที่เพิ่มขึ้น ถึงเนื้อถึงตัวกันเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นแฟนหรืออะไรอยู่ดี เพราะไร้ประสบการณ์ 555

ปล. เรื่องนี้ไม่มี NC หรอกนะคะ

 
2 ความเห็น

Posted by บน 08/21/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[HQ-Fic] Could you tell me, Who am I? (Kage x Hina ) Chapter 11

  1. wboo

    08/21/2014 at 9:26 PM

    น่ารักจริงๆ 555555

    หวานแบบละมุนๆ ชอบบบบบ เขินแทนคาเงยามะอ่ะ 555

     
  2. maimoi

    08/22/2014 at 9:51 AM

    แหมมม่คาเงะโลภจริงๆ5555 ฮินะจังน่ารักกกกกกกกก ผ้าพันคอมนุษย์ฉบับฮินาตะ โชวโยว ซื้อได้ที่ไหนคะะะ ฮาาาา

    หวานกันจริงๆเล้ยพ่อหนุ่มทั้งสองงงงง

    #ตอนหน้าจบแล้วแงงงงง ขอบคุณมากนะคะ เป็นคาเงฮินะเรื่องยาวที่สนุกมากๆค่า รักคู่เน้ที่สุดด❤

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: