RSS

[Tran] คุณนักอัญมณีริชาร์ด Case1-1

02 พ.ย.

Housekishou Richard-shi no nazo kantei

宝石商リチャード氏の謎鑑定

 

ว่าง(?) ก็เลยลองแปลนิยายเล่น ๆ  หาอะไรทำ….  พอดีชอบนิยายเรื่องนี้ซื้อมาอ่านไปแปลไป  ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเอามาลงซะเลย  เผื่อจะมีคนอ่านเป็นเพื่อน T T ถ้ามี LC ในไทยเมื่อไหร่จะรีบลบ

 

ตัวละคร

Nakada Seigi

นักศึกษาหนุ่มซึ่งอยากเป็นข้าราชการ  ตอนนี้ทำงานพิเศษกับริชาร์ด เจ้าตัวเป็นคนเถรตรง แต่ก็มีส่วนที่เป็นผู้ผดุงความยุติธรรมตามชื่อ

Richard Ranasinghe Dolpian  (ชื่อฮีท่อนสุดท้ายไม่มั่นใจ….)

พ่อค้าอัญมณีมือดีชาวอังกฤษเชื้อสายศรีลังกาผู้ใช้ภาษาญี่ปุ่นละเมียดละไมยิ่งกว่าคนญี่ปุ่น อายุไม่ระบุ รูปงามข้ามเพศหาที่เปรียบไม่ได้ระดับใครเห็นก็ต้องตะลึงค้าง

 

Case 1 – Pink Sapphire แห่งความยุติธรรม

 

 

เจ้างานพิเศษตอนกลางคืนที่สถานีโทรทัศน์นี่  เขาถูกเพื่อนชวนมาก็เลยเริ่มทำ

รายละเอียดงานก็คือ เฝ้ายามห้องเก็บรักษากุญแจสตูดิโอที่มีตั้งหลายสิบอัน ซึ่งปกติอย่างน้อยก็ต้องมีสองคนคอยเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง  เมื่อมีคนจะใช้สตูดิโอก็ให้ยืมกุญแจไป ใช้เสร็จก็รับกลับมาเก็บไว้บนชั้น งานก็มีเท่านี้ล่ะ  ระบบเวรอาจจะผิดไปจากทั่ว ๆ ไปหน่อย แต่ว่างานสบาย อยู่ในชิบุยะ แถมยังได้เจอพวกคนบันเทิงง่าย ๆ อีกตะหาก แต่ทุกคนทำงานอยู่ก็ส่งเสียงทักไม่ได้ล่ะนะ

เรานี่อดทนได้เกินคาด

ช่วงเริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนปิดเทอมฤดูหนาวนี่ไม่มีอะไร  ตลอดสี่สัปดาห์ กลางวันไปมหาวิทยาลัย กลางคืนทำงานพิเศษ แล้วก็งีบหลับในห้องพักตอนเช้า แล้วก็ไปมหาวิทยาลัยอีก  ไลฟ์สไตล์แบบนี้ทำเอานาฬิการ่างกายของเขารับผลกระทบเต็ม ๆ สมองนี่เบลอตลอดเวลา  ส่วนเงินเก็บเพิ่มขึ้นแต่ก็นึกวิธีใช้ไม่ออก แล้วก็ทั้งเขา ทั้งเพื่อน ต่างก็โดนเรียกว่า [คุณยาม] ไม่เคยโดนเรียกชื่อเลยสักครั้ง แถมช่วงนี้ข้าวกินข้าวก็ไม่อร่อย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปต้องแย่แน่ ต่อให้เข้าร่วมบรรยายการสอบราชการสุดเคี่ยว แต่สภาพแบบนี้จะเริ่มอ่านเตรียมสอบได้ตอนไหนกันล่ะ

เขาไม่เคยคิดซักครั้งว่าตัวเองเปราะบาง แต่รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาเรื่องเวลาและกระบวนการเข้าแล้วล่ะ

ตอนนี้เดือนเมษายน  ดำเนินมาเรื่อย ๆ สองเดือน ถ้าลดเวลาเข้าเวรลงแล้วยังรู้สึกว่าตึงเกินไปก็มองหางานใหม่ เอาแบบนั้นแหละ

ระหว่างคิดเรื่องนี้ไปพลางเดินบนทางเดินของสวนสาธารณะโยโยงิยามค่ำคืน เขาก็ได้ยินเสียงคนเมาดังมาจากทางเดินข้าง ๆ เสียงราวกับใครถกเถียงกันอยู่ ทว่าต้นไม้สูงใหญ่เป็นเหมือนกำแพงทำให้ได้ยินเสียงนั้นไม่ชัดเจน ตอนนี้เที่ยงคืนเพราะเขาเลิกงานเร็ว  แถมวันนี้ไม่ได้มีอีเวนท์ปลดปล่อยความเครียดอะไรเป็นพิเศษอีกด้วย

เขาจึงแทรกเข้าไปในทางเดินรถ และวิ่งไปยังฝั่งที่เสียงดังมา

สี่คนเหรอ? ห้าคน?  พวกชายสวมชุดสูทท่าทางอ่อนเปลี้ยส่งเสียงเอะอะ  ชายถือกระเป๋าเดินทางตรงกลางยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะถูกขัดขาจนล้มลง  เจ้าพวกคนเมาหัวเราะเคี๊ยก ๆ แล้วก็เอาเบียร์ในมือสาดใส่ศีรษะของชายคนนั้น  เขาสูดลมหายใจเข้า….

“คุณตำรวจครับ!! ทางนี้ครับ!!! เร็วๆ!! มีคนถูกทำร้าย!!”

เจ้าพวกคนเมาที่กำลังได้ใจแตกฮือหนีไปทางฝั่งสถานีราวกับลูกแมงมุม

ส่วนคนที่เหลืออยู่ก็หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อซับศีรษะ

“เป็นอะไรมั้ยครับ”

“……..ช่วยได้มากครับ”

ใต้แสงไฟจากหลอดไฟในสวน มนุษย์ผู้นั้นหันหลังไป  เส้นผมนั้นเป็นสีทอง นัยน์ตาสีฟ้า ภาษาญี่ปุ่นที่ไร้จุดบกพร่อง และเหนือกว่าอะไรทั้งหมดคือ รูปโฉมอันสุดยอด ว้าว….  เขาภาวนาไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินเสียงอุทานเบา ๆ นี้

พูดตรงนี้เลยว่า ตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยเห็นมนุษย์ที่งดงามขนาดนี้มาก่อนเลย ใบหน้าเรียว จมูกเป็นสัน ผมสีทองมีลอนบาง ๆ ผิวขาวมีน้ำมีนวล ดวงตาสีฟ้ามีมิติ  เห็นแล้วรู้สึกว่าจ้องมองได้ตลอดไม่มีเบื่อ  เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทุกส่วนของร่างกายนำมาจากมนุษย์ที่งดงามที่สุดมารวมกัน แล้วกลมกลืนเข้ากันด้วยสัดส่วนปาฏิหาริย์  ทั้งเวลา ทั้งอากาศ กระทั่งฝุ่นละออง ต่างไหลรอบตัวมนุษย์คนนี้ด้วยจังหวะที่ต่างไปจากคนอื่น   ที่เขาเรียกกว่าโชคชะตาเริ่มต้นจากการช่วยเหลือใครสักคนอะไรนั่นน่ะ ตอนนี้ชักเชื่อขึ้นมาแล้ว

ถ้าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงล่ะก็นะ……..

แล้วผู้ชายที่เขาเห็นว่างดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นนั้น ก็ปัดสูทสีเทาแล้วลุกขึ้นยืน

*

*

*

ชื่อของชายคนนั้นคือริชาร์ด

พวกเราสองคนเดินจากสวนสาธารณะโยโยงิไปยังสถานตำรวจหน้าสถานีรถไฟเพราะคิดว่าแจ้งความไว้จะดีกว่า  ล้อของกระเป๋าเดินทางผูกผ้าสีดำพังไปล้อหนึ่ง  แม้เขาบอกว่าจะแบกไปให้ ริชาร์ดก็ปฏิเสธเสียงแข็งอยู่ดี

“ริชาร์ด……รานา….?  โทษที ขออีกรอบ”

นายตำรวจผู้ไม่คุ้นเคยกับคาตากานะทั้งที่อยู่ในเขตที่ชื่อฮาราจูกุพิมพ์ใบแจ้งความลงในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง  ชายผมสีทองหยิบการ์ดออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้ มันเป็นนามบัตรอักษรแนวนอน เมื่อคว่ำลงก็จะเป็นนามบัตรเขียนด้วยคาตากานะ

Richard Ranasinghe Dolpian ชื่อซึ่งช่วงหลังเป็นต้นไประดับความยากขึ้นสูงจนเหมือนคำพูดเร็ว ๆ นายตำรวจกะดึกมองนามบัตรแล้วตั้งใจกรอกลงไปทีละตัว ๆ ส่วนอีกคนซึ่งอยู่ข้าง ๆ นำขวดชามาวางให้พวกเรา แต่ริชาร์ดไม่จิบชานั้นแม้แต่คำเดียว จะว่ากำลังตื่นเต้นก็ดูไม่เห็นเป็นงั้น มีเหตุผลทางศาสนาหรืออะไรหรือเปล่านะ

“สัญชาติญี่ปุ่น?”

“สัญชาติอังกฤษครับ”

“เหตุผลพำนักคือท่องเที่ยวเหรอ? ทำธุรกิจเหรอ?  ทำงานอะไรน่ะ?”

“ทำธุรกิจครับ  ทำอาชีพดีลเลอร์อัญมณี   เป็นนักอัญมณีน่ะครับ”

นักอัญมณี เป็นอาชีพที่ต่อให้คิดจะทำความรู้จัก ถ้าไม่ไปห้างสรรพสินค้า หรือไปร้านอัญมณี จะไปรู้จักมักจี้เจอกันยังไงก็มองไม่เห็นภาพ  แล้วทำไมถึงเป็นตอนนี้ล่ะ

เป็นพวกเร่ขายเหรอ?  พอถามไปแบบนั้น ริชาร์ดก็เปิดซิปกระเป๋าเดินทางสีดำ  ข้างในอัดแน่นด้วยกล่องที่เหมือนกล่องขนม ริชาร์ดหยิบของข้างในออกมาชิ้นหนึ่ง แกะยางรัดออก ข้างในมีถุงพลาสติดเล็ก ๆ หลายอันอัดเรียงกันอยู่

ยาเสพย์ติดผิดกฎหมายรึเปล่า? สองตำรวจโผล่หน้ามามองแล้วส่งเสียงโอ…..  ส่วนเขาก็กรูเข้าไปเช่นกัน

ของที่อยู่ในถุงพลาสติกไม่ใช่ผงสีขาวแต่เป็นหินสีน้ำเงิน  ขนาดใหญ่ประมาณ*เม็ดมะยมของนาฬิกาข้อมือ  สีน้ำเงินราวกับยกเอาท้องทะเลลึกมาทั้งอย่างนั้น มีประมาณสามสิบกว่าชิ้นรึเปล่านะ อย่างกับเม็ดบีดแหนะ หินเฉดสีอื่น ๆ นั้นอยู่ในถุงอื่น ๆ มากมาย มากมาย มากมาย

 

(*เม็ดมะยม เป็นชื่อเรียกส่วนหมุนปรับเข็มนาฬิกาของนาฬิกาข้อมือ)

 

“ฮ่า!!  นี่มันอะไรเนี่ย!!  มรกตเหรอครับ?”

“แซฟไฟร์ครับ ส่วนใหญ่ก็จะนำของจำพวกนี้ ไปค้าขายยังบ้านของลูกค้าที่สั่งจองไว้น่ะครับ  กรณีที่ต้องรอให้อีกฝ่ายเสร็จงานก่อนค่อนข้างเยอะ ทุกครั้ง ๆ ก็เลยจะดึกแบบนี้”

“ถือของแบบนี้เดินตามถนนตอนกลางคืนเหรอครับ?   คุณประมาทไปมั้ยน่ะ?”

“วันนี้เหตุการณ์ออกจะต่างไปจากปกติเสียหน่อย”

จากที่นักอัญมณีริชาร์ดเริ่มเล่า ดูเหมือนจะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว

หลังจากเสร็จธุระจากบ้านของลูกค้าที่สั่งจองของเอาไว้  ริชาร์ดซึ่งปกติจะเรียกแทกซี่เพื่อเดินทางกลับ ดันป๊ะเข้ากับคนขับมือใหม่เข้า หนำซ้ำคนขับยังไม่รู้กระทั่งทางไปโรงแรมที่สถานีชินบาชิ แุถมทั้ง ๆที่ไม่รู้ทางก็ดันมีความมั่นใจที่ไม่รู้เอามาจากไหน สุดท้ายก็พาหลงไปเรื่อย ๆ มิเตอร์ก็หมุนเอา ๆ ไม่มีความคิดจะหยุดรถอีกตะหาก  หลังจากลงตรงหน้าสวนสาธารณะโยโยงิได้ คราวนี้ก็พบพวกคนเมาไร้สติเข้าอีก  กระเป๋าเดินทางก็โดนพัง แล้วยังโดนสาดเบียร์ใส่อีก ระหว่างฟังนายตำรวจหลุดหัวเราะออกมาโดนจ้องใส่เข้า ฝั่งอายุมากกว่าก็เป็นอันต้องนั่งห่อไหล่

“คุณน่ะต้องขอบคุณพี่ชายคนนี้เลยเนี่ย  เกือบบาดเจ็บหนักเลยไม่ใช่เหรอนั่น  โทษทีนะพี่ชายเขียนชื่อให้หน่อยได้มั้ย ต้องมีคำให้การของผู้เห็นเหตุการณ์น่ะ”

เขาเขียนชื่อของตัวเองลงในสมุดบันทึกบนโต๊ะด้วยปากกาลูกลื่น  ชื่อ中田正義 (นาคาดะ เซกิ)  แต่เพราะโดนถามทวนอีกรอบว่ามาซาโยชิคุงเหรอ? เขาส่ายหน้าแล้วเขียนคำอ่านฟุริกานะเสริมลงไปว่านาคาดะ เซกิ

“เห!!  ชื่อนี่บ่งบอกตัวมาก  ประทับใจ  ประทับใจ”

นายตำรวจอายุมากกว่าซึ่งถูกเรียกว่าสุซุกิหัวเราะรื่นเริง  ผมยิ้มตอบกลับไปอย่างคลุมเครือ

เที่ยงคืนสี่สิบห้านาที ในที่สุดพวกเราก็ถูกปล่อยตัวออกมา ระหว่างรอรถแทกซี่ พอบอกว่าเป็นห่วงเลยจะอยู่ที่นี่ด้วย  ริชาร์ดก็ทำหน้าประหลาดใจใส่

“คุณเป็นสุภาพบุรุษงั้นเหรอครับ”

“สุภาพบุรุษ?”

Gentleman  ริชาร์ดออกเสียงให้ฟังอย่างนั้น ต้นฉบับเลยทีเดียว

“ที่สถานีตำรวจ คุณอยู่ด้วยจนจบ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาบอกให้คุณกลับไปก่อนก็ได้แท้ ๆ นี่ครับ”

“ถ้าผมกลับไปก่อน แล้วเกิดบันทึกประจำวันมีอะไรตกหล่นจะลำบากไม่ใช่เหรอครับ”

ริชาร์ดเห็นว่ารถแทกซี่ยังไม่มาเสียที จึงเข้าไปยังร้านสะดวกซื้อข้างตู้ล็อกเกอร์ด้านหน้าสถานี  และกลับมาพร้อมกับน้ำแร่สองขวด  จังหวะที่ยื่นขวดนึงมาให้เขา รถแทกซี่ก็มาถึง

ชายหนุ่มแผดเสียงออกไปว่า เอ่อ แบบไม่ทันคิด เพื่อหยุดชายนักอัญมณีเอาไว้ก่อน

“…..เข้าใจว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แต่ว่าขอร้องล่ะครับ  อย่าเกลียดประเทศนี้เลย เพราะว่าไม่ได้มีแต่เรื่องบ้า ๆ แบบนี้หรอกครับ”

“ผมรู้ดีครับ การตัดสินคนด้วยคนกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียวเป็นเรื่องโง่เขลา ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องขอโทษหรอกครับ”

โง่เขลา เป็นคำที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว ชายผมทองซึ่งดูแลน่าจะใช้ภาษาญี่ปุ่นคล่องกว่าตัวเขานำกระเป๋าเดินทางวางบนเบาะที่นั่งด้านหลังแทนที่จะเป็นช่องท้ายรถ การพบกันอันน่าประหลาดกำลังจะจบลง

โอกาสแบบนี้ อาจจะมีแค่ตอนนี้เท่านั้นล่ะ

“ขอโทษครับ แค่อีกอย่างนึง!  คุณริชาร์ดรับตรวจสอบอัญมณีรึเปล่า  อย่างเช่นพวกแหวน……”

เป็นครั้งแรกที่ริชาร์ดทำสีหน้าแปลกใจ  ดวงตาสีน้ำเงินราวกับแซฟไฟร์ที่เห็นในสถานีตำรวจจ้องมาที่ตน  ทันทีที่คนขับรถส่งเสียงรำคาญบอกว่าจะปิดประตูแล้ว  ริชาร์ดกลับยื่นขาออกมาข้างหนึ่ง รองเท้าเคลือบยางมะตอยเป็นประกาย ชายหนุ่มหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์และยื่นมาให้เขาด้วยมือเดียว  [Jewelry étranger]  étranger คืออะไรน่ะ?   นอกเหนือจากนี้มีเมล์แอดเดรสและเบอร์โทรศัพท์

“โทรมาได้เสมอนะครับ  ถ้าเป็นแถวนิฮอนบาชิ ก็เจอกันง่ายหน่อย”

“แต่”

“แล้วเจอกันใหม่ที่ไหนซักแห่ง  คุณผู้ผดุงความยุติธรรม”

ริชาร์ดยิ้มแย้มและหัวเราะ ที่ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปเลยน่ะ อาจจะเป็นเพราะสวยจนไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกระมัง  ไม่ใช่แค่เค้าโครงหน้าเท่านั้น แต่เป็นท่าทางของอีกฝ่ายทั้งหมดเลย

รถแทกซี่เหลือไว้เพียงแสงไฟท้ายสีส้ม และหายลับไปในเมืองยามค่ำคืน

เขาขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายสายยามาโนเตะกลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่ทาคาดะโนะบะ เมื่อหยิบเอาสมาร์ทโฟนที่ไม่ได้เช็คมาพักหนึ่งขึ้นมาดู ก็พบว่ามีเมล์หนึ่งฉบับ คนส่งคือ [ฮิโรมิ] แม่แท้ ๆ ของเขาเอง

 

[สบายดีมั้ย?  ทางนี้สบายดีล่ะ  เดี๋ยวจะไปทำงานรอบค่ำแล้วจ้า—–]

 

ฝั่งนั้นดูท่าทางสบายดีนะ  ตอนนี้อาศัยอยู่คนเดียวก็เลยขยันส่งเมล์ตอบกลับไปมา

[วันนี้ช่วยคนไว้ล่ะ เป็นคนงดงามจนน่าตกใจเลย เป็นนายแบบหรืออะไรทำนองนั้นรึเปล่านะ] เขาสวมกางเกงขาสั้นกับเสื้อวิ่งกดพิมพ์ข้อความลงไป  แต่หลังจากพิมพ์จบ สุดท้ายก็ลบมันทิ้งไปทั้งหมด  แล้วพิมพ์ใหม่ไปว่า [เหนื่อยหน่อยนะ  สบายดี นอนล่ะ] อย่างทุกครั้งและส่งไป ยังไงอีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนที่จะต้องเขียนเล่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันส่งไปให้อ่านอยู่แล้ว

หลังจากนั้น เขาก็นำชื่อซึ่งอยู่ในนามบัตรมาลองค้นหาในสมาร์ทโฟน   ดูเหมือน [étranger] จะเป็นภาษาฝรั่งเศษที่แปลว่า [คนต่างชาติ]  เจอเว็บไซด์ของร้านอัญมณีก็จริง แต่ภาษาที่รองรับคือภาษาอังกฤษกับภาษาจีนเท่านั้น จนปัญญาเลยทีเดียว ไม่มีระบบขายออนไลน์ แล้วมีหน้าร้านอยู่ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่านะ อย่างไรก็ตาม เป็นร้านอัญมณีของจริงล่ะ

บางทีนี่อาจจะเป็นความบังเอิญที่น่าขอบคุณหรือเปล่านะ

ชายหนุ่มเปิดตู้เย็น ช่วงนี้ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะหุงข้าว ข้างในจึงเหลือแค่อาหารที่เก็บรักษาได้นานและพวกเครื่องปรุงใส่ไว้เท่านั้น  และในช่องใส่ของที่ไม่ได้ใช้นั้น มีกล่องสีดำเล็ก ๆ วางอยู่กล่องหนึ่ง

กระทั่งหยิบออกมานี่ ก็นานมาแล้ว

ข้างในกล่องผ้า มีแหวนแพลทินัมฝังอัญมณีสีชมพูหนึ่งเม็ดวางอยู่ในนั้น

*

*

*

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลูบจมูกสิงโตหน้าห้างกินซ่ามิตสึโคชิ ลื่นปรื๊ดเลยทีเดียวล่ะ

จากสถานีรถไฟใต้ดินกินซ่าเดินขึ้นมาบนพื้นดิน ก็พบกับโลกอันแปลกประหลาดที่แผ่กว้างอยู่ตรงหน้า นี่คือเขตใจกลางเมือง จากยี่สิบสามเขตของกรุงโตเกียว ที่นี่เป็นเขตเล็ก ๆ ข้างเขตไทโทว มีความแตกต่างจากบรรยากาศแบบธุรกิจอันหลากหลายของชินจูกุ  และดูตรงข้ามกับบรรยากาศที่เร้าให้คึกคักของชิบุยะฮาราจูกุ  ตึกที่ไม่ได้สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปแต่ละตึกตั้งเรียงกันเรียบร้อยราวกับชั้นปิ่นโตราคาแพงก็มิปาน ช่างเป็นเมืองอันเหมือนกับไดโอรามาที่สร้างขึ้นเพื่อการโฆษณาสวย ๆ หรือติดตามตึก แล้วอนุญาตให้มนุษย์มาเช่าอาศัยอย่างนั้นล่ะ ตามพื้นที่ว่าง ๆ นาฬิกาแบบเรโทรและรูปปั้นทองเหลือก็มีหลงเหลืออยู่

เมื่อเขามารอที่ชั้นสองของร้านกาแฟใกล้ ๆ ห้างมิตสึโคชิตามเวลานัดหมาย ชายผู้มีใบหน้าซึ่งได้เห็นสักครั้งจะไม่มีวันลืมก็เดินลากกระเป๋าเดินทางสีดำใบใหม่เข้ามา  นี่เป็นทิวทัศน์อันน่าสนุกเชียวล่ะ โต๊ะเยื้องไปข้าง ๆ ทั้งโต๊ะเยื้องไปอีก เหล่าแขกในร้านล้วนเอียงคอองศาเดียวกันปานโดมิโนล้ม สายตามองตามร่างของสิ่งมีชีวิตอันงดงามในร่างมนุษย์  เป็นแพนด้าในสวนอุเอโนะเรอะ

ริชาร์ดซึ่งทักทายเบา ๆ ด้วยการยกมือขึ้นและกล่าวสวัสดี เขาสวมสูทเรียบลื่นสีน้ำเงินเข้มและเสื้อเชิ้ตสีขาว หลังจากที่เขาโทรไปหา  ก็ได้รับการตอบกลับสองอันว่ามาเจอกันไหมกลับมา ดูเหมือนว่าถ้ามีของและไม่ได้เห็นของจริงจะคุยกันไม่ได้ล่ะ เพราะว่านักเรียนเดินทางสะดวกกว่า เขาจึงฝากให้ริชาร์ดเป็นคนหาสถานที่นัดพบ และผลลัพธ์ที่ได้คือใจกลางกินซ่านี่ล่ะ

ชายซึ่งเพียงแค่เดินตามถนนก็เหมือนกลายเป็นโฆษณาเสื้อผ้าสุภาพบุรุษกลาย ๆ นั่งลงตรงหน้าเขา ส่วนเสื้อผ้าของฝั่งนี้นั้นเป็นกางเกงผ้าชิโนและเสื้อคาดิแกน

“เมื่อวันก่อนขอบพระคุณมากครับ สบายดีไหมครับ”

“ครับ ขอบคุณ…..เก่งภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ นะครับ”

“เพราะว่าภาษาเป็นเครื่องมือทำการค้าที่สำคัญน่ะครับ”

ถาดของริชาร์ดมีขนมอบและน้ำวางอยู่ เกินคาดนิดหน่อย ฝั่งเครื่องดื่มถูกกว่าแท้ ๆ

เขานั่งท่าสุภาพตรงหน้ากาแฟซึ่งยังไม่มีการยกขึ้นจิบ พลันพูดตัดเข้าธุระ

“เอาแหวนมาแล้วครับ อยากวานให้ตรวจสอบให้หน่อยครับ”

เขาหยิบกล่องสีดำออกมาจากกระเป๋าสะพายหลัง

เปิดอ้าฝากล่องออกและมองดูแหวนฝังอัญมณีสีชมพู ขนาดอาจจะแค่ประมาณพลาสติกกลมหัวของเข็มหมุด หากแต่มันเปล่งประกายสะท้อนแสง เนื่องจากรูปทรงอันสวยงามนี้ได้รับการเจียระไนมาแล้ว ความยาวด้านข้างนั้นยาวพอ ๆ กัน เป็นหินกลมกลิ้งซึ่งมีประกายแวววาว ตัวแหวนโลหะสีเงินนี้ ไม่มีริ้วรอยและไร้รอยสลักใด ๆ

นี่เป็นอัญมณีและเครื่องประดับชิ้นเดียวที่เขามีอยู่

“………ดูเหมือนจะเป็นแซฟไฟร์สีชมพูสินะครับ”

“อย่างนั้นเหรอครับ? เคยค้นในเน็ตมาบ้างแล้ว แต่ไม่มั่นใจ”

งั้นเหรอครับ ริชาร์ดพยักหน้าให้ เขาจึงเริ่มพูดต่อ

“เป็นของดูต่างหน้าของคุณยายน่ะครับ ท่านตายไปตอนผมเป็นนักเรียนม.ปลาย  แต่….. เจ้าตัวพูดตลอดว่ามันเป็นของปลอม”

นักอัญมณีมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ส่วนเขานั้นพูดต่อไปโดยไม่หยุดพัก

“เป็นเรื่องที่แปลกใช่มั้ยล่ะครับ  แต่ว่าบ้านของผมนอกจากอัญมณีอันนี้ก็ไม่มีอันอื่นอีกแล้ว เพราะงั้นเกี่ยวกับของจำพวกนี้ ทั้งผมทั้งแม่ไม่รู้เรื่องเลยครับ  ที่ยายพูดจะเป็นเรื่องจริงหรือว่าโกหก ปล่อยไว้ทั้งอย่างนี้ก็รู้สึกไม่ดี ก็เลยอยากเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบให้หน่อย”

“การตรวจสอบหินนอกเหนือจากเพชร เรียกกันว่า [การจำแนก] ครับ เพราะฉะนั้นธุระครั้งนี้ก็เป็นการจำแนกล่ะนะ  ว่าแต่ไม่ได้อยากทราบแค่ความแท้หรือเทียมของหินเท่านั้นใช่ไหมครับ”

“หมายความว่าที่นี่ตอนนี้ รู้ได้เลยว่าเป็นของจริงหรือของปลอมเหรอครับ”

ชายหนุ่มพยักหน้าตอบว่าในระดับหนึ่ง สมกับเป็นมืออาชีพ อย่างที่คิดเลย

“แต่ของปลอมพักนี้อาจจะไม่ถึง 100% แต่ก็ทำออกมาได้ดี  ถ้าเป็นไปได้อยากตรวจสอบอย่างละเอียดครับ”

ริชาร์ดมีสีหน้าแข็งกระด้างขึ้นมาชั่วครู่ เมื่อโดนเขาไหว้วานให้รับฝากหน่อยได้ไหม

“เอ่อ….. ไม่ได้เหรอครับ”

“ของสำคัญอย่างนี้ ปกติแล้ว เขาไม่ฝากกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกส่ง ๆ หรอกครับ”

“ครั้งที่สองแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“เป็นคน [เกือบ] เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกสินะครับ งั้นถ้าจริง ๆ แล้วฉันเป็นคนเลวระดับที่พวกคนเมาในสวนสาธารณะโยโยงิเทียบไม่ได้ แล้วก็กำลังตั้งใจจะหลอกเอาแหวนไปจากนาย ของดูต่างหน้าอันสำคัญไม่กลับไปเป็นครั้งที่สองหรอกนะ”

เขาเกือบหัวเราะออกไปโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นเรื่องแบบนี้ไปเสียงั้น เพราะอัญมณีเป็นของราคาแพง ธุรกิจนี้จึงต้องอาศัยความเชื่อใจ นิตยสารที่เคยอ่านเมื่อก่อนก็มีเขียนเอาไว้ คน ๆ นี้เป็นคนจริงจังในการทำการค้าสินะ

“เรื่องนั้นเข้าใจอยู่ครับ แต่คนเลวจริง ๆ เขาไม่อุตส่าห์พูดเรื่องแบบนี้ให้ฟังหรอกมั้ง  จะว่าไปกลับกัน  ไม่คิดถึงสถานการณ์ที่ผมเป็นคนเลวไว้เหรอครับ ฝากแหวนปลอมแล้วขู่ให้เอาของจริงคืนมางี้  ไม่เป็นไรครับ ผมพิมพ์รูปแหวนทั้งบนล่างซ้ายขวามาจากร้านสะดวกซื้อแล้วสองชุด เก็บไว้ชุดนึงได้เลยครับ แล้วก็อะไรอีกดีล่ะ… ตราประทับอะไรแบบนั้น?”

แค่เพียงเท่านี้ เขาไม่คิดว่าจะทำให้คน [เกือบ] เป็นคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกเชื่อหรอก แต่เขาแค่อยากรู้เรื่องหินก้อนนี้จริง ๆ

เขาพูดกล่อมเท่าไหร่ ริชาร์ดกลับยังคงเงียบอยู่  ถ้าเป็นไปได้อยากให้เชื่อเขา เราเป็นพรรคพวกที่บอกข้อมูลส่วนตัวในสถานีตำรวจด้วยกันไง

“แล้วก็.. ผมไม่ค่อยมีเงิน ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่เหรอครับ?”

“….ถ้าเป็นหน่วยงานในประเทศญี่ปุ่น เริ่มที่สามพันเยน แพงสุดก็ประมาณห้าพันเยนครับ”

“ถูกชิบ! อ่ะ…  ขอโทษครับ เห็นในเน็ตเขียนว่าหลายหมื่นเยน”

“หากเป็นออเดอร์ออกใบรับร้องการตรวจสอบของหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญในอเมริกาจะใช้เงินประมาณนั้นครับ หากไม่เกี่ยงว่าเป็นราคาหน่วยงานในญี่ปุ่นก็ราคาตามที่บอกก่อนหน้านี้ครับ ไม่มีปัญหาใช่มั้ยครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่เข้าใจ แล้วใช้เวลาประมาณไหนครับ”

“อย่างเร็วก็หนึ่งสัปดาห์ ช้าหน่อยก็เกือบเดือน”

นักอัญมณีพยักหน้าเมื่อเขาก้มหัวฝากฝัง  โล่งอก ดูเหมือนจะเป็นรูปเป็นร่างล่ะ

เมื่อเขายกกาแฟขึ้นดื่ม ริชาร์ดก็พูดเปลี่ยนเรื่องขึ้น

“นาคาตะซังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเหรอครับ?”

“เอ๋? ก่อนหน้านี้เรียกว่าเซกิไม่ใช่เหรอ”

“ชื่อนาคาตะ เซกิซังไม่ใช่เหรอครับ?”

“ก็ใช่อยู่หรอกครับ แต่ไม่ต้องเรียกด้วยนามสกุลก็ได้ ยังไงก็อายุน้อยกว่า”

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ครับ เพราะตอนนี้คุณเป็นลูกค้าของผม”

“……..ไม่ใช่คนญี่ปุ่นจริง ๆ ใช่มั้ยครับ”

ริชาร์ดยิ้มงดงามอย่างเป็นมิตร และหยิบน้ำขึ้นมาจิบ ไม่มีทีท่าจะทานขนมอบเสียที ขนมยังคงห่อด้วยพลาสติกเอาไว้ บางทีอาจจะเก็บกลับบ้านกระมัง มนุษย์ที่ไม่อยากสั่งเครื่องดื่มอะไรเลยก็มีวิธีเข้าร้านกาแฟล่ะนะ ขวดชาเมื่อก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน ชายคนนี้อาจจะเป็นคนยึดติดรสชาติก็เป็นได้ เขาทำเป็นไม่มองและดื่มกาแฟต่อ กาแฟที่ไม่ใช่แบบกระป๋องนี่ห่างเหินมานาน

ริชาร์ดหยิบปากกาลูกลื่นและแฟ้มใส่เอกสาร A4 ออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ตัวอักษรภาษาอังกฤษสามตัวซึ่งพิมพ์อยู่บนเอกสารอาจจะเป็นชื่อของบริษัทตรวจสอบกระมัง  ระหว่างที่เขาเซ็นชื่อ และกรอกที่อยู่ที่ทาคาดะโนะบะ ริชาร์ดก็ใช้กล้องดิจิตัลถ่ายรูปแหวนหลาย ๆ ใบไว้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ รูปถ่ายเขาก็มีอยู่ หยิบออกจากกระเป๋าสะพายหลังยื่นให้แล้ว แต่ถูกบอกว่าเพื่อความมั่นใจ ความรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญล่ะนะ

“แบบนี้เป็นธรรมเนียมที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณเหรอครับ”

“ตามนั้น ประวัติศาสตร์อัญมณีเป็นประวัติศาสตร์ของหัวขโมยและการต้มตุ๋นครับ  ผู้ไหว้วานกับดีลเลอร์ เพื่อคุ้มครองทั้งสองฝั่ง ความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งจึงเป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่โบราณครับ”

“…….โล่งอก”

หลังแจ้งวันซึ่งอาจจะเจอกันได้ในครั้งต่อไปเสร็จ ริชาร์ดก็บอกว่าจะโทรศัพท์มา  และเมื่อตั้งใจจะลุกเมื่อคิดว่าได้เวลา อีกฝั่งนั้นกลับพูดขัดว่ามีอีกเรื่องขึ้นมาเสียก่อน

“คุณบอกว่าคุณย่าเสียตอนที่คุณเป็นนักเรียนมัธยมปลายสินะครับ  ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ ไม่คิดจะลองไปร้านอัญมณีแถวบ้านเลยเหรอครับ?  เรื่องตรวจสอบอัญมณีจะร้านไหน ๆ ก็ทำได้นะครับ”

“ไม่มีวาสนาน่ะครับประมาณว่าลืมเรื่องแหวนไปแล้ว จนก่อนหน้านี้บังเอิญเจอคุณริชาร์ดก็รู้สึกว่ามันเป็นโชคชะตาอะไรรึเปล่านา”

ริชาร์ดมีสีหน้าหมอง ๆ ไปครู่หนึ่ง ชายในชุดสูทผู้ซึ่งเพียงแค่เหลือบตามองก็มีเสน่ห์มากพอจะทำให้คนผ่านไปทุรนทุรายยกน้ำขึ้นจิบ และเงยหน้าขึ้น

“รับทราบคำไหว้วานครับ ประมาณต้นหรือกลางเดือนหน้าคงเสร็จ หากได้ผลแล้วจะรีบแจ้งไปที่คุณนาคาดะตามข้อมูลติดต่อนะครับ”

“ไม่ต้องถ่อมตัวให้ขนาดนี้ก็ได้ครับ  ฝากด้วยนะครับคุณริชาร์ด”

เมื่อเขาก้มศีรษะลงน้อย ๆ นักอัญมณีหนุ่มพลันหลี่ตาเล็ก ๆ อะไรกัน?  เราพูดอะไรน่าตลกออกไปงั้นเหรอ

“เพิ่งเคยเจอคนที่แค่เรียก Family name ก็ตัดสินว่ากำลังถ่อมตัวที่ประเทศนี้นี่ล่ะครับ”

“[ที่ประเทศนี้]?  งั้นเหรอครับ ถ้าเป็นเขตประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสินะครับ ทุกคนเรียกชื่อกันเอง ผมเองก็ไม่ถูกเรียกนามสกุลนักหรอกครับ ชื่อผมเป็นชื่อที่จำง่ายใช่มั้ยล่ะ”

“ผมเองก็ไม่ได้ชินที่โดนเรียกว่า [คุณริชาร์ด] ขนาดนั้นครับ”

“…….งั้น… ริชาร์ด?”

ตามนั้น นักอัญมณียิ้มแย้มหัวเราะ ตอนเงียบดูเหมือนอายุอยู่ในช่วงสามสิบ เมื่อหัวเราะแล้วดูเด็กลงนิดหน่อย อายุเท่าไหร่กันนะ อยากลองถามแต่จังหวะกลับหลุดลอยไปเสียก่อน

ริชาร์ดมุ่งหน้าไปทางสถานีชินบาชิหลังจากจับมือและเดินออกจากร้าน  เขามองส่งเงาด้านหลังของชายหนุ่ม อาจจะเพราะมีเยื่อใยอยู่กระมัง กับเจ้าแหวนในกระเป๋าเดินทาง

ขอให้ทำหน้าที่สำเร็จด้วยเถอะ เขาคิดภาวนาพลางทอดมองแผ่นหลังของนักอัญมณี

*

*

*

สองสัปดาห์แรกของชีวิตนักศึกษาปีสองผ่านไปด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว ซากุระร่วงโรยเหลือเพียงใบ โค้ทตัวบางเหลือเพียงเสื้อปาก้า เหล่าจิ้งหรีดเริ่มพูดคุยกันเรื่องกำหนดการงานพิเศษในหน้าร้อน

ร้านกาแฟในกินซ่าที่เขาถูกเรียกออกมาพบนั้น ตั้งอยู่ด้านหลังของหอนาฬิกาวะโคว กำแพงร้านทั้งหมดมีลวดลายคล้ายสีของผิวช็อกโกแลต หลอดไฟแบบซ่อนบนเพดานล้วนมีรสนิยม เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงกลางวันของวันธรรมดา ลูกค้าในร้านจึงค่อนข้างหรอมแหรมบางตา

ริชาร์ดนั้นมาถึงก่อนเวลานัดหมาย เขากล่าวขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายต้องรอ ก่อนจะนั่งลงที่นั่งตรงข้ามของนักอัญมณีหนุ่ม

“แล้ว….เป็นยังไงบ้างครับ”

“ได้เห็นของที่แปลกมาก ๆ เลยล่ะครับ”

ริชาร์ดจัดการส่งคืนแซฟไฟร์สีชมพูให้กับเขาก่อนเป็นอย่างแรก สีหน้าแลดูตึงเครียด

“เกี่ยวกับแหวนวงนี้.. เป็นของดูต่างหน้าของคุณย่าแน่ ๆ ใช่ไหมครับ ทราบเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับแหวนวงนี้อีกบ้างหรือเปล่า?”

เมื่อเขาสอบถามกลับไป ริชาร์ดพลันเปลี่ยนสีหน้าและกล่าวว่า

“ทราบไหมครับ ว่าแหวนวงนี้มีโอกาสเป็นของที่ถูกขโมยมา”

วินาทีที่ได้ฟังคำ ๆ นั้น

เซกิแหงนมองขึ้นไปยังเพดานของร้าน  หลังจากถอนหายใจยาวราวกับลากเสียงอืมมมมยาว ๆ เขาก็มองมาที่ริชาร์ด  ขนาดขมวดคิ้วก็ยังรูปงามนักเชียว อีกฝั่งทำสีหน้าคล้ายกับจะบอกว่าไม่เข้าใจตน เพราะปฏิกิริยาตอบกลับของเขามันผิดจากที่คาดเอาไว้งั้นเหรอ

เซกิหัวเราะออกมา มีความสุขสุด ๆ ไปเลย รู้สึกโล่งออกมาจากใจ

“คุณ….. สุดยอดอ่ะ!  นักอัญมณีตัวจริงล่ะ!  สุดยอด!  สุดยอดจริง ๆ !”

“กรุณาเงียบ ๆ ครับ”

เขาปิดปากเงียบหลังจากโดนสายตาเย็นชาจ้องใส่ ออกอาการคึกมากไปหน่อย

ราวกับเป็นผืนป่าใหญ่ ริชาร์ดรักษาความสงบเงียบอยู่อย่างนั้น ดวงตาอันมีประกายและมิติอันน่าอัศจรรย์จ้องมองมาที่ตน เขาคิดว่าสิ่งที่งดงามนั้นมีพลังลึกลับในตัว  เพียงแค่อยู่ตรงนี้ก็คล้ายโดนถอดเขี้ยวเล็บ จนเกิดความรู้สึกไม่กล้าทำเรื่องอะไรไม่ดีทั้งกับริชาร์ดก็ด้วย แหวนวงนี้ก็ด้วย เป็นความรู้สึกเดียวกับการไปวัดแล้วเกิดความรู้สึกอยากยกมือขึ้นมาพนมทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านตัวเองนับถือศาสนาอะไร

“ขอคำอธิบายได้ไหมครับ”

“……ขอโทษที่ทำเหมือนหลอกกันนะครับ ที่บอกว่า [เจ้าตัวพูดตลอดว่ามันเป็นของปลอม] อันนั้นผมโกหกครับเพราะอยากให้มีอุบายหน่อย ๆ แต่เรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องโกหกนะครับ นี่เป็นของต่างหน้าของคุณยายผม.. เป็นของที่ถูกขโมยมาครับ ถ้าให้เล่าก็คงยาวเสียหน่อยจะเป็นไรไหมครับ?”

“มาเพราะตั้งใจแบบนั้นล่ะครับ”

เขาก้มหัวลงพร้อมบอกขอบคุณ และออเดอร์ในครั้งนี้ ริชาร์ดสั่งน้ำแร่ เขาสั่งคาเฟโอเล่ ก่อนจะดื่มหมดนี่ เขาจะสามารถเล่าจบทั้งหมดหรือเปล่านะ

“งั้น…. จะเริ่มเล่าจากคุณยายของผมเคยทำอะไรที่โตเกียวครับ  ตอนนี้ก็ปาเข้าไปจะห้าปีแล้ว”

*

*

*

ยายของเขาชื่อคาโนว ฮัทสึ อาศัยอยู่ในโตเกียว

เคยทำอาชีพนักล้วงกระเป๋ามาก่อน

ท่านเกิดช่วงก่อนสงครามและแต่งงานกับนายทหารปลดประจำการในช่วงหลังสงความ เขาคนนั้นรอดชีวิตกลับมาจากทางตอนใต้ ไม่มีทั้งบ้านและครอบครัวเพราะทุกคนตายไปจากการโจมตีทางอากาศ ฟังดูเป็นเรื่องโหดร้าย แต่ในยุคสมัยนั้นคนที่เป็นแบบนี้อาจจะไม่แปลกเลย เพราะคุณยายก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

ท่านและสามีตั้งใจจะใช้ชีวิตด้วยการแบ่งปันความเศร้าไปด้วยกัน แต่ทว่าสามีของยายเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายที่ตอนนี้เรียกว่า PTSD เมื่อดื่มเหล้าเขาก็จะต่อยตีภรรยา เมื่อได้งานซักพักก็โดนไล่ออกวนเวียนไปอย่างนี้  อีกทั้งทั้งคู่ก็ไม่มีญาติพี่น้องที่พึ่งพาได้ และมีเพียงเงินบำนาญทหารไว้ใช้ยังชีพเท่านั้น ก่อนแม่ของเขาจะเกิดมา ดูเหมือนทั้งคู่จะเคยมีลูกชายมาก่อนแล้วสองคนแต่ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้นาน

คุณยายทนมาได้เป็นเวลานาน จนเมื่อคลอดลูกคนที่สามเป็นผู้หญิงก็ตัดสินใจทำหมัน คงจะคิดว่าแค่เด็กคนนี้ก็พอแล้วมั้ง  แล้วท่านก็ตัดขาดจากชีวิตแต่งงานอันไร้อนาคต ตัดสินใจจะใช้ชีวิตกันสองคนแม่ลูกในโตเกียวซึ่งไร้ญาติมิตรต่อไป แต่ท่านก็หางานที่จะเลี้ยงดูเจ้าทารกน้อยไปด้วยทำงานไปด้วยไม่พบ วันคืนยากแค้นขัดสนอาหารดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดภายใต้ชีวิตยากไร้นี้ท่านก็ได้ตัดสินใจ

และกลายเป็นนักล้วงกระเป๋า

คุณยายเชี่ยวชาญมาตั้งแต่แรกเริ่มหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ฝีมือการขโมยของคุณยายนั้นระดับอัจฉริยะ ตอนแรกท่านเริ่มจากขโมยในบัสขนส่ง และค่อย ๆ ยกระดับแหล่งทำกินมาเป็นรถไฟเส้นยามาโนเตะ และท่านก็มีชื่อที่สองซึ่งตำรวจตั้งให้คือ [ฮัทสึนักฉก] เพราะลีลาการกรีดกระเป๋าและฉกออกมาเฉียบขาดจนมองไม่เห็นนั่นล่ะ คุณยายจะเล็งเหยื่อเฉพาะผู้ชายร่ำรวย ขโมยเฉพาะนาฬิกาและเงินสด เงินในกระเป๋าสตางค์ก็จะไม่เอาไปทั้งหมดจะเหลือเอาไว้ประมาณ 20%  กับสหายที่ลำบากยากจนท่านก็แบ่งเงินที่หามาได้ให้ ยายมีวิธีการในแบบของตัวเองไม่อ่อนข้อให้กับยากูซ่า  เขารู้สึกว่ามันเรียกว่าเป็นศาสตร์อันสวยงามก็ยังได้

และคุณยายก็ใช้เงินพวกนั้นเลี้ยงดูแม่มา

นี่ไม่ใช่เรื่องราวโบราณในต่างประเทศ แต่นี่คือเรื่องราวในโตเกียวในยุค 90 อิมเมจในช่วงเวลานั้นเป็นประมาณช่วงโอลิมปิค และภาพยนตร์เรื่อง [Furukiyoki showa]  เบื้องหลังเศรษฐกิจอันเฟื่องฟูมีโรคภัยจากมลพิษเกิดขึ้นอยู่ถี่ ๆ  เป็นยุคสมัยที่ทุกคนมุ่งมั่นที่จะร่ำรวยเพราะเคยยากจนกันมาก่อน คนกลุ่มใหญ่พุ่งทะยานกันไปโดยไม่สนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงเหลือบาดแผลทิ้งไว้กับซากปรักหักพังและเหล่าคนที่ก้าวตามช้า

คุณยายก็เป็นคนหนึ่งที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ใน [ซาก] นั้น เป็นคนที่ไหลหลุดออกมาจากเศรษฐกิจอันรุ่งเรืองหลังสงคราม ราวกับถูกหยิบทิ้งจากยุคอันเฟื่องฟูไว้ ณ ซอกมุมหนึ่งของประเทศนี้ ท่านอยู่คนเดียวมาโดยตลอด

ณ ค่ำคืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ  คุณยายซึ่งกำลังรอจังหวะโอกาสท่ามกลางความวุ่นวายในสถานีนั้น ท่านเหลือบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นรถไฟมาเพียงลำพัง คุณหนูผู้มีความสาวแลดูเหมือนอายุยี่สิบและราวกับหลุดมาจากภาพวาด บนนิ้วนางซ้ายของเจ้าหล่อนมีแหวนประดับอยู่

ยามเธอจัดแต่งผมของตัวเอง หินสีชมพูสดใสพลันเปล่งประกาย อัญมณีงดงามราวกับเมฆสีแดงยามอาทิตย์ตกถูกหลอมเอาไว้ในนั้น

เวลานั้นคุณยายเห็นเธอเหมือนกับนางฟ้าที่ลงบันไดมาจากสวรรค์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่คิดเลยว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกเดียวกัน

แล้วคุณยายก็ขึ้นรถไฟคันเดียวกับคุณหนูผู้นั้น

และในระหว่างที่จะถึงสถานียามาโนะเตะซึ่งอยู่ถัดไป  แหวนก็ตกมาอยู่ในมือของยาย

หากเป็นอย่างทุกครั้ง ของที่ขโมยมาได้ยายจะไม่เก็บไว้กับตัวเองแต่จะนำไปปล่อยโรงจำนำ  ทว่าในคืนนั้นคุณยายกลับสวมแหวนวงนั้นกับมือของตัวเองพลางทอดมองมัน  สมัยนั้นมีเพียงเศรษฐีเท่านั้นที่จะแต่งงานและได้สวมแหวน  ภายในห้องซึ่งไม่รู้ว่าถึงสี่เสื่อหรือเปล่าในย่านเมืองเก่าที่แม่ลูกอาศัยอยู่  รางหลอดไฟกระพริบ ๆ จ้าแสบตา กับเรื่องความสวยความงามเนี่ยคงไม่มีวาสนาต่อกันมานานแล้วกระมัง

และแม้จะเช้าแล้ว คุณยายก็ไม่นำแหวนไปยังโรงจำนำ เธอนำมันเก็บไว้ในถังข้าวสาร

ช่วงกลางวันของวันนั้น ระหว่างที่คุณยายกำลังทำงานอยู่ รถไฟกลับหยุดวิ่งกะทันหันทำให้โดยรอบเกิดความวุ่นวาย เมื่อไปถามพรรคพวกว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ความจากพรรคพวกหน่วยข่าวที่ทำให้คุณยายต้องกลืนลมหายใจเฮือก

มีผู้หญิงกระโดดใส่รถไฟ หญิงสาวคนนั้นยังสาวและเหมือนจะเป็นคุณหนู

เธอคนนั้นจึงแสดงความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ด้วยการโดดฆ่าตัวตายเพราะทำแหวนที่ได้รับจากคู่หมั้นหายไป   พรรคพวกต่างหัวเราะว่าใช้ชีวิตมาในยุคไหนกันเนี่ย แต่คุณยายนั้นหัวเราะไม่ออกแม้แต่นิด ดูเหมือนคนทางบ้านจะกำลังคุกเข่าขอขมากันอยู่จึงวุ่นวายกันใหญ่ ส่วนคุณหนูคนนั้นแม้ถูกช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส

ฟังจบคุณยายก็รีบวิ่งกลับบ้าน เธอตั้งใจจะนำแหวนไปแต่ทว่าก่อนจะไปถึง เธอก็ถูกตำรวจที่ไล่ตามมาจับได้เสียก่อน ของที่ขโมยมาวันนี้ก็ยังคงใส่อยู่ข้างเอวจึงไม่มีจังหวะได้แก้ตัว

สิ่งที่ประดับลงบนมือของคุณยายไม่ใช่แหวนแต่เป็นกุญแจมือ เธอถูกส่งไปยังห้องขัง โทษคุมขังคือห้าปี  ห้าปีนั้นนานผิดปกติทั้ง ๆ ที่เป็นแค่นักล้วง แต่บางทีมันอาจจะเป็นเพราะ [เงินเลี้ยงชีพ] ของคุณยายเป็นจำนวนเงินที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ด้วยเหตุที่ว่ามีลูกเล็กหรือเป็นผู้หญิงกระมัง

และมันคงมีความหมายว่าเป็นการลงโทษให้พรรคพวกคนอื่นเห็นเป็นตัวอย่างรวมอยู่ด้วยก็เป็นได้

ตอนที่ถูกปล่อยตัวจากคุกหญิง คุณยายก็อายุพ้นสี่สิบไปแล้ว ฮิโรมิซึ่งเป็นลูกสาวเป็นนักเรียนประถม มีชื่อเล่นว่า [ไม่เอาถ่าน] ไม่ว่าใครในโรงเรียนก็รู้กันหมดว่าทำไมแม่ถึงไม่อยู่บ้าน เพราะว่าคนที่ช่วยดูแลฮิโรมิมาคือเหล่าอดีตพรรคพวกของคุณยายนั่นเอง

ฮิโรมิแค้นเคืองแม่ของตัวเองมากที่สุดในโลก

เหล่าอดีตพวกพ้องมอบของขวัญต้อนรับให้กับคุณยายที่กลับมา เมื่อเปิดกระดาษห่อเคลือบมันออก ภายในนั้นมีแหวนฝังอัญมณีสีชมพูวางอยู่ มันเป็นของอย่างเดียวที่พรรคพวกไม่ได้ให้ตำรวจเจอและโชคดีที่ยังคงเก็บมันเอาไว้

คุณยายรับแหวนนั้นมาด้วยความรู้สึกแบบใดกันนะ

หลังจากฮิโรมิจบการศึกษาจากโรงเรียน ก็ทำงานเป็นพยาบาล แต่งงาน และย้ายบ้านจากโตเกียวไปยังไซตามะ บางทีที่เธออยากจะแต่งงานอาจจะเป็นเพราะความคิดอยากเปลี่ยนนามสกุลและแยกกันอยู่กับคุณยายเพียงแค่นี้ก็เป็นได้  แต่สามีคนแรกซึ่งเป็นพ่อของเขาเป็นคนเลวชอบทำร้ายร่างกาย หลังคลอดจึงหย่ากันไปอย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นฮิโรมิก็ยังหัวแข็งไม่ยอมกลับบ้าน เพียงแค่ส่งค่าเลี้ยงดูไปให้เรื่อย ๆ อย่างนั้น จนย่างเข้าช่วงอายุสี่สิบกลาง ๆ เธอก็แต่งงานกับนาคาดะซังพ่อคนที่สองของเขา นาคาดะซังทำงานในบริษัทเครื่องจักรขุดเจาะซึ่งเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาบ่อน้ำมันที่อินโดนีเซียกว่าสิบปี คราวนี้บ้านของเขาอยู่ที่มาจิดะ เมืองที่อยู่บริเวณเส้นกั้นระหว่างโตเกียวกับคานากาวะ

ฮิโรมิก็ยังคงใช้ชีวิตแบบแยกกันอยู่กับคุณยายอย่างเดิม

ทิศทางลมมันเปลี่ยนก็ตอนที่เขาเป็นนักเรียนมัธยมต้นปีสอง เจ้าของอพาร์ตเมนต์มาแจ้งฮิโรมิว่าช่วงนี้คุณยายอาการแปลก ๆ  ตอนนี้มาหวนนึกดูนั่นคงเป็นอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม ดึกสงัดเดินป้วนเปี้ยน กลางดึกลุกมาจัดเตรียมอาหาร บ้างพูดคนเดียวเสียงดัง

ฮิโรมิซึ่งทำงานอยู่ในโรงพยาบาลกลางในเมืองรวบรวมข้อมูลสถานดูแลอยู่พักหนึ่ง แต่ก็แค่รวมเพราะเมื่อย่างเข้าฤดูร้อนก็ไปรับตัวคุณยายมาอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นเวลาไม่นานนัก และอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนที่อยู่ ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อาการของคุณยายก็ทรุดอย่างรวดเร็ว ท่านร้องไห้กรีดร้องไม่หยุดหย่อนและเริ่มเอาหัวโขกกำแพง  ฮิโรมิจึงพาตัวคุณยายเข้าโรงพยาบาลที่ตัวเองทำงานอยู่

จนกระทั่งหน้าร้อนตอนเขาอยู่มัธยมปลายปีหนึ่ง คุณยายก็เสียไปที่โรงพยาบาล ภายในงานศพอันเงียบสงัด นอกจากพวกเราแล้วก็มีแค่คนใกล้บ้านที่เคยดูแลกันเท่านั้น การจะให้พรรคพวกเก่าของคุณยายมาร่วมงานศพ ฮิโรมิไม่มีทางอภัยให้เด็ดขาด

หลังจากนั้นสามปี หลานชายของ [ฮัทสึนักฉก] ก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในโตเกียว อนาคตอยากจะเป็นข้าราชการ  อยากจะให้แม่อยู่สุขสบาย เขาฝันไปด้วยทำงานพิเศษในสถานีโทรทัศน์ไปด้วย และจากความบังเอิญอันน่าฉงนก็ได้พบกับนักอัญมณีตาสีฟ้าเข้า

 

————————————————————

 

สิงโตหน้าห้างมิตสึโบชิที่กินซ่า

20130423171929

หอนาฬิกาวะโควที่กินซ่า

wakou

 

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 11/02/2017 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: